| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
![]() การที่หญิงสาวคนหนึ่งจะก้าวเข้าสู่อารามนักบวชหรือเป็นซิสเตอร์นั้น เป็นก้าวที่หนักที่สุดในชีวิต นอกจากว่าเขาจะก้าวเข้าไปในอารามโดยไม่ได้คิดถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับเขาได้ เช่น ถ้าบวชสำเร็จก็แล้วไป ถ้าไม่สำเร็จล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น การเลือกวิถีชีวิตตั้งแต่เด็กๆนั้นเป็นไปได้ แต่ยากมาก มันเป็นการตัดสินใจครั้งเดียวที่มีผลต่ออนาคตหรือชีวิตทั้งชีวิต ซึ่งดิฉันขออนุญาตคิดออกมาเป็นตัวหนังสือนะคะ 1. วัยแรกแย้ม แย้มและบานได้ครั้งเดียว สำหรับดิฉันเอง เมื่อมามองดูย้อนหลัง รู้สึกว่าได้เดินทางผิด ดิฉันก้าวสู่อารามช่วงจบม.3 ได้อยู่ในอารามจนถวายตัวครั้งแรก และได้ไปประจำอยู่ตามวัดมาแล้ว ที่สุดก็ตัดสินใจออก เพราะมีเหตุให้ลาออก ซึ่งดิฉันจะไม่พูดเรื่องนี้โดยตรง โอกาสสำหรับชีวิตคนเราจะก้าวหน้า ก็อยู่ที่การศึกษา แม้ว่าการศึกษาไม่ได้เป็นประเด็นเดียวที่สำคัญสำหรับความสำเร็จในชีวิตก็จริง แต่ก็เป็นปัจจัยใหญ่ทีเดียวที่จะกำหนดชะตาชีวิตและอนาคตของคนได้ ช่วงที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งคือ เมื่อจบม.3 จะเลือกเรียนอะไรต่อ? จากนั้นเมื่อเรียนจบ ม.6 จะเรียนอะไรต่อ โอกาสจะเข้ามหาวิทยาลัยมีมาก เลือกเรียนได้หลายสาขาวิชาถ้าเก่งพอ คนที่จะเข้าอารามในสมัยดิฉัน เขาเลือกช่วง ม.3 หรือ ม.6 นี่ละ เมื่อเข้าไปแล้วก็เป็นอันว่า ไม่มีการสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย เพราะต้องใช้เวลานั้นฝึกฝนและรับรู้ชีวิตในคณะนักบวช ซึ่งใช้เวลา 3-4 ปีหรือมากกว่านั้น กว่าจะได้ถวายตัวเป็นซิสเตอร์ เมื่อถวายตัวเสร็จแล้ว ก็ออกปฏิบัติงาน แล้วเมื่อไรจะได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย? การเรียนต่อมหาวิทยาลัยอาจจะไม่จำเป็นเลยถ้าบวชได้ตลอดชีวิต แต่ถ้าปีที่ 5 ที่ 6 ในชีวิตนักบวชจำเป็นต้องออกจากอารามเหมือนดิฉันละคะ จะยึดอาชีพอะไร โดยเฉพาะความรู้ ม.3 หรือ ม.6 นี้ จะหาอาชีพอะไรที่มีเงินเดือนดีพอที่จะอยู่อย่างชนชั้นกลางหรือสัก 3,000-5,000 บาทต่อเดือนได้ ตัวอย่างเช่นดิฉันที่ประสบอยู่นี้ หลังจากออกจากอารามแล้ว ไปสอนเรียนต่อที่โรงเรียนบ้านนอกแห่งหนึ่ง ได้เงินเดือนไม่ถึงสามพันบาท จนป่านนี้ล่วงเลยมา 10 กว่าปีแล้ว ยังไม่ได้วุฒิ พ.ม. อนุปริญญาเลย ทำให้รู้สึกเสียดายเมื่อนึกถึงเมื่อครั้งเรียนจบ ม.3 ใหม่ๆ ทางพ่อแม่บอกให้เรียนวิชาครูต่อ แต่ทางอารามชักชวนให้ไปบวช แล้วดิฉันก็ไปบวชเพราะศรัทธาในตัวผู้ชวน ถ้าเปรียบเหมือนกุหลาบแล้ว วัยแรกแย้มก็แย้มไปแล้ว วัยที่มันบานก็บานไปแล้ว รอแต่วันที่มันจะร่วงโรยเพราะก้าวผิดไปก้าวเดียว...ก็ไม่โทษใครละคะ พระคงเมตตาสักวัน 2. ปัญหาที่ต้องตอบด้วยความเชื่อเท่านั้น เรื่องกระแสเรียกนี้ก็แปลก รู้สึกจะไม่มีทฤษฎีอะไรจะเอามาใช้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวได้ อย่างเช่น ไปอารามตั้งแต่เด็ก หรือจบ ม.6 แล้ว โอกาสที่จะบวชได้นั้นก็มีมากเพราะมีเพื่อนร่วมชั้นค่อยๆอยู่และศึกษาและชินกับชีวิตในอาราม แต่หลายๆครั้ง ชีวิตนอกอาราม ด้านอารมณ์วัยรุ่น วัยรัก โอกาสจะรู้และพัฒนานั้นก็ยาก ถ้าไม่ได้พัฒนาพอสมควร จะเรียกว่ามีการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเปล่า? เรารู้ว่าการเป็นนักบวชนั้นดีแน่ แต่เราจะรู้ว่าชีวิตครอบครัวก็ดีเหมือนกัน หรือเปล่า? แม้เราไม่สามารถจะรู้ได้หมด อย่างน้อยให้รู้พอสมควร มีโอกาสแสดงออก คบเพื่อน ซึ่งมันก็เสี่ยงที่จะเลือกชีวิตครอบครัว ทางอารามจึงพยายามปกป้องไว้ ไม่ให้ผู้สมัครเหล่านั้นไปคบเพื่อนเพศตรงข้ามนัก กลัวจะใจแตกก่อนบวช และอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเข้าอารามช่วงนี้ ก็เสี่ยงต่อความมั่นคงในชีวิตอนาคตหากบวชไม่ได้ ก่อนเข้าอาราม ทุกคนก็สนับสนุน แต่ตอนออกจากอาราม ทำไมไม่มีใครเหลียวแลและเมตตาบ้าง กี่คนแล้วที่ตกระกำลำบาก แถมมีคนพูดจาทับถมอีกว่า "นี่ละ อยู่อารามดีๆไม่ชอบ อยากสึกออกมาเองนี่" ยุติธรรมแล้วหรือที่จะรับชีวิตเด็กวัยรุ่นมาทดลองชีวิตนักบวช โดยไม่มีหลักประกันชีวิตให้เขา โดยเฉพาะด้านการศึกษาหรือหางานให้ ถ้าไปอารามหลังจบปริญญาตรีหรือจบอาชีวะชั้นสูงแล้วจะดีไม่น้อย หากต้องออกจากอารามด้วยเหตุใดก็ตาม ก็ยังมีหลักประกันชีวิตอยู่บ้าง ตามสถิติแล้ว มีคนชนิดนี้ไปบวชน้อยมาก แม้ไปแล้วก็อยู่ไม่นาน อาจเป็นเพราะต้องไปอยู่กับรุ่นน้องที่เล็กกว่ามากๆ คนละความคิดและนิสัย ทำให้อยู่ยากก็ได้ หรือเมื่อเคยอยู่ข้างนอกอาราม มีอิสระจนชินแล้ว จะมาอยู่ใต้อำนาจคนอื่น (บ้างว่าจู้จี้) ถูกจำกัดอิสรภาพ มีเวลาว่างมาก ไม่ต้องห่วงการทำมาหากิน ก็มีโอกาสคิดถึงเรื่องเก่าๆ เพื่อนและแฟน ฯลฯ จิตใจฟุ้งซ่านได้ง่ายด้วย ปัญหาเหล่านี้ต้องตอบด้วยความเชื่อ จะไปอารามตอนจบมัธยมปลายหรือจบปริญญาแล้ว ก็เสี่ยงทั้งนั้น เสี่ยงต่อการหาอาชีพถ้าบวชไม่ได้ ความจริงแล้วชีวิตในโลกนี้ เราก็เสี่ยงเอาทั้งนั้น ดีบ้างไม่ดีบ้าง คำตอบของปัญหาอย่างนี้ต้องตอบด้วยความเชื่อว่า "เสี่ยงเพื่อพระและพระศาสนจักร" และพระศาสนจักรรวมทั้งอารามต่างๆ ควรมีแนวทางช่วยเหลือเยาวชนที่เข้ามาเสี่ยงทายชีวิตดูว่าจะบวชได้หรือบวชไม่ได้ ให้เขาได้รับการศึกษาเต็มที่ หลายครั้ง บางอารามไม่อยากส่งซิสเตอร์ไปเรียนสูงๆเพราะส่งไปแล้วมักจะลาออกไป ทำให้อธิการบางคนคิดว่าเป็นเพราะการศึกษานี้เองที่ทำให้ซิสเตอร์สึกออกไป แต่ดิฉันคิดว่าทางอารามน่าจะใจกว้าง ให้สมาชิกได้เรียนรู้สูงๆทุกคนตามความสามารถของเขา ถ้าเขาบวชไม่ได้ก็ถือว่าทำบุญให้สัตบุรุษผู้หนึ่ง ให้คริสตชนผู้นี้มีการศึกษา เป็นเกียรติแด่พระศาสนจักรก็ยังดี ทีอารามเองเมื่อมีคนมาถวายทำบุญก็ยินดีรับ แล้วจะทำบุญให้เขาบ้างไม่ได้หรือ? 3. ความฝันของดิฉัน หากมีสิทธิที่จะฝัน ก็อยากฝันว่าขอคริสตชนและอารามให้มีใจกว้าง และสนใจคนที่ต้องสึกออกไปด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ถ้าจะเผยแผ่ธรรม ถ้าจะช่วยเหลือผู้ยากจน ผู้ตกยาก ไม่ต้องไปหาให้ยากลำบากดอกคะ พวกเรานี้เอง ผู้ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในอารามด้วยใจบริสุทธิ์ที่จะรับใช้พระและพระศาสนจักรโดยผ่านทางคณะนักบวช และเมื่อเห็นว่ากระแสเรียกของตนมิได้อยู่ที่นี้ จึงต้องจำจากไป สำหรับดิฉันแล้ว ยังสนับสนุนให้หญิงสาวที่คิดว่าพอมีกระแสเรียกในชีวิตนักบวชนี้ ไปทดลองดูกระแสเรียกของตนเสมอ และได้ภาวนาทุกๆคืนสำหรับคนเหล่านี้ รวมทั้งบรรดาซิสเตอร์ทั้งหลายที่กำลังปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ |
| ภาพโดย พงษ์ ประมวล |
8 กันยายน 2000
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000