issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
เรื่องเล่าจากต่างแดน (2)
คุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช


แต่งงานให้คาทอลิกลาวที่ริชมอนด์

วันที่ 28 กันยายน 1999

ผมได้รับเชิญไปทานอาหารเย็นที่บ้านของคุณหอม ซึ่งมีลูกสาวจะเข้าสู่พิธีแต่งงานกับหนุ่มลูกครึ่งฟิลิปปินส์ หอมอยากให้ผมทำพิธีแต่งงานให้ลูกสาวเป็นภาษาลาว ก็วุ่นวายหน่อยเรื่องการเตรียมตัว เนื่องจากที่คาลิฟลอเนียร์นี้ ก่อนจะแต่งงานในวัดได้ต้องมาหาคุณพ่อเจ้าอาวาสและเตรียมตัวก่อนราวหกเดือน ก็เหมือนๆ กับเมืองไทยนั่นแหล่ะคือเขาต้องมาเตรียมเรื่องรื้อฟื้นคำสอนใหม่ เรื่องเอกสารต่างๆ เรื่องนี้ผมเห็นว่าทางคาลิฟลอเนียร์นี้ค่อนข้างจะล้าหลังกว่าเมืองไทย (ก็ล้าหลังห้าเดือนล่ะ เพราะที่วัดมหาไถ่หรืออัสสัมฯ เท่าที่ทราบคู่บ่าวสาวมาอบรมสองอาทิตย์เอง) เพราะถ้ามองกันจริงๆแล้วน่าเห็นใจคู่บ่าวสาวเป็นต้น ฝ่ายหญิงที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายแล้ว ถ้าขืนรอนานเกินไปก็ยิ่งเสียหาย ตกลงผมใช้สิทธิ์ความเป็นลาวของฝ่ายหญิงให้เขามาหาผมและผมสัมภาษณ์และอบรมเร่งรัด สิทธิ์ความเป็นลาวที่ผมหมายถึงคือ พ่อดอนเป็นผู้ดูแลคนลาวขมุทั่วสังฆมณฑลโอ๊คแลนด์ ท่านมีบัญชีคาทอลิกลาวขมุของท่านเอง ผมเลยใส่ชื่อของทั้งสองลงในบัญชีการแต่งงานของลาวขมุ จะได้ไม่ต้องไปวุ่นวายกับระเบียบของวัดเซ็นต์พอล

ผมไปถึงบ้านของหอมตอนหกโมงเย็น นั่งคุยกันกับแขกที่มา เจตนาของหอมคืออยากให้ผมได้รู้จักกับพ่อแม่ของเจ้าบ่าวด้วย ก็ตามเคยคือเวลาของคนลาวนั้นไม่แน่นอน ผมก็ต้องนั่งรอจนท้องร้อง เมื่อท้องผมร้องครั้งที่สามแล้วผมก็บอกว่าไม่รอแล้ว มีอะไรก็เอาออกมากินกันดีกว่า คนลาวชอบร้องเพลง ชอบสนุกสนาน ผมไปบ้านไหนๆ ก็เห็นว่าทุกบ้านมีทีวีเครื่องใหญ่ ที่มีเงินหน่อยก็จะซื้อเครื่องเล่นเพลงแบบคาราโอเกะ เพลงที่เขาร้องส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพลงไทย คนลาวเวลาร้องเพลงไทยก็ร้องได้ชัดเจนแต่เวลาพูดภาษาไทยเขาว่ามัน ญ๊าก... คนลาวอ่านอักษรไทยได้แต่เขียนไม่ได้เพราะตัวอักษรไทยมันรุ่มร่าม เมื่ออาหารพร้อมแล้ว ผมไม่รีรอเริ่มสวดเลย หลายคนยังอยากร้องเพลงต่อ...

ขณะที่ผมทานข้าวเหนียวกับลาบนั้น ก็มีแขกอีกคนหนึ่งเข้ามาทักทายผม เขาแนะนำตัวว่าเป็นอาจารย์ประจำโบสถ์ของคริสเตียนลาวเขตริชมอนด์ ผมลืมชื่อแกแล้วว่าชื่ออาจารย์อะไร ผมเชิญอาจารย์นั่งทานข้าวด้วยกัน และสนทนากันเรื่องความเป็นไปในการดูแลสัตบุรุษของวัดของเขา อาจารย์บอกว่าเดิมทีก็เป็นคาทอลิกจากเมืองลาว แต่เมื่อมาที่อเมริกาแล้วมีคนอุปถัมภ์เป็นกลุ่มคริสเตียนจากวัดต่างๆ ก็เลยไปร่วมกลุ่ม และสุดท้ายก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากลุ่มคนลาว และได้รับมอบหมายให้เป็นศาสนาจารย์ของกลุ่มลาวในเขตนั้น อาจารย์บอกผมว่าต้องไปเรียนอยู่สามสี่ปี กว่าจะสอบได้ก็แทบแย่ นอกนั้นเราก็คุยกันเรื่องระบบการปกครอง เงินเดือนของอาจารย์ที่จะดูแลลูกๆและครอบครัว ฯลฯ ระหว่างที่เราคุยกันนั้น ลูกวัดของอาจารย์สองคนก็มาถึง ทักทายเราและอาจารย์แนะนำผมให้พวกเขาบอกว่า นี่คุณพ่อน่ะ เพิ่นเป็นคุณพ่อ เป็นพระ ข้าน้อยบ่แม่นพระ อาจารย์ออกตัวให้ลูกวัดของท่านทราบ อย่างไรก็ตามสองคนที่มานั้นดูจะเมานิดๆ ผมเลยไม่อยากต่อความยาวกับคนเมาเท่าไหร่

เมื่อเราทานอาหารเกือบจะอิ่มแล้ว พ่อแม่ของเจ้าบ่าวก็มาถึง ผมทราบภายหลังว่าเป็นครอบครัวคาทอลิกที่มั่นคง เราทักทายกันนิดหน่อย แต่บรรยากาศการคุยไม่สนุกเพราะพรรคพวกเริ่มมึนมากขึ้น และส่งเสียงดังจนฟังไม่ค่อยได้ศัพท์เท่าไหร่ ผมเริ่มมองนาฬิกาแล้ว แต่ก็ตั้งใจจะรอพบอีกคนหนึ่งที่ผมไม่ได้พบสิบสองปีมาแล้ว ไม่นานเขาก็มาพร้อมกับภรรยาของเขา คนนี้คือคุณพ่อปีเตอร์ (ตอนนี้หมดสภาพเป็นคุณพ่อแล้วแต่ผมก็ยังเรียกท่านว่าคุณพ่ออยู่ดี) คุณพ่อปีเตอร์เป็นคุณพ่อคนลาวที่ผมเคยรู้จักเมื่อตอนที่ผมเป็นโนวิสอยู่หนองคาย เมื่อมาอยู่อเมริกาก็ใช้ชื่อฝรั่งไม่ได้ใช้ชื่อลาวอีกต่อไป แต่ระหว่างเพื่อนๆก็เรียกชื่อลาวบางครั้ง คุณพ่อปีเตอร์ข้ามฝั่งโขง หนีภัยการเมืองมาอยู่กับคณะพระมหาไถ่ที่หนองคายหลายปี ก่อนจะไปอยู่อเมริกา ท่านทำงานช่วยคนลาวอยู่ประมาณสี่ห้าปีก่อนที่จะลาสิกขาบท ผมจำได้ดีเมื่อวันสุดท้ายที่พ่อปีเตอร์จะจากเมืองไทยมาอเมริกา ตอนนั้นผมยังออกมาส่งท่านขึ้นรถพร้อมกับเพื่อนโนวิส ท่านบอกพวกเราว่า อยู่ดีๆเด้อ..อยู่กันให้ครบเด้อ. ภายหลังพวกเราก็อยู่กันไม่ครบ เพราะเหลือผมคนเดียวรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้จนถึงทุกวันนี้ และคุณพ่อปีเตอร์เองก็อยู่ไม่ครบเช่นกัน เมื่อมาเจอกับสภาพแวดล้อมในอเมริกา

ด้วยความดีใจเมื่อพบกับพ่อปีเตอร์ เราคุยกันมากเรื่องเมืองไทย คุณพ่อจำผมไม่ค่อยได้เพราะมันนานแล้ว และตอนนั้นผมก็ยังเป็นเณร แต่เมื่อพูดถึงพ่อชาย พ่อสมพงษ์และพ่อคนอื่นๆในคณะมหาไถ่ ท่านจำได้ดี คุณพ่อปีเตอร์เรียกภรรยาของท่านมาแนะนำให้ผมรู้จัก เมื่อคุยกันได้เวลาผมก็บอกว่าจะกลับเพราะได้เวลาแล้ว และถ้าเป็นไปได้ก็อยากไปดูว่าบ้านของคุณพ่อปีเตอร์อยู่ที่ไหน คนลาวบอกว่าอยู่ไม่ไกลวัดเซ็นต์พอลเท่าไหร่ พ่อปีเตอร์ก็เลยถือโอกาสขอตัวด้วย เพราะท่านว่าไม่งั้นอาจจะต้องเมาเหมือนคนอื่นๆ แน่คืนนั้น พ่อปีเตอร์บอกผมว่าสุวรรณอดีตเณรมหาไถ่รุ่นพี่ของผมก็จะมาจากเฟรสโนด้วย เมื่อมาถึงบ้านพ่อปีเตอร์ผมได้พบกับสุวรรณ สุวรรณเป็นน้องชายของพ่อสนองและพี่ชายของพ่อสุเทพฯ เคยใช้ชีวิตเป็นเณรมหาไถ่อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะผันชีวิตมาเป็นพ่อบ้านที่อเมริกา เขาเล่าว่าได้รับอุบัติเหตุเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เมื่อปลายปีที่แล้ว เขาบอกว่าบุญเก่ายังช่วยคุ้มครอง…. เราถามไถ่สาระทุกข์สุกดิบกันพอสมควรเลยเวลานอนปรกติของผมเลย ผมเลยขอตัวกลับพร้อมกับสัญญาว่าจะติดต่อมาอีกก่อนกลับเมืองไทย

30 กันยายน 1999

ลูกสาวของหอมพร้อมแฟนหนุ่มมาพบผมในตอนบ่าย เพื่อเตรียมซ้อมพิธีแต่งงาน ผมต้องทำเป็นภาษาอังกฤษเพราะทั้งคู่ไม่รู้ภาษาลาว (แต่อยากให้ทำพิธีเป็นภาษาลาวเพราะมันเท่ห์ดีว่างั้น) ผมเตรียมเอกสารต่างๆให้เขาเรียบร้อยและซ้อมจนมั่นใจว่าทั้งคู่จะไม่หลง และย้ำความสำคัญของศีลแต่งงานให้ทั้งคู่เข้าใจ ผมลองถามฝ่ายเจ้าสาวเล่นๆว่า ถ้าหากอนาคตเกิดแฟนของเขานอกใจเขาไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่น เขาจะทำอย่างไร เธอตอบแบบเขินๆว่า I'll gonna kill him! ฝ่ายชายก็หัวเราะด้วย ผมสังเกตว่าทั้งคู่ยังอายุเพิ่งยี่สิบ คงจะต้องสู้กับชีวิตไปอีกนานทีเดียว สุดท้ายก่อนกลับผมให้เขาทั้งสองมาแก้บาป จากนั้นผมก็กระซิบเตือนเจ้าบ่าวว่า ...อย่าลืมแหวนแต่งงานและตัดเล็บให้เรียบร้อยก่อนเข้าสู่พิธีล่ะ..!!! หนุ่มเอ้ย..จะแต่งงานทั้งที...

1 ตุลาคม 1999

วันนี้เป็นวันแต่งงานของ วิลาวอนและเดเมียน พิธีทำที่วัดเซ็นต์ปอล ปรกติผมจะทำมิสซาภาษาขมุ วันนี้จะเปลี่ยนเป็นภาษาลาวทั้งหมด ผมเชิญให้พ่อดอนเทศน์เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่ และถ้าผมเทศน์เป็นภาษาลาว คงจะมีแขกไม่กี่คนที่เข้าใจ ผมไปถึงก่อนเวลาและจัดเตรียมโต๊ะ พระแท่นต่างๆไว้ แขกเริ่มทยอยมา พิธีจะเริ่มแล้ว ผมมองหาเจ้าบ่าวไม่เจอ เลยต้องให้ใครวิ่งไปตามตัวมาเข้าแถว บรรดาเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวรวมทั้งเด็กโปรยดอกไม้ (เจ้าตัวเล็กนี่งอแงเหลือเกิน..) ต่างมีนั่นนี่ให้น่ารำคาญ บางคนไม่อยากเดินคู่กับหนุ่มน้อยอีกคนที่มีต่างหู จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามผมนึกขำอยู่ในใจ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วผมก็เข้ามาแต่งตัว แขกมาเต็มวัด บิดาเลี้ยงของเจ้าสาวเล่นปีโนเริ่มพิธี มารดาของเจ้าสาวอ่านบทอ่านที่หนึ่งและสอง บทบาทของฝ่ายเจ้าบ่าวไม่ค่อยมีเท่าไหร่เพราะไม่รู้ภาษาลาว พิธีผ่านไปด้วยดี พ่อดอนเทศน์เป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นผมก็เริ่มภาคพิธีแต่งงานเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน เจ้าสาวสะอื้นบ่อยกว่าจะประกาศคำสัญญาจบ ก่อนจะถึงพิธีแจกศีล ผมนึกได้ว่าผมลืมสวดบทอวยพรคู่บ่าวสาว พ่อดอนกระซิบว่าน่าจะทำตอนเขากล่าวคำสัญญาจบ แต่ไม่เป็นไรสวดตอนนี้ก็ได้ ผมก็เลยออกมายืนต่อหน้าคู่บ่าวสาวสวดอวยพรเป็นภาษาอังกฤษ เพราะไม่ได้เตรียมภาษาลาวไว้

มีเรื่องที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ตอนก่อนเริ่มมิสซา ผมเห็นว่าแขกที่มาร่วมในพิธีนั้นหลายคนได้ทิ้งความเชื่อคาทอลิกไปร่วมกลุ่มคริสเตียนกลุ่มต่างๆ ที่อเมริกานั้นมีกลุ่มคริสเตียนมากมาย ทั้งที่ไปกันได้กับคาทอลิกและที่ไปกันไม่ได้เลยในความเชื่อเกือบทุกอย่าง ผมเดาเอาว่าถ้าไม่บอกพวกเขาก่อนว่าขอสงวนการรับศีลมหาสนิทไว้ให้คาทอลิกที่เตรียมตัวพร้อมแล้วเท่านั้น น่ากลัวว่าพวกเขาก็คงจะเดินตามน้ำมารับศีลแน่ จะด้วยเพราะผมมัวแต่คิดเรื่องการทำพิธีแต่งงานหรือพระองค์ปิดปากผมก็ไม่ทราบ ผมลืมประกาศ มานึกได้อีกทีก็เริ่มแจกศีลแล้ว และจริงดังที่คิดเขาเหล่านั้นเดินขึ้นมารับศีลมหาสนิทที่เขาไม่เชื่อ เหมือนกับรับแจกขนมปังธรรมดาๆ ยิ่งกว่านั้นผมก็ยังต้องแจกศีลให้คุณพ่อปีเตอร์ด้วย ผมนึกในใจว่า ขอโทษพระองค์ และพูดกับพระองค์ว่า เลยตามเลยนะครับพระองค์….ผมถือว่าการที่ผมลืมประกาศคือการที่พระองค์ปิดปากผมไม่ให้พูดในสถานการณ์เช่นนั้น ….

เรื่องนี้ทำให้ผมมานั่งคิดอีกหลายวันว่า สถานการณ์เช่นนี้พระองค์จะถูกดูหมิ่นไหม? คำสอนของเราบอกว่าจะเป็นการดูหมิ่นเพราะเรารับพระองค์แบบไม่ให้เกียรติ รับพระองค์แบบไม่เหมาะสม ทำผิดกฎของพระองค์เจ๋งๆ แต่ยังมารับพระองค์หน้าตาเฉย แต่ขณะเดียวกันถ้าจะคิดอีกอย่าง พระองค์คือพระเจ้าผู้มีเมตตา ความผิดใดๆ พระองค์ก็อภัยได้ขอให้เขามาหาพระองค์ด้วยใจจริง เช่นนี้แล้วผมจะไปห้ามเขาว่าไม่ได้ รับพระองค์ไม่ได้จะเหมาะสมหรือ และยิ่งตอนที่อยู่ในที่ชุมนุมอย่างนี้ การไม่ส่งศีลให้เขาก็ยิ่งจะทำให้เขาคิดว่าพระเจ้าของเรานั้นไม่เคยลืมความผิดของมนุษย์ แล้วเช่นนี้จะสอนให้คนอภัยและลืมความผิดได้อย่างไร เจ้าพระคุณเอ้ย..ยิ่งคิดก็ยิ่งยุ่ง….

ผมจำได้หลายปีมาแล้วมีพ่อคณะมหาไถ่ของผมนี่ล่ะ ถามผมว่า ถ้าสมมติคนที่ไม่ได้เป็นคาทอลิกมารับศีลโดยไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับศีลมหาสนิทเลย ศีลนั้นจะเป็นศีลมั้ยฮะ…และถ้าหากคนพุทธมารับศีลโดยเชื่อทุกอย่างที่เราบอกให้เชื่อแม้จะไม่เข้าใจ ศีลนั้นจะเป็นศีลมั้ยฮะ…และถ้าคาทอลิกมารับศีลแต่เขาไม่เชื่อว่านั่นเป็นศีล ศีลนั้นจะเป็นศีลหรือเปล่าฮะ… คุณพ่อถามผมหลายฮะ..เหลือเกินในตอนนั้นผมเลยตอบไม่ได้และไม่มีปัญญาจะตอบด้วยเพราะไม่มีประสบการณ์ มาถึงตอนนี้ผมว่าผมจะยึดหลักความเมตตาของพระองค์เป็นเกณฑ์ และผมไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปขวางพระเมตตาหรือพระหรรษทานของพระองค์ ถ้าพระองค์จะให้พรแม้กับคนบาปสุดๆ ผมจะมีสิทธิ์ไปขวางหรือ แน่ล่ะเมื่อมีโอกาสภายหลังผมก็จะบอกให้เจ้าตัวทราบโดยเน้นเรื่องการให้เกียรติแก่พระเป็นเจ้าองค์ความบริสุทธิ์ จำได้เมื่อสามสี่ปีก่อนเหตุเกิดที่อาฟริกาใต้ เมื่อประธานาธิบดีบิล คลินตัน ไปเยี่ยมวัดคาทอลิกและคุณพ่อเจ้าอาวาสได้ส่งศีลให้ท่าน จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตเพราะคลินตันไม่ใช่คาทอลิก ตามกฏหมายพระศาสนจักรนั้นก็ไม่ถูกต้องแน่ แต่ตามสถานการณ์ก็ต้องตามน้ำล่ะ ตามข่าวคุณพ่อเจ้าวัดองค์นั้นบอกว่าท่านไม่เห็นด้วยที่ใครจะมาหักหน้าผู้นำโลกเช่นนั้น… แต่ภายหลังดูเหมือนนักข่าวก็ไม่ไว้หน้าท่านประธานาธิบดีคลินตันเหมือนกันในเรื่องศีลธรรมส่วนตัวของท่าน

ขอวกกลับมาสู่เรื่องการแต่งงานอีกที เมื่อพิธีสิ้นสุดเรียบร้อยแล้ว ก็มีการกินเลี้ยงที่ศาลาของวัดคริสเตียน เพราะบิดาเลี้ยงของเจ้าสาวเป็นสมาชิกวัดนั้น ผมก็ไปเป็นเกียรติแก่ทั้งสองด้วย และเหมือนเดิมคือผมต้องไปรอเป็นชั่วโมงกว่า เพราะตอนนั้นยังไม่ได้มีการจัดเตรียมอาหารอะไรเลย ผมนึกว่าจะไปนั่งเป็นเกียรตินิดหน่อยแล้วก็จะขอตัว แต่นิดหน่อยก็จากสิบโมงเช้าถึงบ่ายโมงกว่าล่ะครับ เจ้าภาพได้จัดการเลี้ยงบายศรีสู่ขวัญ เรื่องนี้คนลาวถือเป็นเรื่องใหญ่ เขาจะเชิญแขกผู้ใหญ่มาเป็นเกียรติกล่าวคำอวยพรให้คู่บ่าวสาว และเชิญแขกเหรื่อที่มาร่วงานร่วมจับสายมงคลที่ต่อออกมาจากพุ่มพาน

เมื่อได้เวลาเที่ยงกว่าๆ และเห็นว่าทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว ก็มีพิธีแห่เจ้าบ่าวเจ้าสาว อันที่จริงมันก็เป็นการแห่ขันหมากนั่นล่ะ แต่ประยุกต์หน่อยมาแห่หลังพิธีแต่งงาน (ประยุกต์จากต้นฉบับไกลไปหน่อยเท่านั้นเอง) จากนั้นเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็มาอยู่ต่อหน้าพานพุ่มที่จัดไว้สวยงาม นายพิธีกรรมซึ่งเป็นนักร้องประจำวงดนตรีด้วยก็กล่าวถึงความหมายของพาน และพุ่มที่จัดสวยงามนั้น ต่อมาก็เชิญแขกผู้มีเกียรติมาร่วมจับสายมงคลขณะที่ผู้เฒ่าคนหนึ่ง (ผมลืมชื่อท่านแล้ว) ก็กล่าวอัญเชิญพระรัตนตรัยเพราะท่านเป็นพุทธ ผมรู้ว่ามันจะออกมาในแง่นี้แน่ ผมเลยนั่งเป็นเกียรติเฉยๆ ไม่ได้ร่วมจับสายมงคลด้วย และผมรู้ว่าคนที่ร่วมจับสายมงคลนั้น ร้อยละเก้าสิบไม่รู้หรอกว่าท่านผู้เฒ่ากล่าวอะไร (ผมฟังออกและรู้ว่าท่านกล่าวผิดด้วย ผมเชื่อว่าผมรู้เรื่องพุทธศาสนามากกว่าท่านผู้เฒ่าแน่นอน พูดนี้ไม่ใช่ยกตนแต่เป็นความจริง) จากจุดนี้เองจะเห็นว่าคนอาเซียเราแยกไม่ออกระหว่างพิธีกรรมและหลักความเชื่อ เมื่อเสร็จพิธีแล้วผมกระซิบถามพ่อแม่เจ้าบ่าวซึ่งเป็นคาทอลิกเคร่งครัดว่า ท่านรู้ไหมว่าท่านผู้เฒ่าสวดอะไร เขาตอบว่า Not a bit. แล้วเราก็หัวเราะด้วยกันและผมก็ไม่อยากอธิบายให้มโนธรรมของเขาปั่นป่วนด้วย

หลังจากพิธีแล้วก็เริ่มการทานอาหารและแผนกดนตรีก็โหมโรงเสียงดังลั่นฟังไม่ได้รู้ศัพท์อะไร อาหารวันนั้นก็เป็นลาบอาหารโปรด พร้อมข้าวเหนียว มีอาหารญวนสอดแทรกมาด้วย ผมรีบทานแล้วก็ขอตัวเพราะทนเสียงดนตรีไม่ไหว

การแต่งงานผ่านพ้นไป ทำให้ผมนึกถึงตอนที่แม่พระและพระเยซูเจ้าได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแต่งงาน ที่หมู่บ้านคานา แคว้นกาลิลี แม่พระกลัวเจ้าภาพจะเสียหน้าเพราะน้ำเมาหมด เลยขอให้พระเยซูจัดการ พระองค์ก็เลยทำให้น้ำจากตุ่มกลายเป็นเหล้าองุ่นรสดี ดีระดับที่แขกก็ออกปากติเจ้าภาพว่าทำไมเอาน้ำองุ่นดีมาแจกจ่ายทีหลัง จุดที่อยากจะพูดคือ คนอาเซียนั้นกลัวเสียหน้ามากไม่ว่าไทย ลาวหรือเกาหลีที่ผมเคยอยู่ (รวมทั้งแม่พระซึ่งเป็นคนอาเซียด้วย) จึงมีการขายผ้าเอาหน้ารอดอยู่บ่อยๆ การเสียหน้านั้นเป็นความรู้สึกหลายอย่างเช่น อาย รู้สึกหมดเกียรติ รู้สึกถูกดูหมิ่น ยอมรับไม่ได้ ไม่อยากให้ใครรู้ ฯลฯ เพราะเช่นนั้นการไม่หักหน้าผู้ที่มารับศีลมหาสนิทอย่างโจ่งแจ้ง จึงเป็นการอภิบาลที่ผมคิดว่าถูกต้อง แม้ดูจะยุ่งๆก็ตาม แต่เมื่อมีโอกาสก็อธิบายให้เขาทราบด้วยก็จะดี เพราะจริงๆแล้วก็คงไม่มีใครอยากจะหักหน้าพระเป็นเจ้าหรอก ผมคิดว่างั้น

คุณพ่อ ไพบูลย์ อุดมเดช C.Ss.R.

 

หน้ารัง | บทความ | ทความอิสระย้อนหลัง |

Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000