issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความจากผู้อ่านย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความจากผู้อ่านย้อนหลัง
article
เรื่องเล่าจากปักกิ่ง
เฉิน ณ ปักกิ่ง
หมายเหตุ ข้อเขียนนี้คัดมาจาก มุมสนทนา ในหัวข้อเรื่องเล่าจากปักกิ่ง ซึ่งเล่าโดยคุณเฉิน ณ ปักกิ่ง นักศึกษาคาทอลิกไทยคนหนึ่ง ที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศจีน เขาได้เล่าประสบการณ์ และการใช้ชีวิตในเมืองจีนที่เกี่ยวข้องกับพระศาสนจักรคาทอลิก กองบ.ก.อิสระเห็นว่าน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมารวมในที่เดียวกัน หากท่านต้องการอ่านข้อความทั้งหมดของผู้อ่านท่านอื่น ๆ ที่เขียนสนทนากับคุณเฉิน ขอเชิญไปอ่านได้ที่ สัพเพเหระ ในมุมสนทนา ครับ
chineseholyfamily01.jpg (16851 bytes)

หลังจากที่ได้โลดแล่นในปักกิ่งรวม 4 เดือนกว่า ก็ได้ทราบว่าเมืองปักกิ่งนี้มีวัดใหญ่ๆ อยู่ 4 วัด ซึ่งจะเรียกกันตามทิศที่ตั้งของวัดนั้นๆ (จริงๆแล้วเขาก็มีชื่อเต็มนั่นแหล่ะ) แต่คนส่วนใหญ่ก็เรียกกันง่ายๆ ดังนี้คือ

1. หนานถัง (Nan Tang) 2. เป่ยถัง (Bei Tang) 3. ตงถัง (Tong Tang) 4. ซีถัง (Xi Tang) วัดเล็กๆ ก็มีอีกหลายแห่งนะครับ วัดทั้งสี่นี้ถือว่าเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน คงต้องขอเวลาไปค้นคว้าก่อนแล้วต่อไปจะเล่าสู่กันฟังนะครับ แต่ที่ผมไปบ่อยๆ ที่สุดก็เป็นหนานถัง เพราะเดินทางจากมหาวิทยาลัยค่อนข้างสะดวก คือนั่งรถเมล์ แล้วไปต่อรถไฟใต้ดิน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีกว่าๆ เห็นจะได้


ที่หนานถังนี้เมื่อสามเดือนก่อนยังดูโบร่ำโบราณอยู่ แต่พอช่วงเดือนกันยายนนี้ เขาปิดเพื่อทำการบำรุงรักษาและตกแต่ง เพื่อต้อนรับวันชาติของเมืองจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา คิดว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเรื่องการฉลองอันยิ่งใหญ่ของเมืองจีน เพราะรัฐบาลจีนก่อตั้งมาครบรอบ 50 ปี นับจากท่านโจวเอินไหล, ท่านเหมาเจ๋อตุง, ท่านเติ้งเสี่ยวผิง และ คนปัจจุบันประธานเจียงเจ๋อหมิน จนประชาชนจีนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวว่า หากไม่มีท่านเหล่านี้แล้ว ประเทศจีนก็คงจะไม่ยิ่งใหญ่จนมาถึงทุกวันนี้

กลับมาที่หนานถัง.. ทุกๆ เช้าของวันจันทร์ถึงวันเสาร์จะมี มิสซาภาษาลาติน เวลา 6.00 น. ส่วนภาษาจีนมีเวลา 6.30 น. และ 7.00 ส่วนตอนค่ำมีเฉพาะวันเสาร์เท่านั้นเวลา 18.30 น.(ภาษาจีน) สำหรับวันอาทิตย์ จะมีทั้ง 3 ภาษา คือ 6.00 น. มิสซาภาษาลาติน 6.40 และ 8.00 น. มิสซาภาษาจีน ส่วนภาษาอังกฤษนั้นเป็นมีเฉพาะที่นี้ที่เดียววัดอื่นๆ ไม่มีนะครับ เวลา 10.00 น.

หลังจากที่เขาซ่อมแซมปรับปรุงอะไรนิดหน่อยแล้ว ที่เห็นได้ชัดเจนก็มีการเปลี่ยนจากกระจกธรรมดาให้กลายเป็นกระจกสีๆ (ผมจำไม่ได้แล้วเรียกว่าอะไร แต่ที่วัดในเมืองไทยนั้นมีเยอะมาก) ที่ทำเป็นรูป แม่พระ พระเยซู ลวดลายของเขาดูไม่วิจิตรเท่าของเมืองไทย ส่วนภายในนั้นไม่ได้รับการทาสีใหม่เพียงแต่ลงน้ำยาเคลือบเงาที่เสาหินอ่อนเท่านั้น

ส่วนภายนอกวัดนั้นเป็นเพียงแค่การทำความสะอาดขัดและล้างพวกสิ่งสกปรกเท่านั้น ซึ่งผมก็ว่าดีเหมือนกัน เพราะดูแล้วคลาสสิคดี ไม่เหมือนวัดในกรุงเทพบางแห่งที่ขยันเปลี่ยนแปลงทาสีวัดกันจังไม่รู้เป็นเพราะอะไร เปลี่ยนเทศกาลที่ก็คิดทำสีใหม่กันที มันเลยดูไม่มีเอกลักษณ์เท่าไรนัก..

ผมเองก็ยังไม่เคยร่วมมิสซาภาษาลาตินเลย แม้แต่ครั้งเดียว ส่วนใหญ่ก็จะมากับเพื่อนๆ ชาวอินโดฯ มาร่วมมิสซาภาษาอังกฤษ แต่เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสมาร่วมมิสซาภาษาจีน โห...ศาสนิกชนเยอะมากครับ จนน่าแปลกใจว่าทำไมถึงได้เยอะอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่วัดก็ออกจะใหญ่โตแต่คนที่มาร่วมก็เต็มตลอด... นับว่าคาทอลิกที่เมืองจีนนับวันจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนเทศกาลคริสต์มาสนี้ผมคงมีโอกาสได้ร่วมฉลองกับคนจีนแน่ ๆ แล้วจะเก็บมาเล่าให้ฟังกันทีหลังนะครับ

สวัสดี...

25-10-1999 00:16:38


แหม...ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ...คำถามมากันเต็มเลยนะครับ...ก็คงขอตอบท่าน บก. ก่อนเลยว่าได้ทานเป็ดปักกิ่งมาแล้ว แต่ไม่ทราบว่าอร่อยกว่า หรือไม่อร่อยกว่า เมืองไทยอย่างไร เพราะตอนที่ผมอยู่ที่เมืองไทยไม่มีปัญญากินหรอกครับ (แหม.. ก็เป็ดเขาอยู่กันแต่ในภัตตาคาร อันใหญ่โต เราหรือจะมีปัญญา) ฮือ...น่าเศร้า... แต่ที่เมืองจีนนี้เขาถือว่าเป็นของธรรมดา ๆ จะกินเมื่อไรก็กินได้เสมอครับผม... ส่วนคำถามคุณ คาทอลิกไกลบ้าน... น่าสนใจทุกประเด็นเลยครับ..

ที่ว่าทางการจีนเขาผ่อนปรนการนับถือศาสนานั้นเป็นจริงโดยแท้เลยครับ เนื่องจากเขาเริ่มปล่อยให้มีการนับถือศาสนามากขึ้น แต่ก็ยังควบคุมอยู่บ้างพอเล็กๆ น้อยๆ ส่วนที่ว่ามีศาสนจักรใต้ดินนั้น ตัวผมเองก็ยังไม่ทราบแน่ชัดเหมือนกัน แต่ก็ได้ยินมาเหมือนกันว่าเป็นเช่นนี้ เอาไว้ภาษาจีน ผมแข็งแรงกว่านี้อีกหน่อย แล้วจะเจาะลึกเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยนะครับ...เพราะตอนนี้ผมได้รู้จักบราเดอร์ชาวจีน อยู่กลุ่มหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ที่ เหอเป่ย.. เอาไว้มีโอกาสแล้วจะตอบให้ครับรับรองว่าไม่มีลืมเด็ดขาด เพราะตัวเองก็สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว

02-11-1999 12:22:17


แหม....คอมพิวเตอร์ที่นี่บางครั้งก็มีปัญหานะครับ...ถ้าพิมพ์ยาวๆ ลงไปบ้างครั้งมันไม่ยอมลงให้เอาดื้อๆ ก็ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เลยต้องขอตัดตอนเล็กน้อยนะครับ...เอาล่ะมาว่ากันต่อดีกว่า...

เวลาผมไปร่วมมิสซาก็เป็นวัดใหญ่นะครับ...ซึ่งก็เปิดโล่งแจ้งให้ทราบว่ามีการทำมิสซากันอยู่ แต่ที่นี้แปลกอยู่อย่างหนึ่งนะครับ..พอมิสซาจบยังไม่ทันไรก็ปิดประตูปิดไฟกันเรียบร้อยเลย จนแทบจะไม่ได้อยู่สวดต่อหรือรำพึงอะไรต่อเลย แม้แต่น้อย... (ไม่รู้ว่าเมืองไทยบ้างวัดเป็นเช่นนี้หรือไม่) ส่วนบทเทศน์นั้นก็แน่นอนครับว่าผมฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไร แต่ที่แน่ๆ คือคุณพ่อที่นี้เทศน์ยาวๆๆๆๆๆ มากครับผม (แฮ่ะๆ ผมคิดว่าคงไม่มีการเซ็นเซอร์แน่นอน มิเช่นนั้นแล้วอาจจะไม่ยาวเท่านี้)

ตอนนี้ก็อยู่มา 4 เดือนแล้วครับ คุณมีนา และคุณคาทอลิกไกลบ้าน แน่นอนครับว่าต้องคิดถึงบ้านแน่นอน ผมมาที่นี้ก็เพื่อเรียนภาษาจีนให้มันแข็งแรงๆ จะได้เก็บอะไรๆ มาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังกันงัยล่ะครับ.. อืมม์....เยาวชนคาทอลิกที่นี้ยังไม่ค่อยชัดเจนครับผม เพราะเท่าที่ถามๆ มาตามมหาวิทยาลัยที่ว่าน่าจะมีชมรมแบบบ้านเรา เขาก็ไม่มีครับ และไม่มีการรวมตัวใดๆ ทั้งสิ้น แต่ที่วัดหนานถัง นั้นบางครั้งจะเปิดให้มีการเข้าเงียบทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เลยนะครับ... แต่มีเพียงแค่ 1 วันเท่านั้นซึ่งเพื่อนผมเขาบอกว่าไม่ค่อยลึกซึ้งเท่าไร อ๊ะๆ ๆ ที่เขาบอกได้ว่าไม่ลึกซึ้งนี่ก็แสดงว่าคงมีรายการเข้าเงียบอื่นๆ อีกแน่......แล้วจะค่อยๆ เล่ากันต่อไปนะครับ

แหม.....ตัวผมเองก็อยากล่องแม่น้ำแยงซีเกียง ดูรูปปั้นทหาร ที่ซีอาน แต่ยังไม่มีโอกาสครับเพราะมันอยู่ไกลเหลือเกิน ถ้านั่งรถไฟไปก็ 1 วันอย่างต่ำครับผม... วันนี้ขอตัวไปก่อนนะครับ

(ภาษาจีนวันละคำ) แล้วพบกันใหม่ = ไจ่เจี้ยน (Zai jian)

02-11-1999 12:37:20


แหม..เพิ่งสอบเสร็จก็เลยหายหน้าหายตาไปนิดหน่อย ที่ที่ผมเรียนเขามีสอบทั้ง 4 อย่าง คือ ฟัง, พูด, อ่าน, เขียน...ก็ไม่ยากไม่ง่ายพอจะทำได้อยู่บ้าง ...เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพึ่งได้รับ นสพ.คาทอลิก ที่บราเดอร์เขาส่งมาให้แล้วผมจะรีบสรุปใจความที่น่าสนใจมาให้อ่านกันนะครับ เพราะมีอยู่เรื่องหนึ่งที่เป็นที่น่ายินดีสำหรับคาทอลิก.... โปรดติดตามนะครับ... (ได้มีผู้หว่านเพิ่มขึ้นอีกในเมืองจีน)

12-11-1999 12:37:10


เมืองจี๋หลิน (Ji lin) และ ซึอผิง (Si ping) เป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของเมืองจีน (ปักกิ่ง, เห่อเป่ย, เซินหยาง, จี๋หลิน) ถ้านั่งรถไฟแบบธรรมดาจากปักกิ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 ชั่วโมง.. ทั้ง 2 เมืองนี้เป็นเพียงเมืองเล็กๆ แต่มีคาทอลิกอยู่จำนวนมาก และได้เป็นเจ้าภาพในการจัดพิธีบวชให้กับพระสงฆ์ใหม่ทั้ง 11 คน เมืองวันที่ 8 กันยายน 2542 มีพระสังฆราช, พระสงฆ์ 40 ท่าน, บราเดอร์กว่า 300 คน , ซิสเตอร์และสัตบุรุษจำนวนมาก มาร่วมฉลองพิธีบวช (จาก นสพ.FAITH NEWSPAPER ฉบับวันที่ 1999/11/)

ป่านนี้พระสงฆ์ทั้ง 11 ท่าน คงได้ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ก็ขอคำภาวนาเพื่อผู้หว่านทั้ง 11 ท่านนี้ด้วยนะครับ... ย้อนกลับไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปวัดอีกครั้งหนึ่ง (ภาคภาษาอังกฤษ) ก่อนไปวัดผมได้อ่านบทพระวรสาร (มธ. 25 : 14-30) ไปก่อน ทำให้ฟังแล้วรู้เรื่องมากขึ้น

แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งของพระวรสารที่ผมยังค้างคาใจอยู่ คือช่วง "เหตุว่าผู้ที่มีอยู่แล้วก็จะได้รับอีก และเขาก็จะมีเหลือเฟือ แต่ผู้ที่ไม่มี แม้สิ่งที่มีก็จะถูกริบไปจากเขา"

ข้อความตรงนี้ตรงกับแนวคิดของระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมมาก ซึ่งทุกวันนี้เราก็เห็นกันแล้วว่า คนรวยก็จะรวยยิ่งขึ้น ส่วนคนจนก็จะยิ่งจนลง...... พระคัมภีร์สนับสนุนกับตรรกะ นี้จริงหรือ ??? (อยากรู้จังคนอื่นคิดอย่างไรกันบ้าง)

เอาเหอะ...ย้อนกลับมาที่ปักกิ่ง ขณะที่คุณพ่อเทศน์ซึ่งท่านก็เทศน์โดยรวมและการตีความพระคัมภีร์ทั้งบทนี้ ก็ตรงกับการตีความในเมืองไทย คือเปรียบเงินตาแลนต์นั้น เป็นพรสวรรค์ หรือพระหรรษทาน ที่พระประทานมาให้ แล้วให้แต่ละคนจงนำพรสวรรค์นั้นๆ ไปมอบให้กับผู้อื่น มิใช่เก็บไว้กับตนเอง...

ผมฟังๆ ดูแล้ว ท่านก็เทศน์ดีเหมือนกันจึงคิดว่าคงจะไม่มีการเซ็นเซอร์บทเทศน์อย่างแน่นอน (แฮ่ะ ๆ ถ้าผมฟังได้ครบถ้วนกระบวนความที่ท่านเทศน์นะคร๊าบ... เพราะภาษาอังกฤษของผมก็ใช่ว่าจะแข็งแรงซะเมื่อไร :)

20-11-1999 09:55:06


เมื่อกี้เข้าไปอ่านในมุมเยาวชน และแจมไปเล็กน้อย จึงมาขอเล่าต่ออะไรๆ ที่เกี่ยวกับเมืองจีน เลยต้องกลับมาที่เวทีแห่งนี้ (แหม...เราก็ต้องใช้เวทีนี้แสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่หน่อยเนอะ) วัยรุ่นจีน บางคนนั้นมีการแสดงความรักกันเปิดเผยมาก ทั้งจูบ ทั้งกอด กันในที่สาธารณะ เช่น ริมถนน, สวนสาธารณะ, บนรถเมล์ , บนรถไฟใต้ดิน เป็นต้น ผมเห็นตอนแรกๆ ก็อึ้งไปเหมือนกันว่า เอ๋...ทำไมเขาถึงได้ก้าวหน้ากันขนาดนี้แล้วหรือ (เฮ้อ...ไม่อยากให้มีขึ้นในเมืองไทยเลย... แหม..จะแสดงความรักกันก็ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ จริงม่ะ)

ผมคิดว่าที่เขาไปกันถึงขนาดนี้นั้นอาจจะเป็นเพราะว่าเมืองจีน สมัยก่อนนั้นปิดประเทศมานานกว่า 50 ปี และพอเปิดประเทศมาตูมเดียว วัฒนธรรมตะวันตกต่างๆ ก็หลั่งไหลกันมาอย่างรวดเร็ว จนไม่มีการกลั่นกรองว่าอันไหนเหมาะ อันไหนไม่เหมาะ แล้วโดยพื้นฐานของคนจีนแล้วเขาจะไม่ค่อยสนใจกันเท่าไร ใครจะทำอะไรก็ได้ตามสบาย ไม่มีการช่วยเหลือเกื้อกูล (น้อยนักที่จะเห็น) อย่างเช่น บนรถไฟใต้ดิน ถ้ามีเด็กขึ้นมาอย่าหวังเลยว่า จะได้เห็นคนลุกขึ้นมาแล้วให้เด็กคนนั้นนั่ง....

เฮ้อ...ขอบคุณที่คนไทยยังมีน้ำใจให้กันเสมอ..... จบดีกว่า แล้วพบกันใหม่นะครับ

20-11-1999 10:18:59


สุขสันต์พระคริสตสมภพ แด่ เพื่อนๆ ชาวอิสระ.คอม ทั้งหลาย....

บรรยากาศคริสตมาสที่เมืองจีน ก็ไม่ใช่ย่อยนะครับ... มีทั้งต้นคริสตมาสจริง และปลอม แสงสี และคุณลุงซานต้า..อีกมากมาย.... (ใครที่คิดว่าเมืองจีนเชย นี้ผมบอกได้เลยว่าต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้วนะครับ)

ที่ปักกิ่งนี้ วัดที่ผมไปประจำจะมี มิสซาฉลองคริสตมาส ในวันที่ 24 ํธันวาคม เวลา 18.30 น. และ 23.30 น. เป็นภาคภาษาจีน ส่วน ภาคภาษาอังกฤษ จะมีในวันที่ 25 เวลา 10.00 น. แต่ผมคงจะไม่ได้ไปแน่ๆ เพราะจะไปร่วมงานกับเพื่อนที่เขาเป็นบราเดอร์ ที่เห่อเป่ย... เพราะที่นู้นเขามีอะไรที่น่าสนใจมากกว่า และยังเป็นโอกาสดีที่ผมจะได้เข้าไปสัมผัสชีวิตคาทอลิกจีน อย่างแท้จริง เพราะวันนั้นเขาบอกว่าคาทอลิกในละแวกนั้น จะมากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา... แล้วเห็นเขาเปรยๆ ว่าจะให้ผมร้องเพลงคริสตมาสภาษาไทย ด้วย...(เอาล่ะสิ...แย่เลย.. แบบว่าเสียงไม่ค่อยจะดีอยู่แล้วด้วย ประมาณว่า.... เอ๋...ไม่บอกดีกว่าเนอะ)..

แล้วจะมาเก็บตกบรรยากาศคริสตมาสให้อ่านทีหลังนะคร้าบ......

18-12-1999 10:57:16


สวัสดีอีกครั้ง... แหม.. ไม่เห็นมีคนเข้าทักทายเรามั่งเลย.. แต่เอาเหอะ..ไม่ว่าจะยังงัยเราก็จะเล่าต่อไปเรื่อยๆ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปวัดที่เป่ยถัง ซึ่งไปเป็นครั้งแรก.... ดูจากภายนอกก็เก่าๆ คลาสสิคดี เหมือนกับอีก 2 วัดใหญ่ๆ ที่ผมเคยไปมาเลย... ไปครั้งนี้ทำให้ได้รู้ว่าที่ปักกิ่งนี้เขามีมิสซาคริสตมาสในคืนวันที่ 24 ธันวาคม นั้น จะต้องมีการออกตั๋วเพื่อให้คนเข้ามาร่วมมิสซาภายในโบสถ์ ทำให้เช้าวันนั้นคนเข้าคิวเพื่อจะได้บัตรดังกล่าว.... ตอนแรกผมก็คิดว่าจะต้องมีการซื้อขายกัน แต่พอถามคนจีนแล้วก็จึงได้ทราบว่าแล้วแต่จะบริจาค ไม่มีการกำหนดราคาแต่อย่างใด... ส่วนเหตุผลนั้นเขาบอกว่ามีเพียงอย่างเดียวคือ คนเยอะมากๆ เลยจำเป็นต้องใช้มาตราการนี้..ซึ่งใช้มาหลายปีแล้ว.. แต่ผมก็ถามว่ามีเหตุผลอื่นอีกไหม... เขาก็ตอบว่า ไม่มี....

ส่วนตัวผมก็คิดว่าคงจะเป็นเพราะว่าอากาศมันหนาวมากๆ ขนาดติดลบ ประมาณ 10 กว่าๆ เห็นจะได้... เพราะถ้าไม่มีการกำหนดคนในลักษณะนี้แล้วเกิดคนมามากเกิน จนอยู่ในวัดกันไม่ไหว ก็คงจะไม่สามารถออกมาร่วมมิสซาภายในอาณาเขตวัดได้ เพราะอากาศมันหนาวจริงๆๆๆ

อืมม์.... นี้ยังดีนะทีเมืองไทยยังไม่ใช้มาตรการออกตั๋วมาเพื่อจำกัดจำนวนคน เข้าร่วมมิสซา แต่ถ้ามีวัดไหนเกิดทำขึ้นมาละก้อ.... ผมจะเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้อย่างแน่นอน เพราะเมืองไทยเราสามารถเข้าร่วมโดยอยู่ภายในบริเวณวัด ได้จริงไหมครับ.....

พรุ่งนี้ผมคงจะเดินทางไปที่ เห่อเป่ย แล้วเพื่อร่วมงานคริสตมาส (ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าทางนั้น จะใช้มาตรการนี้ด้วยหรือไม่)

22-12-1999 16:51:09


ขอบคุณมากครับ...คุณคาทอลิกไกลบ้าน... แหม..ได้อ่านข้อความของคุณแล้วผมเอง ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยครับ... ว่า เอ๋...ทำไมคุณถึงได้รู้ลักษณะของผมได้ถึงขนาดนี้... ขอบคุณครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับ... ก้อ...ขอกล่าวสวัสดีปีใหม่... ต้อนรับปี 2000 ก่อนเลย ละกัน... เมื่อวานนี้ผมเพิ่งกลับมาจาก เห่อเป่ย... ที่นั้นมีเรื่องราวมากมายเลยครับ... แต่วันนี้ผมต้องขอตัวไปกินข้าวเย็นก่อนนะฮ่ะ.. เนื่องจากมันเย็นมากแล้ว... แฮ่ะ... ๆๆ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง จริงไหมฮ่ะ... แล้วค่อยเจอกันใหม่นะคร๊าบ.....

27-12-1999 16:40:24


..ควันหลงคริสตมาสจากดินแดนทางเหนือ...

สายๆ ของวันที่ 23 ธันวาคม.... รีบออกเดินทางจากมหาลัย ด้วยรถเมล์เล็ก ซึ่งขึ้นราคาจากเมื่อ 2 เดือนที่แล้วจาก 8 เหมา เป็น 1 หยวน (1 หยวน ประมาณ 4.5 บาท) แล้วใช้บริการรถไฟใต้ดินอันแสนรวดเร็ว ด้วยเงิน 3 หยวน (ซึ่งก็เพิ่งขึ้นราคาอีกเช่นกัน จาก 2 หยวน (พวกนี้..ขึ้นเพื่อต้อนรับมาเก๊า กลับสู่แผ่นดินแม่พอดิบพอดี) ...เฮ้อ..แย่จัง..ทำให้การเดินทางไปไหนมาไหนของผม ต้องมีต้นทุนสูงขึ้นอีกหน่อย... แต่ยังงัยมันก็ถูกกว่าเมืองไทยอยู่ดี เพราะได้ยินข่าวมาว่ารถไฟลอยฟ้า ราคาค่าโดยสาร ประมาณ 15-40 บาท ก็คงต้องทำใจกันหน่อยนะคร๊าบ... ว่าแต่เพื่อนๆ ที่อยู่เมืองไทยได้ไปใช้บริการกันหรือยังฮะ...

ถึงสถานีรถไฟก่อนเวลารถออกประมาณ 20 นาที นับว่าโชคดีมากๆ เพราะเมืองจีน เขาออกรถตรงเวลามาก พอถึงเวลาปุ๊บ ไม่มีการรอใครทั้งนั้นละครับ.. นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากอย่างหนึ่งของเมืองจีน แต่ดีๆ แบบนี้ผมก็เคยตกรถไฟมาแล้วรอบหนึ่งนะเนี่ย คราวนั้นจะไปเที่ยวเซียงไฮ้กับเพื่อนๆ เฮ้อ... ไปถึงหน้าสถานีรถไฟ ก็คือเวลาที่รถไฟออกนั่นเอง.. ดังนั้นพวกผมก็เลยอดไปนั่นเอง...

แหม.. พูดมาซะตั้งนานนี้ยังเดินทางไปไม่ถึงเมือง สือเจียจวง (Shi jia zhuang) เป็นเมืองใหญ่ของมณฑล เห่อเป่ย (Hebei) ว่าแล้วก็นั่งรถไฟมาถึงพอดี ใช้เวลาประมาณ 3 ช.ม. เนื่องจากเป็นรถไฟแบบด่วนนั้นเอง...

ข้ามเข้ามาถึงเย็นของวันที่ 24 ธันวาคม.. เริ่มมีผู้คนมากมายเข้ามาชมงานกันแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจากมหาลัยแถวนั้น ผมเองคาดไม่ถึงว่าคนจะมามากมายถึงขนาดนี้ ขนาดโรงประชุมที่ดูว่าใหญ่นั้น เล็กลงไปถนัดตา อ้อ...สถานที่นี้เขามีงานอยู่ 2 ที่ คือ ที่โรงประชุม กับ ตึกเรียนใหญ่.. (ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เพราะตึกนี้ ทางฝั่งซ้ายของตึกเป็นห้องเรียน ตรงกลางเป็นห้องโถง ซึ่งชั้น บนสุด เป็นโบสถ์ ส่วนทางด้านขวานั้นเป็นหอพักของพวกนักเรียน บราเดอร์)

วันนี้ฝั่งที่เป็นห้องเรียน เข้าก็เปิดห้องแล้วก็เตรียมบราเดอร์ปี 3 มานั่งคอยพูดคุย และถามตอบปัญหาต่างๆ ที่คนเขาสงสัย ตอนแรกผมก็คิดว่า.. เอ๋.. แล้วจะมีคนมาถามไหมเนี่ย ปรากฎว่ามีครับ แถมเยอะ..มากซะด้วย จนบราเดอร์ที่ตอบคำถามนั้นจะต้องมีการสลับกันไปพักเป็นระยะๆ

ส่วนที่ห้องประชุมก็มีการแสดงบนเวที... ซึ่งตอนแรกกะจะเข้าไปดูแต่ปรากฎว่าเข้าไปไม่ได้เนื่องจากคนเยอะมาก จนไม่สามารถเข้าไปชมได้เลยไม่รู้เลยว่าเขามีการแสดงอะไรบ้าง.. แต่ช่างเหอะ.. ผมก็เลยเดินไปเดินมาในตึกใหญ่นั้น... อ้อ...อากาศตอนกลางคืนของที่นี้หนาวไม่เท่าปักกิ่ง (ประมาณ 2-3 องศา) เลยสามารถเดินไปเดินมาได้อย่างสบาย ) ว่าแล้วผมก็เข้าไปที่ห้องตอบคำถามและนั่งฟังพวกเขาซักถามกันอย่างออกรสออกชาด เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาถามนั้นคือเขาไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย ดังนั้นคำถามจึงมีมากมายเช่น... (ฝากถามนายอิ๊ดสระ กับนายช่าง และ ท่านอื่นๆ ไปในตัวเลยนะครับ)

1. ทำไมพระเจ้าไม่ทำให้คนเป็นคนดีหมด ทำไมต้องมีคนดีและคนเลว ?
2. ถ้าพระเจ้าทำให้คนเป็นคนดี แล้วคนเลวละ พระเจ้าสนใจพวกเขาไหม ?
3. คุณเป็นบราเดอร์ เรียนอยู่ที่นี้ แล้วทำไมไม่แต่งงานล่ะ.. แล้วคิดจะแต่งงานไหม ?
4. คาทอลิกกับคริสเตียน ต่างกันอย่างไร ?
5. การจัดงานนี้ ซึ่งมีการตอบคำถาม ลักษณะนี้ พวกคุณหวังอะไร และคิดอะไรกัน ?
6. แล้วคนที่นับถือคาทอลิกนี้ทุกคนเป็นแบบพวกคุณหรือเปล่า คือไม่แต่งงาน ?

นี้เป็นคำถามส่วนหนึ่งที่ผมพอจะฟังๆ มาได้ และดูแล้วมันก็น่าสนใจดีเหมือนกัน ส่วนคำตอบที่เขาตอบนั้น ผมขอตัวไม่พูดถึงนะครับ... แต่ผมคิดว่าเขาก็ตอบได้ดีพอสมควรซึ่งก็มีบางคำถามที่ผมแสดงความคิดเห็นไปบ้าง... โดยเฉพาะคำถามสุดท้าย.. ผมฟังแล้วขำกลิ้ง เลยฮ่ะ.. เลยรีบตอบไปทันทีว่า " ไม่ใช่ ทุกคนที่นับถือคาทอลิกแล้วไม่แต่งงาน ซึ่งผมคนหนึ่งละที่จะต้องแต่งงานให้ได้.. ฮ่า ฮ่า.." :) ผมนั่งฟังอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าเห็นจะได้ เลยออกมาพักผ่อนเล็กน้อย.. เพราะเดี๋ยวจะมีมิสซาเวลา 23.00 น. แล้วเอาไว้จะเล่าให้ฟังต่อนะครับ...

ส่วนเรื่องการจัดให้มีการตอบคำถาม ผมว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากเลยนะครับ สำหรับเมืองไทย.. เพราะเท่าที่ผมไปร่วมงานคริสตมาสตั้งแต่เด็กจนอายุปูนนี้แล้ว ยังไม่เคยเจองานลักษณะนี้มาก่อนเลย..เจอแต่ประเภท เล่นเกม จับสลาก ร้องเพลง และอื่นๆ จึงอยากให้คณะพระมหาไถ่ ลองเอาไปพิจารณา หรือบ้านเณรแสงธรรม จะเป็นคนบุกเบิกงานคริสตมาสสไตล์นี้เพื่อเป็นการเปิดศักราชใหม่ของสหัสวรรษไปเลย จริงไหมครับ....

29-12-1999 12:31:03


..ควันหลงคริสตมาสจากดินแดนทางเหนือ...2....

มิสซาเริ่มเวลา 23.00 น. คนจีนทั้งที่เป็นคาทอลิก และไม่เป็นต่างมาร่วมพิธี แต่เขาไม่ได้ทำมิสซากันที่วัดนะครับ เพราะวัดนั้น เขาคาดว่าจะรับคนไม่ไหว ดังนั้นจึงมาจัดกันที่ ห้องโถงของตึกใหญ่ๆ โดยคนเขาก็ยืนกันทั้งหมด 3 ชั้นนะครับ แบบว่ายืนเพื่อจะดูว่ามิสซานั้นเป็นอย่างไร (ลักษะเหมือนห้างทั่วๆ ไป ที่มีบันไดเดินขึ้นไป แล้วถ้ายืนอยู่ตรงขอบๆ ก็สามารถมองมาที่ชั้นล่างได้) ทำให้เสียงค่อนข้างหนวกหูเล็กน้อย.. แล้วงานนี้ก็ไม่มีเก้าอี้ให้คนอื่นๆ นั่งเลยนะครับ นอกจากพระสงฆ์ 4 ท่านที่เป็นประธาน..

ตอนแรกผมรู้ว่าไม่มีเก้าอี้ ผมก็อึ้งไปเล็กน้อย แล้วถามเขาว่าทำไม ไม่จัดเก้าอี้ให้นั่ง ซึ่งผมก็ได้รับคำตอบที่ดีมากเลย คือ "พระเยซูเกิดมาในท่ามกลางความยากลำบาก ไม่สะดวกสบาย และการที่เรายืนเพื่อร่วมมิสซา นี้ก็ยังเทียบไม่ได้กับความลำบากที่พระเยซูทรงได้รับในสมัยนั้น. ดังนั้นการยืนร่วมมิสซาจึงถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก..."

แฮ่ะ ๆ คำตอบนี้ ผมไม่มีความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น ครับ แล้วเพื่อนๆ ละคิดกันอย่างไรบ้างเอ่ย...

หลังจากการเทศน์อันยาวนาน..(ซึ่งผมต้องยอมรับว่าฟังไม่รู้เรื่อง เลยแม้แต่น้อย) ก็มีพิธีรับศึลล้างบาปผู้ใหญ่ทั้งหมด 3 คน ช่วงล้างบาปนี้ทำให้ผู้คนหันมาสนใจกับพิธีกรรมขึ้นมาใหม่ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นและต่างมองด้วยความสนใจมากๆ ในช่วงมิสซานี้ผมเองก็มีโอกาสเดินไปมาทั้ง 3 ชั้นแหล่ะครับ เพราะอยากรู้ว่าพวกเขาให้ความสนใจกันขนาดไหน.. แต่แล้วผมก็ต้องมาหยุดอยู่ที่ชั้น 2 นานหน่อย เนื่องจากมีกลุ่มนักขับร้องยืนอยู่กันที่นี้ พวกเขาร้องเพลงกันได้ดีมากเลยครับ มีทั้งชายหญิงประมาณ 50 คนเห็นจะได้.. มีบางเพลงเท่านั้นที่ทำนองคุ้นหูมากๆ แต่ไม่สามารถร้องตามได้เพราะไม่มีเนื้อเพลงให้ผมร้อง

เวลาล่วงเลยมาจนจบพิธีมิสซา.. ผู้คนก็ยังคงอยู่ในตึกใหญ่นั้น มีบางส่วนที่กลับไป และบางส่วนก็อยู่กันที่นั้นเนื่องจาก เขาเปิดให้คนอยู่ที่นั้นได้จนถึงรุ่งเช้า แล้วค่อยแยกย้ายกันกลับไป (เออ... มันก็แปลกดีเหมือนกัน) ซึ่งเท่าที่สังเกตก็มีแต่พวกนักศึกษาเท่านั้นที่อยู่ เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีกลุ่มหนึ่งที่ผมดูแล้วท่าทางเขาจะเป็นคนยากจน (ผู้ยากไร้) เพราะสังเกตดูจาก เสื้อผ้าและข้าวของที่เขาติดตัวอยู่... ซึ่งผมคิดว่าเป็นโอกาสดีสำหรับคนเหล่านี้ ที่อย่างน้อยในคืนนี้ พวกเขาก็ได้นอนหลับพักผ่อนในที่อบอุ่น ไม่ต้องไม่ทนหนาวเหน็บอยู่ภายนอก นับว่าเป็นความอบอุ่นที่พระได้ทรงมอบให้กับผู้คนเหล่านี้ ในช่วงเทศกาลแห่งความชื่นชมยินดี...

เมอร์รี่คริสตมาส แด่ทุกๆ คน... "เซิง ตัน ไขว้เล่อ" (Sheng dan kuai le)

30-12-1999 14:23:02


คิดอยู่เหมือนกัน ว่าจะรวมเล่มดีไหม.. ฮ่า ฮ่า... แต่อย่าดีกว่าเนอะ..เรามันแค่อาตี๋ ธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง... นับว่าโชคดีที่มีที่ให้อาตี๋ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่... ช่วงนี้คงจะต้องขอหายหน้าหายตา ไปเตรียมตัวสอบก่อนนะครับ.. เนื่องจากมีสอบในวันที่ 11-14 ม.ค. นี้.. แฮ่ะๆๆ แล้วมีใครบ้างไหมที่ช่วงนี้ใกล้สอบแล้ว.. ก็ขอให้โชคดีกันทุกคนนะครับ (ร่วมทั้งตัวผมด้วยละกัน)

แล้วสอบเสร็จจะกลับมาเล่าให้ฟังใหม่เด้อ... :)

02-01-2000 11:27:22

 

หน้ารัง | บทความ | บทความจากผู้อ่านย้อนหลัง

Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000