เจตานังค์ เรียบเรียง
จาก Respond To 101 Question on The Bible.
โดย Raymond S. Brown.
เหตุใดเรื่องราวการประสูติของพระเยซูเจ้าทั้งสองแบบถึงแตกต่างกัน
ทำไมเราจึงไม่สามารถคาดเดาได้ว่าแบบนึงเป็นจริงในประวัติศาสตร์ ส่วนอีกแบบเป็นเพียงสัญลักษณ์?
ทำไมเราจึงเกิดข้อกังขาขึ้นเกี่ยวกับความเป็นมาของทั้งสองแบบ?
มีผู้รู้หลายท่านยอมรับว่าเรื่องราวการประสูติของพระเยซูเจ้าทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันออกไป
ขึ้นอยู่ที่ว่าท่านจะเลือกเอาแบบใดมานำเสนอ โดยเฉพาะในนิกายโรมันคาทอลิกเอง
เราก็มีตัวเลือกที่ยึดความจริงในประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในพระวรสารตามคำเล่าของนักบุญลูกา
นักบุญลูกาให้แม่พระเป็นตัวละครเด่น และการทำนายเป็นจุดเริ่มของเหตุการณ์
ตามความคิดของข้าพเจ้าคิดว่าคงเป็นการยากที่จะแก้ไขเรื่องราวดังกล่าว เพราะว่าเรื่องราวทั้งหมดที่นักบุญลูกาได้อธิบายนั้นไม่ได้ด้อยกว่าเรื่องราวที่นักบุญมัทธิวได้อธิบายไว้เลย
ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอยกตัวอย่างให้ท่านเห็นว่า ทั้งนักบุญลูกาและนักบุญมัธทิวต่างก็ได้อธิบายเหตุการณ์โดยที่มั่นใจว่า
งานบันทึกของท่านจะต้องถูกเปิดเผยต่อสาธารณะชนอย่างแน่นอน นักบุญมัทธิวอธิบายปรากฎการณ์ทางดาราศาสตร์ค่อนข้างจะผิดธรรมดาไปสักหน่อย
คือ ดาวหางที่ปรากฏทางทิศตะวันออก เหมือนว่าจะนำนักปราชญ์ทั้งสามมายังเยรูซาเล็ม
จากนั้นก็ปรากฏมาอีกครั้งและมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ประสูติของพระเยซูเจ้าที่เบธเลแฮม(2:2,9)
ในงานเขียนของข้าพเจ้าชื่อ Birth of the Messiah ข้าพเจ้าได้ตรวจสอบจากบันทึกทางดาราศาสตร์ในสมัยที่พระเยซูเจ้าประสูตรแล้ว
พบว่า ดาวหาง กลุ่มดาวเคราะห์และกลุ่มดาวตกนั้น ไม่ปรากฏว่ามีดังที่นักบุญมัทธิวบันทึกเอาไว้
(แม้ว่าหนังสือพิมพ์จะพาดหัวข่าวถึงเรื่องข้อขัดแย้งกันอยู่บ้างเป็นบางครั้งบางคราว)
เรามาดูในกรณีของนักบุญลูกากันบ้าง ในเหตุการณ์ช่วงที่มีการสำรวจสำมโนประชากรทั่วโลก
โดยจักรพรรดิซีซา ออกัสตุส ในรัชสมัยของควูรินิอุสปกครองซีเรีย (2:1-2)
ซึ่งก็น่าจะเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่กษัตริย์เฮโรดหมาราชปกครองยูเดีย
(1:5) ซึ่งเราก็เจอปัญหาที่คล้ายกันก็คือ ในหนังสือเล่มเดียวกันของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าได้ทำการตรวจสอบบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปกครองรัชสมัยของควูรินิอุสในซีเรีย
และการสำรวจสำมโนประชากรของออกัสตุส ไม่เคยปรากฏว่ามีการสำรวจสำมโนประชากรทั้งโลกโดยออกัสตุสแม้แต่ครั้งเดียว
อีกทั้งการสำรวจสำมโนประชากร(ในยูเดียไม่รวมที่นาซาแร็ธ)ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยของควูรินิอุสนั้นมีขึ้นภายหลังจากที่
กษัตริย์เฮโรดมหาราชสิ้นพระชนม์ไปแล้วประมาณสิบปี ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าการสำรวจสำมโนประชากรน่าจะมีขึ้นหลังจากที่พระเยซูเจ้าได้ประสูติแล้ว
สิ่งที่ทำให้ค่อนข้างอึดอัดคือ ความคิดที่ว่าพระวรสารเป็นเหตุการณ์ที่ถูกต้องในสายตาของทุกคน
ซึ่งในบางที่แล้วเหตุการณ์การประสูติของพระเยซูเจ้าอาจถูกรวบรวมแก้ไขจากการทบทวนความจำภายหลังจากการกลับคืนชีพของพระองค์
ซึ่งช่วงเวลาน่าจะคลาดเคลื่อนก่อนหรือหลังจากเวลาที่พระองค์ประสูติประมาณสัก
10 ปีได้
ข้าพเจ้าอยากจะแสดงความคิดเห็นของตัวเองเกี่ยวกับข้อขัดแย้งอื่น ๆ ในประศาสตร์อีก
สิ่งหนึ่งคือการดำเนินเรื่องช่วงที่พระเยซูเจ้าเป็นทารกที่ตรงตามตัวบทของพระวรสาร
ตามพระวรสารนักบุญมัทธิวบทที่สอง เมื่อนักปราชญ์ทั้งสามเดินทางมาถึงเมืองของกษัตริย์เฮโรด
ทำให้เฮโรดเอง รวมทั้งหัวหน้าสงฆ์ และคัมภีราจารย์ได้ทราบถึงเรื่องราวการมาประสูติของกษัตริย์ของชาวยิว
และชาวเยรูซาเล็มจะเกิดทุกข์เข็ญ เมื่อครั้งที่พระเยซูเจ้ายังไม่เปิดเผยพระองค์
มีน้อยคนนักที่จะรู้จักพระองค์ (มธ. 13:54-56) โดยเฉพาะบุตรชายของเฮโรดเองที่ชื่อว่า
เฮโรด แอนติปาส ไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับพระเยซูเจ้าเลยแม้แต่น้อย (ลก. 9:7-9)
ตามคำเล่าของนักบุญลูกานางเอลีซาเบธมารดาของยอห์น บัปติสนั้นเป็นญาติของพระนางมารี
พระมารดาของพระเยซูเจ้า ถ้าเป็นเช่นนั้น พระเยซูเจ้ากับยอห์น บัปติสก็ต้องเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน
แต่ว่าก่อนการออกเทศนาของพระเยซูเจ้าไม่มีการกล่าวถึงว่าทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน
และในพระวรสารนักบุญยอห์น ยอห์น บัปติสเองได้กล่าวยืนยันว่า ข้าพเจ้าไม่รู้จักชายคนนี้
ปัญหาและข้อขัดแย้งในช่วงชีวิตวัยเด็กของพระเยซูเจ้ายังไม่หมดเท่านี้ ตัวอย่างเช่นวงศ์วรรณของพระเยซูเจ้าในพระวรสารนักบุญมัทธิวซึ่งไม่ตรงกันกับของนักบุญลูกา
ซึ่งเราไม่สามารถที่จะยึดเอาของใครคนใดมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินว่า ของใครเป็นจริงตามประวัติศาสตร์หรือเป็นแค่เพียงสัญลักษณ์ในการสื่อเท่านั้น
โดยจะเห็นได้ในพระวรสารนักบุญลูกาเกี่ยวกับพระนางมารีในเหตุการณ์ดังกล่าว
(การสำรวจสำมโนประชากร) ที่ไม่ได้เป็นข้อข้องใจทางประวัติศาสตร์อย่างเดียว
แต่ยังเป็นเหตุการณ์ที่ขัดต่อขนบประเพณี เมื่อพระนางพาพระเยซูเจ้าไปกรุงเยรูซาเล็มซึ่งอยู่ในบทที่สอง
ข้อที่สิบสอง และว่าด้วยกฎหมายของชาวยิวในการถวายพระเยซูเจ้าในพระวิหารและการรับพิธีชำระล้างของแม่พระ
ถือว่าเป็นการอธิบายที่ค่อนข้างสับสนที่พระนางมารีมีความจำเป็นต้องทำพิธีชำระล้าง
ถ้าเช่นนั้น หากเรื่องราวการประสูติของพระเยซูเจ้าไม่เป็นไปตามประวัติศาสตร์แล้วจะมีคุณค่าอย่างไรต่อเรา?
เรื่องที่นำมาเล่าจะมีต่างจากนิทานปรัมปราอย่างไร?
คิดว่าท่านคงจะไม่ว่าอะไรถ้าข้าพเจ้าขอให้ท่านได้พิจารณาถึงสิ่งที่เราจะกล่าวถึงต่อไปนี้
ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นจริงในประวัติศาสตร์
ข้าพเจ้าเพียงแสดงให้เห็นว่าเหตุใดผู้รู้หลาย ๆ ท่านจึงคิดว่าบางตอนของเหตุการณ์อาจจะไม่เป็นจริงตามประวัติศาสตร์
แต่ถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็ยังคิดว่ามีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อยู่ในเรื่องราวการประสูติของพระเยซูเจ้า
แม้ว่าทั้งนักบุญมัทธิวและนักบุญลูกาจะเล่ารายละเอียดไม่ครบถ้วนก็ตาม
ข้าพเจ้าย้ำอยู่เสมอว่านอกจากความขัดแย้งกันในเหตุการณ์แล้ว พระวรสารทั้งสองยังคงมีสิ่งที่ตรงกัน
ซึ่งอาจถือว่าเป็นประเด็นสำคัญเลยก็ได้ พระวรสารทั้งสองต่างก็กล่าวถึง
การทำนายว่าทารกที่กำลังจะเกิดมาจะเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต อันแสดงให้เห็นว่าท่านนักบุญทั้งสองต่างก็มีความเชื่อในแผนการ
และการเผยแสดงของพระเป็นเจ้า ทั้งสองกล่าวถึงการปฏิสนธิโดยผ่านทางพระจิตเจ้า(ทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับข้อความเชื่อ
พรหมจารีผู้ปฏิสนธินิรมล) ต่างกล่าวถึงว่าเด็กคนนี้เป็นเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์ดาวิดที่สืบทอดมาทางนักบุญยอแซฟ
กล่าวถึงการตั้งรกรากอยู่ที่นาซาแร็ธ ข้าพเจ้าจึงขอแย้งว่า ถ้าหากยึดตามรายละเอียดที่กล่าวถึงข้างต้นนี้แล้ว
เหตุการณ์นั้นก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์
ก่อนที่จะให้เหตุผลในการแย้งนั้น หากเรื่องราวเหล่านั้นเป็นประวัติศาสตร์
ผู้คนก็จะมองไม่เห็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ที่แทรกอยู่ในแต่ละเหตุการณ์ จากเหตุการณ์ในช่วงวัยเด็กตามการเล่าของนักบุญมัทธิวทำให้เกิดความสนใจใน
คำสอน ที่มีรากฐานมาจากพระคัมภีร์ของชาวอิสราแอล หรือที่เราเรียกกันว่า
พันธสัญญาเดิม จากเรื่องวงศ์วรรณของพระองค์ที่ปรากฎเพียงชื่อเท่านั้น ทำให้มองย้อนไปถึงพันธสัญญาเดิมในการเป็รผู้รับมรดกทางความเชื่อจากอับราฮัม,
อิสอัค, ยาโคบ, ดาวิด, ซาโลมอน ฯลฯ และในช่วงท้ายของรายชื่อที่เราไม่คุ้นกันเลยนั้น
ก็เป็นการยืนยันการมาของพระแมสซิยาห์ ผู้ซึ่งจะมาช่วยคนที่โลกเห็นว่าไม่มีความสำคัญ
จากข้อความที่ตัดตอนมาจากหนังสือประกาศกอิสยาห์, เยเรมีห์, โฮเชยา ที่กล่าวถึงการที่จะมีบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ลงมาเกิด
เรื่องราวของนักบุญยอแซฟในพะวรสารนักบุญมัทธิว ในการเล่าถึงการฝันของท่านและการเดินทางไปประเทศอียิปต์
ความโหดร้ายของกษัตริย์เฮโรดที่ฆ่าเด็ก ๆ ทำให้เราย้อนกลับไปอยู่ในพันธสัญญาเดิม
ที่กล่าวถึงฟาโรห์ อียิปต์ที่พยายามทำลายร้างโมเสส หรือจะให้เข้าใจง่าย
ๆก็คือนักบุญมัทธิวเล่าเหตุการณ์โดยเอาเรื่องราวในพันธสัญญาเดิมเป็นพื้นฐาน
เราหันมาดูเรื่องราวตามคำเล่าของนักบุญลูกากันบ้าง ข้าพเจ้าเห็นว่าเรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบง่าย
สวยงาม มีคุณค่าและมีความกลมกลืน นักบุญลูกาได้เปรียบเทียบการประสูติของพระเยซูเจ้ากับการเกิดของยอห์น
บัปติส ไปจนถึงการพบกันของพระนางมารีกับนางเอลีซาเบธ การเกิดและการเข้าสุหนัตของยอห์น
มีเสียงโห่ร้องยินดีด้วยบทเพลงสั้นในพิธีกรรม และการประสูติกับการเข้าสุหนัตของพระเยซูเจ้า
การถวายพระเยซูเจ้าในพระวิหารก็มีเสียงโห่ร้องยินดีด้วยบทเพลงสั้นในพิธีกรรมเช่นกัน
พื้นฐานของพันธสัญญาเดิมในพระวรสารนักบุญลูกาก็จะค่อนข้างอ่อนโยนกว่าของนักบุญมัทธิว
หากท่านรู้จักพระคัมภีร์ท่านคงจะจำเรื่องราวตอนนี้ได้ ตอนที่เศคาริยาห์และนางเอลีซาเบธมีความเชื่อมั่นคงเช่นเดียวกับอับราฮัมและนางซารา
(ซึ่งอายุมากและแก่เกินกว่าที่จะตั้งครรภ์ได้แล้ว) ซึ่งตามคำเล่าของนักบุญลูกาบทที่
1 ข้อที่ 18 เศคาริยาห์พูดคำคำเดียวกัยที่อับราฮัมพูดไว้ในหนังสือปฐมกาลบทที่
15 ข้อที่ 8 เมื่อถึงคราวถวายพระเยซูเจ้าในพระวิหารต่อหน้าผู้เฒ่าซิเมออนก็มีความคล้ายคลึงกับตอนที่ถวายซามูแอลในพระวิหารต่อหน้าผู้เฒ่าเอลี
นอกจากนี้ยังมีบทเพลงสรรเสริญของแม่พระ(มักนีฟิกัส) ก็สามารถเทียบเคียงได้กับบทเพลงสรรเสริญของนางฮานนามารดาของซามูแอล
(1ซมอ.2:1-10) ดังนั้นโดยอาศัยวิธีการเขียนพระวรสารของท่านนักบุญทั้งสองนี้เอง
ทำให้เราได้ทราบถึงเหตุการณ์และบุคคลที่เตรียมทางสำหรับการมาของพระเยซูเจ้าในพันธสัญญาเดิมขวบคู่ไปด้วย
ข้าพเจ้าอยากจะชี้ให้ท่านเห็นอีกว่า เรื่องราวของพระกุมารเจ้าแต่ละแบบต่างก็เป็นการทำนาย
และเป็นการประกาศโดยผ่านทางพระวรสาร เหมือนอย่างกับเสียงของเหล่าเทวดาทั้งหลายที่ป่าวร้องว่า
พระเยซูเจ้าเป็นบุตรพระเป็นเจ้าซึ่งสำเร็จลุล่วงตามตำนานของพระแมสซิยาห์
พระวรสารทั้งสองเล่มได้กล่าวถึงการมีความนบนอบ นักบุญมัทธิวกล่าวถึงความนบนอบของนักบุญยอแซฟ
ส่วนนักบุญลูกากล่าวถึงความนบนอบของพระนางมารี ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงว่าพระเยซูจะเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป
พร้อมกันนี้นักบุญมัทธิวก็ยังกล่าาวถึงการไม่ยอมรับของกษัตริย์เฮโรด ธรรมาจารย์และคัมภีราจารย์ด้วย
เรายังสามารถมองเห็นการทำนายอนาคตในพระวรสารนักบุญลูกาบทที่ 2 ข้อที่ 34
ที่ว่า เด็กคนนี้จะเป็นเหตุให้หลายคนในอิสราแอลที่ล้มลงได้ลุกขึ้น เรื่องราวของพระกุมารเจ้าจะเป็นเพียงแต่คำบรรยายเท่านั้นหากเราเน้นเฉพาะเนื้อเรื่องอย่างเดียว
คือ เราต้องเน้นถึงปูมหลังที่มีในพัธสัญญาเดิมและรากฐานการดำเนินชีวิตของพระเยซูเจ้าด้วย
พร้อมกับการตระหนักถึงความจริงที่ว่าพระองค์มาเพื่อเผชิญหน้ากับอำนาจ การถูกพิพากษา
และบางครั้งที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งกัน ดังนั้นในยุคสมันของเราและในอนาคตข้างหน้า
เราควรที่จะขจัดความคิดที่ว่าเรื่องราวการประสูติของพระเยซูเจ้าเป็นเพียงนิทานเรื่องหนึ่งซึ่งถูกยกมาเป็นข้อถกเถียง
ข้อโต้แย้งเท่านั้น หรือเป็นเพียงความคิดที่ไม่อาจจะแสดงความรู้สึกออกมาได้
แต่ให้คิดถึงคุณค่าของเรื่องราวที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเราแทน