| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล | ||
เรื่องสั้น-เรื่องแปล |
| แต่พวกเขาปรารถนาในสิ่งที่ประเสริฐยิ่งกว่า คือเมืองสวรรค์ เหตุฉะนั้นพระเป็นเจ้าจึงมิได้ทรงละอายเมื่อพวกเขาเรียกพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าของตน เพราะพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมเมืองหนึ่งไว้สำหรับพวกเขาแล้ว (ฮบ. 11:16)
อูลเฟล็กซ์ กัปตันยานอวกาศไพโอเนียร์ เคยเชื่อมั่นในหนทางแห่งวิทยาศาสตร์แทบทุกอณูของความเป็นเขา แต่เมื่อภรรยาที่ยังสาวและสวยต้องมาตายจากไปด้วยมะเร็งร้าย เขาก็เริ่มเอาใจออกห่างจากวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ขณะนั้นเขายังไม่ยอมรับในเรื่องนี้ และที่สำคัญยังไม่ยอมรับแม้แต่กับตัวเองด้วย หลายปีต่อมาหน้าที่การงานของเขาเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก อูลเฟล็กซ์เริ่มเป็นที่รู้จักของคนในวงการวิทยาศาสตร์เนื่องจากงานค้นคว้าของเขา แต่ขณะเดียวกันเขาก็พบว่าตนเองกำลังตกอยู่ท่ามกลางเพื่อนนักวิทยาศาสตร์หน้าเลือด ที่มุ่งแข่งขันเพื่อชื่อเสียงและความร่ำรวยเหมือนหมาบ้า นี่คือด้านมืดของวิทยาศาสตร์ที่ช็อคความรู้สึกของเขา เมื่อนิวเคลียร์ล้างโลกผ่านพ้นไป ผู้รอดตายที่หลงเหลือพยายามค้นหาแหล่งพำนักแห่งใหม่ ณ อวกาศเบื้องนอก (เวลานี้เองที่อูลเฟล็กซ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันประจำยานไพโอเนียร์ หนึ่งในบรรดายานอวกาศของผู้รอดชีวิตจากดาวโลก) ถึงตรงนี้เขาเริ่มเสื่อมศรัทธาต่อพระเจ้าของตนเสียแล้ว แม้อูลเฟล็กซ์จะไม่เชื่อถือในสิ่งใดยิ่งไปกว่าวิทยาศาสตร์ แต่ด้วยความสับสนภายในก็ทำให้เขาต้องระบายสิ่งนี้ให้คุณพ่อเมอร์เกน-สงฆ์หนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยชีวิตจิตฟัง หลายปีก่อนหน้านี้ คุณพ่อตัดสินใจอุทิศตนให้กับงานอภิบาล คุณพ่อเปี่ยมไปด้วยความกระหายใคร่รู้และความเชื่ออันร้อนรน อูลเฟล็กซ์วางใจในความคิดหลาย ๆ ประการของคุณพ่อ แต่ก็ไม่ได้เชื่อในสิ่งที่คุณพ่อบอกทั้งหมด เพราะความคิดของทั้งสองแตกต่างกันแทบจะสุดขั้ว อย่างไรก็ดี คุณพ่อก็ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่คนอื่นไม่มี นั่นคือ: คุณพ่อเป็นนักฟังที่ดี คู่สนทนาจะวางใจคุณพ่อ กระทั่งว่าเขาสามารถเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนคิดและรู้สึกออกมาได้จนหมดเปลือก ดวงตาเปี่ยมประกายและสุขุมลุ่มลึกของคุณพ่อแสดงถึงความเข้าอกเข้าใจได้เป็นอย่างดี คืนนั้น ยานไพโอเนียร์แล่นทะยานไปในอวกาศอันเวิ้งว้าง อูลเฟล็กซ์ซึมเศร้ากว่าปกติเนื่องด้วยชะตากรรมของดาวโลก การหนีเป็นหนีตายออกมาโดยยานอวกาศ การต่อสู้ในอนาคตที่ยังมองไม่เห็น เขาเพ่งมองไปยังหมู่ดาวที่ระยิบระยับอยู่พราวพรายผ่านกระจกบานใหญ่ แล้วก็เริ่มระบายความรู้สึกต่าง ๆ ของตนให้คุณพ่อเมอร์เกนฟัง ขณะนั้นทั้งสองนั่งอยู่ที่แท่นบัญชาการตามลำพัง "น่าแปลกนะครับ คุณพ่อ" เขาเริ่ม "เมื่อได้ยินสิ่งเลื่อนลั่นของเครื่องยนต์ ผมรู้สึกได้ถึงพลังงานมหาศาลที่ขับเคลื่อนมันไป เมื่อคิดถึงความสลับซับซ้อนและความแน่นอนของเครื่องยนต์กลไก เครื่องวัดระยะทาง และเครื่องวัดต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นยานอวกาศลำนี้ ผมรู้สึกได้ถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อคิดได้ว่า ชีวิตนั้นแสนสั้นนัก คิดถึงความลึกลับของการกำเนิดและการล้มตายที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ก็ให้รู้สึกถึงความสิ้นหวังในวิทยาศาสตร์เสียเหลือเกิน" "ผมเข้าใจครับ" คุณพ่อเมอร์เกนตอบอย่างสุภาพ "วิทยาศาสตร์คือความสนใจตามวิถีทางของโลก มุมมองของมันคือการอธิบายและการวัดตวง โดยละเลยความหมายโดยสิ้นเชิง" "เห็นด้วยครับ ผมเห็นด้วยกับคุณพ่อ วิทยาศาสตร์สนใจเพียงสิ่งที่มนุษย์ทำกับโลก แต่ไม่ได้มองถึงทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นในโลก มันใส่ใจมนุษย์เพียงในด้านชีวภาพ ลักษณะทางกายภาพ และความเป็นไปได้ในทางพันธุกรรม แต่กลับละเลยสิ่งที่สำคัญที่สุด - ซึ่งมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว - นั่นคือตัวตนของเขา จริงอยู่ ความสำเร็จทั้งหลายในทางวิทยาศาสตร์นั้นน่าชื่นชมและควรค่าแก่การสรรเสริญ แต่ความจริงทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ละเลยกฎเกณฑ์ที่สำคัญ กระทั่งตัววิทยาศาสตร์ได้เข้าไปแทนที่กฎเกณฑ์นั้น วิทยาศาสตร์จะเฝ้าถาม และเพียรตอบ มันสามารถตอบได้ทุกคำถาม ยกเว้นคำถามที่สำคัญเพียงประการเดียว" หลังจากร่ายมายืดยาว ชายผู้นับถือวิทยาศาสตร์จึงเงียบไปพักใหญ่ คุณพ่อเมอร์เกนก็เงียบไปเช่นกัน คล้ายจะซึมซับความวุ่นวายใจของเพื่อนรักให้หมดไป แล้วอูลเฟล็กซ์ก็หันมาหาคุณพ่อ ยิ้มราวจะเย้ยหยันตัวเองให้สาแก่ใจ "ดังนั้น ความประจญอันใหญ่หลวงของเรานักวิทยาศาสตร์จึงหมายถึงการเป็นไอ้งั่งต่อหน้าความลึกลับซับซ้อนของชีวิตนั่นเอง" เขาแหงนมองดาวดวงที่เบื้องบน และกล่าวสืบไป "การเดินทางของเราในครั้งนี้ก็คล้าย ๆ กับสิ่งที่ผมได้อธิบายไปแล้วนั่นแหละ เราเริ่มต้นเหมือนเซลล์ชีวิตเล็ก ๆ ที่อ่อนไหวและเปราะบาง จากนั้นก็เริ่มมีสมองคิด นั่นคือวิวัฒนาการของเรา นั่นคือกำเนิดของวิทยาศาสตร์อันน่าอัศจรรย์ แล้วตอนนี้จะมีอะไรอีกละ? เรากำลังไปไหน? และจะมุ่งไปสู่หนใด?" เขาหันมามองคุณพ่อเมอร์เกนอีกครั้ง มองมาด้วยดวงตาอันพิศวงงงงวย "ผมรู้ดีครับว่าคุณพ่อไม่ตอบปัญหาบ้า ๆ ทำนองนี้หรอก เพราะมันแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับความเย็นชาต่อเรื่องศาสนาของผมเลย แต่คืนนี้ผมยอมรับว่า ผมพร้อมสำหรับคำตอบทุกรูปแบบนั่นแหละ แม้จะเป็นคำตอบที่แสนจะธรรมดาสามัญก็ตาม" เขายิ้มแห้ง ๆ แล้วเสริมว่า "ขอทานน่ะ ไม่เลือกมากหรอกครับ" คุณพ่อยิ้มตอบ และรู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังของชายหนุ่ม น้ำเสียงของเขาไม่ได้เยาะเย้ยหรือหาเรื่อง แต่เป็นน้ำเสียงของคนสิ้นหวังที่ต้องการคำตอบอย่างแท้จริง คุณพ่อตัดสินใจว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหาชายหนุ่มเดินออกมาจากความรู้สึกแปลกแยกเช่นนี้ "เอาเถอะ" คุณพ่อเริ่ม "ผมจะไม่พล่ามทฤษฎีอะไรให้คุณเจ็บช้ำน้ำใจอีก ผมรู้ดีว่าคุณไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะต่อปากต่อคำอะไรในตอนนี้ ผมเพียงอยากจะบอกคุณว่า ตลอดเวลาแห่งการรำพึงภาวนาสอนให้ผมตระหนักถึงคำถามที่คุณตั้งขึ้นแน่นอน ผมอยากบอกคุณว่า นี่คือปัญหาพื้นฐานสำหรับความเชื่อคริสตชนเลยทีเดียว เมื่อกี้คุณบอกว่า คุณรับได้แม้แต่คำตอบที่สุดแสนสามัญธรรมดาใช่ไหม เอาละ ผมจะให้นักเรียนที่ฉลาดน้อยที่สุดในชั้นเรียนคำสอนของผมเป็นคนตอบ" แล้วคุณพ่อก็หันไปที่เครื่องตอบรับภายใน กดสวิตช์พูด มีเสียงใครบางคนตอบกลับมาจากอีกฟากหนึ่ง "นี่คุณพ่อเมอร์เกนพูดนะครับ" คุณพ่อบอก "ช่วยส่งเด็กคนหนึ่งในชั้นเรียนคำสอนของผมมาที่ห้องผู้บังคับบัญชาด่วน ใครก็ได้สักคนหนึ่งนะครับ" ไม่กี่อึดใจต่อมา เด็กชายวัยแปดขวบก็มายืนอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง เห็นได้ชัดว่าเขาเพิ่งถูกลากตัวลงมาจากเตียง เพราะตาของเขายังสะลืมสะลืออยู่ เมื่อเด็กชายมาถึงห้องผู้บังคับบัญชาอย่างงง ๆ นึกสงสัยว่าทำไมจึงถูกเรียกตัวมาในเวลาเช่นนี้ คุณพ่อถามเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "หนุ่มน้อย บอกพ่อสิว่า ทำไมเรามนุษย์จึงมีตัวตนอยู่ได้?" เด็กน้อยจำได้แม่นยำว่านี่คือคำถามพื้น ๆ ในวิชาคำสอน เขาตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า "เพราะพระเป็นเจ้าทรงสร้างเราขึ้นมา เพื่อให้เราได้รู้จักพระองค์ และอยู่กับพระองค์ท่ามกลางพี่น้องชายหญิงของเรา" "แล้วเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?" "เราดำเนินชีวิตอยู่เพื่อจะได้ร่วมบรมสุขกับพระเป็นเจ้า และพี่น้องชายหญิงของเราในสวรรค์ครับ" "ดีมาก หนุ่มน้อย เธอกลับไปนอนได้แล้ว" หลังจากเด็กน้อยเดินออกไป ชายทั้งสองก็มองหน้ากัน "เห็นไหม เพื่อนรัก" คุณพ่อกล่าวสรุปอย่างอารมณ์ดี "คำตอบง่าย ๆ สำหรับคำถามยาก ๆ ของคุณก็เพียงแค่ว่า: เรากำลังจะกลับบ้านเท่านั้นเอง" | |
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002