issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ

article

ฉันตายแล้วหรือ
คพ.ศิริชัย เล้ากอบกุล


ต้อมอายุ 18 เรียนอยู่ชั้น ม. 6 ของโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ต้อมเป็นเด็กร่าเริง แต่เป็นคนชอบทำตามใจตัวเอง เพราะต้อมเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว ตอนที่คุณพ่อคุณแม่ได้ต้อมนั้นท่านทั้งสองมีอายุมากแล้ว และเป็นคนมีฐานะค่อนข้างดี จึงไม่กล้าจะขัดใจลูก นี่เป็นเหตุให้ต้อมได้ใจ เรียกร้องจากคุณพ่อคุณแม่ได้แทบทุกอย่าง ต้อมจะต้องมีอะไรพิเศษ ๆ ต่างจากเพื่อนเสมอ ตรงนี้เองที่ทำให้ต้อมรู้สึกตัวเองโตกว่าตัวเองจริง ๆ เสียอีก เพื่อน ๆ ต่างสยบให้ต้อมเป็นผู้หญิงหมายเลขหนึ่งของห้องโดยปริยาย การจ่ายไม่อั้นตามคำเรียกร้องของเพื่อน ๆ ทำให้เพื่อน ๆ เกรงใจต้อม นี่เป็นการสร้างบารมีของต้อมในโรงเรียน ซึ่งนำความชื่นอกชื่นใจของคุณพ่อคุณแม่เสียอีก และเป็นแรงผลักให้ต้อมไปโลดในทางสายนี้

ต้อมก็เหมือนวัยรุ่นทั้งหลาย ที่ชอบสนุกสนานเฮฮา ชอบเที่ยวเป็นทุนและเพื่อน ๆ เป็นแรงฉุด ทำให้ต้อมตัดสินใจขออนุญาตใช้รถของคุณพ่อ และก็ได้รับอนุญาตตามปกติวิสัย เมื่อมีรถชีวิตของต้อมก็เปลี่ยนไป ต้อมไม่ค่อยอยู่บ้านเหมือนแต่ก่อน สร้างความหนักใจให้กับพ่อแม่มาก ท่านก็ได้แต่เตือนอย่างนุ่ม ๆ ต้อมสัญญาว่าจะพยายามทำตามคำขอร้อง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้อมมักจะอดใจไม่ได้คือ “การเป็นนักซิ่ง” พอจับพวงมาลัยก็ซิ่งเลยจนเป็นนิสัย เมื่อเพื่อน ๆ เรียกต้อมว่าสาวซิ่ง ทำให้ต้อมภูมิใจในความเป็นนักซิ่งของเธอ

บ่ายวันหนึ่งในเดือนมีนาคม หลังจากสอบวิชาสุดท้าย บ่ายวันนั้นอากาศค่อนข้างดี ไม่ร้อน ท้องฟ้าโปร่ง ต้อมหิ้วกระเป๋าคู่ใจเดินออกจากห้องเรียนอย่างร่าเริง ดีใจที่สอบเสร็จแล้ว ต่อไปนี้เธอเป้นอิสระไปอีกหลายเดือนนี่เป็นความรู้สึกที่นักเรียนนักศึกาทั้งหลายต่างก็รอคอยกัน มันเป็นความรู้สึกที่ให้ความสุขที่สุดในชีวิตนักเรียนก็ว่าได้ และคิดว่ามันคงจะเป็นความทรงจำที่ไม่มีใครอยากจะลืม นี่ก็เช่นกัน ต้อมจะไม่มีวันลืมบรรยากาศวันนี้ เพราะไม่มีโอกาสจะลืมด้วย ฟังแล้วน่าใจหาย มันเป็นเหตุการณ์ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมารวมกันในวันนี้สำหรับต้อม มันเป็นทั้งจุดจบและจุดเริ่มต้นสำหรับเธอ

ราวบ่ายสองโมง ต้อมหิ้วกระเป๋าคู่ชีวิตที่หิ้วมาเป็นเวลาสิบกว่าปี โยนมันเข้าไปในรถของเธอ พอปิดประตูรถก็สตาร์ทมันทันทีอย่างรีบร้อน แล้วก็เหยียบคันเร่งสุดขีดด้วยความคะนอง วิ่งไปตามทางถนนขึ้นทางด่วนแห่งหนึ่ง ตัดออกไปทางบางนา – ตราด วันนี้รถไม่มากนักจึงเปิดโอกาสให้น้องต้อมได้ระบายความเครียดจากการสอบครั้งนี้ สองฝากฝั่งถนนว่าง ท้องฟ้าสดใส น้องต้อมขับเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่ามันเร็วแค่ไหน เพราะน้องต้อมกำลังทอดอารมณ์ไปกับบรรยากาศ...ครั้งสุดท้ายที่น้องต้อมจำได้คือ น้องต้อมรู้สึกว่าน้องต้อมเหาะได้ มันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า เป็นความรู้สึกว่าวืดหายไปในอวกาศ จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังโครม ! แล้วก็ได้ยินเสียงกระจกแตกปลิวว่อนไปหมด...สักครู่ก็มีทั้งรถตำรวจทางหลวงและของปอเต็กตึ๊งมาจอดที่รถของเธอ น้องต้อมเห็นคนมากมายก็แปลกใจว่าเขามากันทำไม

ว้าย ! ตายแล้ว ต้อมไม่ยอม ทำไมต้องเอาผ้าขาวมาคลุมตัวต้อมด้วยละ แล้วยังบอกว่า “เขาตายแล้ว” จากนั้นก็ยกร่างของต้อมขึ้นไปในรถของโรงพยาบาล พอน้องต้อมเห็นเช่นนั้นก็ร้องสุดเสียงว่า “หนูยังไม่ตาย ๆๆ จะเอาหนูไปไหน ๆๆ หนูไม่ไป ๆๆ ได้ยินไหม หนูไม่ไป...หนูจะกลับบ้านไปหาคุณพ่อคุณแม่พ่อขาช่วยหนูด้วย เขาจะเอาหนูไปไหนก็ไม่รู้ แม่ขา ช่วยด้วย...ทำไมไม่มีใครช่วยหนูเลยล่ะ...ฮือ ๆๆ นี่หนูตายแล้วจริง ๆ หรือ หนูไม่ยอม ๆๆ หนูยังไม่ตาย คุณพ่อคุณแม่อยู่ที่บ้านยังไม่รู้เลย

พ่อจ๋า แม่จ๋า หนูยังไม่ตายใช่ไหม เขาเอาร่างกายของหนูมาไว้ที่โรงพยาบาลตำรวจ แล้วคุณหมอหลายคนช่วยกันแกะเอาเศษกระจกทีละชิ้น ๆ ออกจากร่างกายของหนู เขาช่วยกันจับมือจับไม้กันให้วุ่นไปหมด จนหนูเวียนหัวไปหมด มีขวดเลือดและขวดน้ำเกลือแขวนรุงรังไปหมด...จำได้ว่าอยู่ไม่นาน มีคนมาบอกว่า “เขาตายแล้ว” จากนั้นก็เอาผ้าขาวมาคลุมตัวอีกครั้งหนึ่ง แล้วเดินจากไปอย่างไร้เยื้อใย แม้ว่าหนูจะตะโกนเสียงดังแค่ไหนก็ตาม...หนูหมุนตัวหันมามองร่างกายตัวเองนอนแน่นิ่งอยู่กับคนไข้อื่น ๆ ที่เขาว่าตายแล้ว หนูได้แต่สะอื้นเพราะหนูตายแล้วจริง ๆ จากอุบัติเหตุบนถนนบางนา – ตราดสายนั้น ทุกอย่างจบอยู่แค่นี้หรือ หนูอยากหมุนเวลากลับไปที่เดิมเมื่อเวลาบ่ายสองโมงจังเลย หนูรับรองว่าจะไม่ประมาทอย่างนี้อีก



 

 

หน้ารัง | บทความ

28 ตุลาคม 2003
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2003