| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล | ||
เรื่องสั้น-เรื่องแปล |
ความเชื่อคือความปรารถนาเหนือสิ่งอื่นใด
ผมรู้ครับ ผมรู้ ว่าเรื่องของผมมันออกจะเหลือเชื่อไปหน่อย แต่ถึงยังไงผมก็ต้องเล่าให้คุณฟังอยู่ดี เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ถ้าฟังแล้วคุณยังไม่เชื่อ นั่นก็ปัญหาของคุณแล้วละ ส่วนผมน่ะคงไม่หยุดพูดถึงมันง่าย ๆ หรอก เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่ผมต้องทำหลังจากที่ผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว เมื่อตอนเป็นเด็ก ผมถูกไข้ประหลาดเล่นงาน จนต้องเสียดวงตาไปทั้งสองข้าง ตอนนั้นผมเป็นลูกคนโปรดของพ่อเชียวนะ ก็แน่ละ เพราะผมเกิดตอนที่พ่ออายุมากแล้ว ส่วนพี่ชายของผมอีกสามคนก็สาละวนอยู่กับงานขนส่งสินค้าซึ่งเป็นธุรกิจในครอบครัวของเรา ผมสนิทกับพ่อมาก พ่อผมชื่อไทไม บุตรของซามูเอล พ่อเป็นพ่อค้าที่ทุกคนในเยริโคให้ความเคารพนับถือ แต่เรื่องนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการที่พ่อตั้งชื่อให้ผมหรอกนะ ผมชื่อรีอาห์ เป็นชื่อที่เพราะใช่ไหมละ มันแปลว่า "พระเจ้าทรงดูแลเขา" แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเรียกผมว่า "บุตรของไทไม" หรือ บาร์-ไทไม ตามแบบอาราเมอิกทั่วไป ชื่อของผมไม่ได้อยู่ในสายตาของญาติพี่น้องหรือเพื่อนบ้านหรอก ความเป็นลูกชายของไทไมตะหากล่ะที่สังคมนับกัน ผมตาบอดตอนอายุเจ็ดขวบ ไม่มีเหตุผลอะไรอีกแล้วที่ชาวบ้านจะเรียกผมว่ารีอาห์ เพราะมันฟังดูตลกที่จะเรียกเด็กตาบอดว่า "พระเจ้าทรงดูแลเขา" บาร์-ไทไมเท่านั้นแหละที่คนเริ่มเรียกกันจนคุ้นปาก ถ้าคุณตาบอดและไม่มีอนาคตอะไรให้พูดถึง คุณคงต้องยอมรับละว่านั่นเป็นเรื่องของโชคชะตา แต่เรื่องยังไม่จบแค่นี้ หลังจากนั้นไม่นานพ่อผมก็ตายจากไป พวกพี่ชายเลือกที่จะปฏิเสธการมีตัวตนของผม ผมกลายเป็นคนไร้ค่าของครอบครัว ต้องยืนหยัดอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ ผมเตร็ดเตร่ไปรอบบ้าน คอยก่อความรำคาญไปเรื่อย ต้องกลายเป็นแพะรับบาปบ่อย ๆ เวลามีอะไรเกิดขึ้นในบ้าน ผมถูกกักบริเวณในบ้านบ่อยครั้ง ถูกตัดค่าใช้จ่ายส่วนตัวราวกับว่าเด็กตาบอดไม่ได้ต้องการมะเดื่อสุกไว้กินเล่นหรือรองเท้าใหม่ไว้ใส่เหมือนเด็กทั่วไป ข้อนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมผมถึงต้องตระเวนขอทานเขาเรื่อยไปตามประตูเมือง วิธีนี้ช่วยให้ผมเป็นอิสระจากพวกพี่ชายได้ จากจุดนั้นผมจึงใช้วิธีนี้มาโดยตลอด และพวกเขาก็ไม่ได้สำมะหาอันใดกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเลย หลายปีผ่านไป ผมเติบโตขึ้น กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ประตูเมือง ชาวบ้านรู้จักผมในชื่อบาร์-ไทไม มีบ้างที่ให้ทานผมเพื่อพอประทังชีวิตอยู่ได้ สิ่งเดียวที่ผมรู้สึกว่ามันเหลือรับได้ในชีวิตนี้ก็คืออาการตาบอดของตน มีอยู่หลายครั้งที่ผมยื่นมือขวาออกไปเพื่อใช้มันมองท้องฟ้าสีฟ้าและดงดอกไม้สีแดง แต่ผมก็รู้ดีว่านั่นเป็นเพียงความฝันเฟื่อง ซึ่งยิ่งทำให้ผมทุกข์ใจหนักเข้าไปอีก ทางเดียวที่พอทำได้คือทนกล้ำกลืนต่อไป แล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้ยินเรื่องของเยซูแห่งนาซาเร็ธ คนเขาพูดกันว่าชายคนนี้ทำอัศจรรย์และรักษาประชาชนให้หายจากโรคต่าง ๆ ได้ แต่เขาก็วนเวียนอยู่ทางภาคเหนือใกล้ทะเลสาบกาลิลีเท่านั้น ผมเริ่มหวังเล็ก ๆ ว่าอาจมีโอกาสที่เขาจะช่วยรักษาตาผมให้หายบอดได้ นับแต่วันที่ผมได้ยินเรื่องอำนาจอัศจรรย์ของเขา (ชื่อของเขาถูกพูดถึงกันออกบ่อยในกลุ่มคนจรจัดแถวประตูเมือง) ผมก็เริ่มตะครั่นตะครอตามเนื้อตัวเพราะอยากพบเยซูคนนี้ตลอดเวลา ความจริงผมเกือบได้ร่วมกองคาราวานจากจอร์แดนไปคาเปอร์นาอุมซะแล้ว (หัวหน้ากองคาราวานเป็นญาติห่าง ๆ ของเรา เขาสัญญาว่าจะพาผมร่วมคาราวานไปด้วยโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ) แต่พอดีมีข่าวลือลอยตามลมมาว่า เยซูกำลังเดินทางมายังเยริโค! เอาละ เพื่อให้เรื่องสั้นเข้า ขอตัดความไปถึงวันนั้น ผมกำลังนั่งอยู่ที่ประจำริมถนนใกล้ประตูเมือง มีเสียงโวยวายโหวกเหวกดังอื้ออึงไปทั่ว ผมถามขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้น ใครบางคนตอบว่า ฝูงชนกลุ่มใหญ่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ คาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มของเยซูแห่งนาซาเร็ธ ประกาศกแห่งกาลิลี วู้! นั่นแสดงว่าเยซูกำลังจะมาทางนี้น่ะสิ! คุณเอ๋ย มันยากจะบอกได้ว่า ในใจผมเวลานั้นเป็นอย่างไร ผมรู้สึกเหมือนหลายสิ่งหลายอย่างกำลังพลุ่งพล่านอยู่ภายใน ความหวังว่าจะได้รับการรักษา ความกลัวว่าจะพลาดโอกาสสำคัญของชีวิต ความตั้งใจว่าจะไม่ยอมปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไป ความน้อยเนื้อต่ำใจในปมด้อยของตัวเองที่ทำให้มองไม่เห็นว่าเขาจะมาทางไหน แต่เอาเถอะ ผมจะติดตามสัญชาตญาณของตัวเองละ มันอาจเป็นวิธีที่ได้ผลก็ได้ ผมเริ่มตะโกนสุดเสียงเหมือนคนบ้า พลางคิดว่าสมญาที่ผมใช้เรียกเขาคงสมกับฐานะผู้วิเศษจากกาลิลีเป็นแน่ ผมเรียกเขาว่าแมสสิยาห์! ผมไม่สนหรอกว่าเขาจะเป็นหรือไม่เป็น อย่างน้อยตอนนี้ขอให้เขาเป็นแมสสิยาห์สำหรับผมก็ยังพอแล้ว "เยซู! บุตรของดาวิด โปรดเมตตาสงสารข้าเถอะ" ผมร้องลั่น ผมครวญครางซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนผู้คนโดยรอบหันมาบอกให้หุบปากซะ แต่ต่อให้โลกทั้งโลกก็คงห้ามผมไม่ได้ ให้ตายเถอะ ผมตาบอดมานานเกินไปแล้ว! และอาการของผมในตอนนี้ก็บอกว่า มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ชายจากนาซาเร็ธคนนี้เท่านั้นที่จะช่วยผมให้หลุดพ้นจากความมืดบอดสัปะรังเคนี้ได้ ผมเลยยิ่งตะโกนใหญ่ "บุตรของดาวิด โปรดเมตตาสงสารข้าเถอะ!" ฉับพลัน! ผมรู้สึกว่าฝูงชนหยุดเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ ความหวังของผมทะยานขึ้นสูงลิบ เขาต้องได้ยินเสียงของผมแน่ ๆ! ผมส่งเสียงร้องลั่นอีกครั้ง ถึงผมจะตาบอด แต่ปอดผมยังดีอยู่ ผมคิดว่าเสียงนั่นคงดังไปถึงเยรูซาเลมเลยกระมัง มีมือหนึ่งมาเขย่าที่บ่าผม และมีเสียงตะโกนใส่หน้า "หยุดได้แล้ว! ลุกขึ้นแล้วตามข้ามา อาจารย์เรียกให้เจ้าไปหา" ผมไม่อาจบรรยายความรู้สึกในตอนนั้นได้ ผมรู้สึกเพียงว่าต่อให้ทหารโรมันทั้งกองร้อยก็หยุดผมไม่ได้แล้ว ผมกระชับเสื้อคลุม ลุกขึ้นยืน และเอื้อมมือไปจับที่มือนั้น ผมถูกนำตัวไปหาเยซู สักพักก็ได้ยินเสียงที่สงบเย็นบอกว่า "เธออยากให้ฉันทำอะไรให้หรือ?" ผมรู้ว่า เยซูกำลังพูดกับผม ผมไม่เคยได้ยินเสียงเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต เพราะเขาไม่เคยพูดกับผมมาก่อน แต่แปลกมากนะ ผมรู้ได้ทันทีเลยว่านั่นเป็นเสียงของเขา คุณว่าแปลกไหมละ? "อาจารย์ครับ ข้าอยากมองเห็นอีกครั้ง" ผมพูดรัวเร็วเหมือนลูกธนูที่ถูกยิงออกจากแล่ง เพราะกลัวว่าการขอของผมจะไม่ได้รับการตอบรับ "จงมองเห็นเถิด ความเชื่อทำให้เธอหายดีแล้ว" เสียงนั้นตอบ ทันใดนั้นผมก็เริ่มมองเห็นอีกครั้ง! ใช่แล้ว แทบไม่น่าเชื่อเลย ผมหายจากความมืดบอดที่ครอบงำชีวิตมากว่าสามสิบปี ผมเริ่มมองเห็นท้องฟ้าสีฟ้าอยู่เลือนลาง เห็นฝูงชน และประตูเมืองอันใหญ่โต แต่ที่สำคัญที่สุด ผมสามารถมองเห็นใบหน้าของเยซูแห่งนาซาเร็ธ สิ่งที่ผมเห็นคือใบหน้าที่ไม่อาจลืมเลือนได้ มันกอปรขึ้นด้วยส่วนผสมของความสง่างามและความอ่อนโยน มีทั้งพลังอำนาจและความเมตตา แต่สิ่งที่ผมไม่สามารถอธิบายได้ต่อให้มีอายุอีกร้อยปีก็คือ ดวงตาของเขา ใช่แล้ว! ดวงตาของเขา ผมรู้สึกเหมือนมีดวงอาทิตย์สองดวงกำลังเผาผลาญผมอยู่ แต่น่าแปลกที่เพลิงของมันไม่ได้ทำอันตรายอะไร ตรงข้าม ผมกลับรู้สึกเหมือนมีพละกำลังเพิ่มขึ้น และกลับมาเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ผมรู้สึกเหมือนวิญญาณของผมถูกโอบกอดไว้ด้วยความรัก ในดวงตาคู่นั้น ผมรู้สึกได้ถึงการเกิดใหม่ บอกได้เลยว่า ไม่เคยมีใครทั้งก่อนหน้านี้และนับจากนี้ไปที่จะมองผมเช่นนั้นได้อีกแล้ว ยัง สิ่งที่ผมเห็นในดวงตาคู่นั้นยังไม่หมด ผมยังเห็นความซื่อบริสุทธิ์ ซึ่งไม่ใช่ความบริสุทธิ์แบบที่เราเห็นกันในดวงตาของเด็ก ๆ มีอะไรบางอย่างลึกซึ้งกว่านั้น สุกใสกว่านั้น และเข้มแข็งกว่านั้น ผมเดาไปว่า สิ่งที่ผมเห็นในตาคู่นั้น อาจเป็นความบริสุทธิ์ดีงามอย่างที่สุดก็เป็นได้ เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อหกเดือนมาแล้ว และผมก็ยังตื่นตะลึงไม่หายกับการรักษาสุดอัศจรรย์ครั้งนั้น แน่ละ เราคงได้ยินกันมาบ้างแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับเยซู รู้ว่าเขาถูกทรยศอย่างไร ถูกพวกโรมันทรมานอย่างไร และตายบนไม้กางเขนอย่างไร สำหรับใครหลายคนนั่นอาจเป็นจุดจบของเขา แต่ไม่ใช่สำหรับผมแน่ คุณรู้แล้วใช่ไหม เรื่องที่พวกสาวกออกเทศนาว่าเขากลับเป็นขึ้นมาจากความตาย ถึงผมจะไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองก็เถอะ แต่ผมแน่ใจว่าพวกนั้นไม่โกหกพกลมแน่ ๆ แม้จะพิสูจน์อะไรในเรื่องนี้ไม่ได้ก็ตาม ผมเพียงแต่ถามตัวเองว่า ดวงตาคู่นั้นจะเน่าเปื่อยผุพังอยู่ในหลุมศพได้หรือ? คำเดียวที่ผมตอบได้คือ ไม่มีทาง!
|
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002