issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ
article
เลือดเนื้อนี้เพื่อใคร?
Francis J. Moloney, SDB

สรุปเนื้อหาโดยย่อโดยผู้แปล(ผู้ไม่ขอเอ่ยนาม)

(จาก A BODY BROKEN FOR A BROKEN PEOPLE : Eucharist in the New Testament (Melbourne: Collins Dove, 1990)

พระวรสารโดยมาร์โก

ปัญหาในกลุ่มคริสตชนของมาร์โกคือ มีความแตกแยกกัน คนที่เป็นยิวบางคนไม่ยอมรับคนที่เป็นกรีกและกีดกัน ไม่ให้เข้าร่วมพิธีศีลมหาสนิท ความบกพร่องในเรื่องนี้และในเรื่องอื่นๆ ด้วย เป็นความอ่อนแอและความล้มเหลว ในการเป็นศิษย์พระเยซู

มาร์โกเล่าเรื่องการเลี้ยงอาหารฝูงชน ๒ ครั้ง หลังจากการเลี้ยงทั้งสองครั้งก็มีบอกว่า สานุศิษย์ "ไม่เข้าใจ" แทนที่ จะมีการพูดถึงความพิศวงงงงวยดังเช่นในโอกาสอัศจรรย์อื่นๆ ทั้งนี้เพราะมาร์โกมีเจตนาที่จะเล่าเรื่องการเลี้ยง อาหารฝูงชนเพื่อหมายถึงความจริงบางอย่างที่คริสตชนในกลุ่มของมาร์โกไม่เข้าใจ มาร์โกวางเรื่องการเลี้ยงครั้งแรกในเขตของชาวยิว และวางเรื่องการเลี้ยงครั้งที่สองในเขตชาวต่างชาติ ทั้งนี้เพื่อจะบอกว่าพระเยซูเลี้ยงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือไม่ก็ตาม และในการเล่าเรื่องการเลี้ยงนี้ มาร์โกแทรกบางคำที่ชวนให้คิดถึง พิธีศีลมหาสนิท (หยิบ,กล่าวคำถวายพร,บิออก,ยื่น) ทั้งนี้เพราะมาร์โกอยากจะบอกว่าพระเยซูต้องการจะเลี้ยงทุกคนที่โต๊ะแห่งศีลมหาสนิท ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นคริสตชนในกลุ่มของมาร์โกต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ และเลิกรังเกียจคนต่างชาติ (ซึ่งคนที่เป็นยิวมักจะถือว่าคนต่างชาติเป็นคนบาปและด้อยกว่าตน) และเลิกกีดกันไม่ให้คนต่างชาติเข้าร่วมโต๊ะแห่งศีลมหาสนิท อย่าสร้างความแตกแยกอีกต่อไป เพราะพระเยซูเป็นของ ทุกคน

มาร์โกเล่าเรื่องอาหารค่ำครั้งสุดท้ายของพระเยซู โดยเล่าถึงการกระทำของพระเยซู สลับกับพฤติกรรมของพวก สานุศิษย์ ขณะที่พระเยซูแสดงความรักโดยการมอบตัวให้แก่สานุศิษย์นั้น สานุศิษย์บางคนทรยศพระเยซูบางคน ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับพระเยซู และสานุศิษย์ทุกคนทอดทิ้งพระเยซูไป พวกสานุศิษย์ล้มเหลวเสมอมาตั้งแต่แรก จนถึงวาระสุดท้าย ถึงกระนั้นก็ดี พระเยซูก็ยังรักพวกเขาและมอบตนเองให้กับสานุศิษย์ผู้ล้มเหลวโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น

คริสตชนในกลุ่มของมาร์โกได้รับคำสั่งสอนว่า แม้พวกเขาจะล้มเหลวในเรื่องความแตกแยกกัน รวมทั้งในเรื่อง อื่นๆทั้งหลายด้วยก็ตาม แต่พระเยซูก็ยังรักพวกเขาเสมอ และเลี้ยงดูพวกเขาต่อไป เป็นที่หวังว่าเมื่อพวกเขา ประสบความรักของพระเยซูอย่างต่อเนื่องแล้ว พวกเขาจะได้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเยซูมากขึ้น จะได้รักพระเยซูมากขึ้นและรักกันมากขึ้นด้วย ต่อไปไม่น่าจะมีการกีดกันใครอีก เพราะพระเยซูเป็นของทุกคนศิษย์ทุกคน ไม่ว่ายิวหรือกรีกก็บกพร่องด้วยกันทั้งนั้นไม่มากก็น้อย น่าจะปล่อยให้สานุศิษย์ผู้ล้มเหลวมีเวลาประสบความรัก ของพระเยซูอย่างลึกซึ้ง และปล่อยให้พระเยซูมีเวลารักษาพวกเขาให้หาย

พระวรสารโดยมัตธิว

พระวรสารฉบับนี้เขียนในราวปี คศ.๘๐ ในกลุ่มคริสตชนของมัตธิวส่วนใหญ่เป็นชาวยิวที่อาศัยอยู่ในท่ามกลางชาวยิวในยุคสร้างชาติ-ศาสนายิวขึ้นใหม่หลังจากถูกทำลายหมดสิ้นในปี คศ.๗๐ พวกฟาริสีเป็นผู้นำในขณะนั้น และยึดเอาศาลาธรรมเป็นศูนย์กลาง และเน้นการถือกฎบัญญัติของโมเสสเหมือนเดิม ผู้เป็นยิวก็คือผู้ที่เป็นสมาชิกของศาลาธรรม ผู้ที่ยอมรับนับถือพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ก็ถือว่าเชื่อขัดกับสถาบันศาลาธรรม เพราะฉะนั้นเป็นสมาชิกของศาลาธรรมไม่ได้ ดังนั้นความเป็นยิวจึงเป็นปัญหา คริสตชนชาวยิวในกลุ่มของมัตธิวยังรักความเป็นยิวอยู่ และอยากยึดถือหลายสิ่งหลายอย่างตามขนบธรรมเนียมยิวที่เคยถือมาแต่เดิม มัตธิวจึงเขียนพระวรสารขึ้นมาเพื่อช่วยสมาชิกในกลุ่มให้ก้าวจากการเป็นยิวไปสู่การเป็นสากลอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง ปัญหาของคริสตชนกลุ่มนี้คือ หลายคนยังไม่สามารถตัดใจจากความเป็นยิว และก้าวไปสู่ภารกิจเพื่อนานาชาติ ทั้งนี้เพราะความเชื่ออ่อนแอ และเป็นความล้มเหลวในอีกรูปแบบหนึ่ง

มัตธิวเล่าเรื่องการเลี้ยงอาหารฝูงชน ๒ ครั้งเหมือนกับมาร์โก ในการสนทนาหลังการเลี้ยงอาหารนี้ มีพูดถึงว่าพวกสาวกเข้าใจแต่ความเชื่ออ่อนแอ ครั้งแรกพระเยซูเลี้ยงฝูงชนชาวยิวและครั้งที่สองเลี้ยงชาวต่างชาติ แต่มัตธิวไม่ได้เน้นว่าพระเยซูเลี้ยงทุกคนทั่วหน้ากัน เหมือนกับที่มาร์โกเน้น มัตธิวเน้นความต่อเนื่องจากภารกิจในชาติอิสราเอลไปสู่ภารกิจสากล หลังจากที่พระเยซูจบจากภารกิจในแคว้นกาลิลี (ท่ามกลางชาวยิว) แล้วพระเยซูดูแลเอาใจใส่ฝูงชนชาวต่างชาติต่างศาสนา ก่อนที่จะเดินทางสู่เยรูซาเลมเพื่อรับความตายและกลับคืนชีพ อันเป็นจุดเชื่อมระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่

ในเรื่องการเลี้ยงอาหารค่ำครั้งสุดท้าย มัตธิวเล่าคล้ายกับมาร์โกมาก แต่มัตธิวก็มีจุดเน้นตรงที่ความบาปของ สานุศิษย์และการอภัยบาปให้พวกเขา ในขณะที่พวกสานุศิษย์ล้มเหลวด้วยการทรยศ ปฏิเสธและทอดทิ้งพระเยซู พระเยซูก็ยังยื่นปังและเหล้าองุ่นให้พวกเขา "เลือดแห่งพันธสัญญาที่ถูกเทออก เพื่อคนจำนวนมากจะได้รับการ อภัยบาป" พระเยซูมอบเนื้อและเลือดเพื่อเลี้ยงและให้อภัยบรรดาศิษย์ผู้อ่อนแอและล้มเหลว

สำหรับสานุศิษย์ทั้งหลายที่ล้มเหลว มีความเชื่ออ่อนแอ และลังเลใจในการออกจากโลกเก่าไปสู่ภารกิจสากล แม้พวกเขาจะอยู่ในสภาพที่น่าสมเพช พระเยซูก็ไม่เคยทอดทิ้งพวกเขา พระเยซูยินดีคลุกคลีอยู่กับพวกเขาเหมือน กับที่เคยคลุกคลีอยู่กับพวกคนบาป พวกเก็บภาษีและโสเภณี เพื่อให้อภัย ให้กำลังใจและให้ความมั่นใจเด็ดเดี่ยว คำมั่นสัญญาของพระเยซูต้องสร้างความมั่นใจให้กับสานุศิษย์ทุกสมัย "เราจะอยู่กับพวกท่านเสมอไป จนสิ้นสุด กาลเวลา" เพื่อรัก ให้อภัย และชุบชูความเชื่อ ความจริงข้อนี้แสดงออกมาได้ดีที่สุดในพิธีศีลมหาสนิท

พระวรสารโดยลูกา

ลูกาเขียนพระวรสารขึ้นสำหรับกลุ่มคริสตชนของตนซึ่งไม่มีเชื้อสายยิว และเป็นกลุ่มคริสตชนที่ถือว่าเป็นชน กลุ่มน้อยในท่ามกลางชนต่างศาสนา ปัญหาของกลุ่มก็คือ สมาชิกส่วนมากรู้สึกว่าอยู่ห่างไกลจากต้นตอแห่ง ความเชื่อ และรู้สึกต้องการความมั่นใจว่าความเชื่อของตนมีรากฐานที่แน่นอนมั่นคง สืบสายตรงมาจากพระเยซู อย่างแท้จริง

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับศีลมหาสนิทในพระวรสารโดยลูกามี ๓ ตอนคือ ๑.การเลี้ยงฝูงชน ๒.อาหารค่ำก่อนถูกประหาร ๓.การเดินทางสู่เอมมาอุส (รวมทั้งการกินอาหารกับกลุ่ม ๑๑ ในเยรูซาเล็มค่ำวันกลับคืนชีพ)

ลูกาเล่าเรื่องการเลี้ยงอาหารฝูงชนเพียงครั้งเดียว และใช้เรื่องนี้เพื่อชี้ให้เห็นบทบาทของธรรมทูต (ลูกาใช้คำ ภาษากรีก apostellein เพื่อเรียกสาวกผู้ใกล้ชิดพระเยซู เป็นคำจากรากศัพท์ที่แปลว่าส่งออกไป) ธรรมทูตมีส่วน ร่วมอย่างใกล้ชิดในภารกิจของพระเยซู ช่วยพระเยซูในการเลี้ยงฝูงชน และเนื่องจากว่าลูกาเล่าเรื่องการเลี้ยง ฝูงชนในทำนองเดียวกับที่มาร์โกและมัตธิวเล่า คือแทรกคำที่ช่วยโยงความหมายไปถึงพิธีศีลมหาสนิท (หยิบ-กล่าวถวายพร-บิออก-ยื่น) แสดงว่าลูกาต้องการจะสื่อความมั่นใจแก่คริสตชนในกลุ่มของตนว่าพระเยซูยังอยู่กับ พวกเขา และชุบเลี้ยงพวกเขาที่โต๊ะแห่งศีลมหาสนิท โดยศาสนบริการของธรรมทูตผู้ได้รับมอบอำนาจและภารกิจจากพระเยซูโดยตรง

ลูกาสนใจมากเกี่ยวกับการกินเลี้ยงของพระเยซูร่วมกับ "คนบาป" ตลอดระยะเวลาที่พระเยซูสั่งสอนประชาชน (โปรดสังเกตว่า การกินเลี้ยงสมัยนั้นคือการร่วมโต๊ะแบบกึ่งนั่งกึ่งนอนและใช้เวลายาวนาน สำหรับพระเยซูอาหาร ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญเท่ากับมิตรภาพและโอกาสที่จะพูดคุยกันอย่างถึงใจ) ลูกาชี้ให้เห็นมาตลอดว่า พระเยซูเจาะจง ร่วมกินอาหารกับคนที่น่าสงสารทุกประเภทเป็นประจำ เพื่อแสดงความรักความเป็นหนึ่งเดียวกับทุกคน และใช้ โอกาสกินอาหารเพื่อสั่งสอนเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ การกินเลี้ยงในค่ำวันก่อน ถูกประหารชีวิต ก็เป็นครั้งหนึ่งของการกินเลี้ยงที่พระเยซูเคยทำมาเสมอ นั่นคือการกินเลี้ยงร่วมกับ "คนบาป" สำหรับลูกาคำว่า "คนบาป" มีความหมายกว้าง ครอบคลุมถึงคนอ่อนแอที่น่าสงสารในรูปแบบต่างๆ คนที่ถูกสังคมรังเกียจ รวมทั้งสาวกผู้ล้มเหลวในการติดตามพระเยซูด้วย ในอาหารค่ำวันนั้นพระเยซูกล่าวคำอำลาสั่งเสียยืดยาว แสดงว่าพวกธรรมทูตเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจและหน้าที่จากพระเยซูแม้แต่จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม พวกธรรมทูตก็คือคนบาปกลุ่มหนึ่งที่พระเยซูรักและให้อภัย จากประสบการณ์ส่วนตัวนี้ พวกธรรมทูตก็สามารถ ถ่ายทอดความรักและความเมตตาของพระเยซูให้แก่คนอื่นๆ ต่อไป

เส้นทางของพระเยซู (ตามที่ลูกาเห็น) คือมุ่งหน้าสู่เยรูซาเลม และแล้วจากเยรูซาเลมจึงมุ่งหน้าสู่นานาชาติเพื่อ ไปประกาศข่าวดี แต่ในช่วงที่สาวกต้องเดินสู่เยรูซาเลมและรออยู่ในเมืองตามที่พระเยซูได้สั่งไว้นั้น สาวก ๒ คน กลับเดินหนีออกจากไปจากเยรูซาเลมเพราะความไม่เข้าใจและผิดหวัง แต่พระเยซูก็ตามไปเรียกศิษย์ที่หลงทาง ให้กลับมา โดยการสนทนาและกินอาหารร่วมกับพวกเขา ทำให้ตาของพวกเขาสว่างและเห็นความจริง แล้วเดิน กลับสู่หนทางของพระเยซู ลูกาเล่าเรื่องการกินอาหารที่เอมมาอุสโดยใช้ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับศีลมหาสนิทอีกเช่นกัน เพื่อจะบอกว่า ที่โต๊ะแห่งศีลมหาสนิทนั่นเองที่พระเยซูทำให้ศิษย์ผู้ล้มเหลวกลับสู่ทางของพระเจ้า

คริสตชนในกลุ่มของลูกาซึ่งประกอบด้วยคนหลายประเภท ไม่มีผู้ใดเป็นคนดีบริบูรณ์ ต่างก็บกพร่องไม่มากก็น้อย ลูกาชี้ให้เห็นว่าพระเยซูรักทุกคนและพร้อมที่จะต้อนรับทุกคนที่โต๊ะแห่งศีลมหาสนิท เพื่อเป็นเพื่อนเพื่อสอน เพื่อให้อภัย เหมือนที่เคยร่วมโต๊ะกับคนทุกประเภทในอดีต นอกนั้นเราเห็นมาแล้วว่าที่โต๊ะของพระเยซูจะต้องมี "คนบาป" ร่วมอยู่ด้วยเสมอ ใครที่อยากจะกีดกัน "คนบาป" ไม่ให้เข้าร่วมโต๊ะของพระเยซู ก็แปลว่าเขายังไม่ เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเยซู

จดหมายถึงชาวโครินท์

จากการศึกษาเกี่ยวกับศีลมหาสนิทในพระวรสาร เราได้ข้อสรุปว่าคริสตชนสมัยแรกมีความเข้าใจอย่างไรในเรื่อง พิธีศีลมหาสนิท พวกเขาเชื่อว่าพระเยซูยังคงอยู่กับศิษย์รุ่นต่อๆมาทุกคนโดยทางโต๊ะแห่งศีลมหาสนิทแม้ว่า ศิษย์จะอ่อนแอหรือล้มเหลวก็ตาม เพราะในอดีตพระเยซูเคยคลุกคลีและกินอาหารกับ "คนบาป" เสมอ ทั้งนี้เพื่อรักและให้อภัยพร้อมทั้งสั่งสอนและให้กำลังใจ

ข้อสรุปนี้ไม่เป็นที่ยอมรับของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถือตามแนวประเพณีในพระศาสนจักรคาทอลิกที่ ใช้คำพูดของเปาโลเป็นข้ออ้างหลัก เพื่อจะกีดกันคนบางประเภทไม่ให้ร่วมโต๊ะแห่งศีลมหาสนิท คำพูดของเปาโล ที่อ้างถึงก็คือ

"ดังนั้นใครก็ตามที่กินปังหรือดื่มจากถ้วยของพระเจ้าอย่างไม่เหมาะสม ก็มีความผิดที่ทำเสื่อมเสียแก่ กายและเลือดของพระเจ้า ขอให้พิจารณาตัวเองแล้วจึงกินปังและดื่มจากถ้วยนี้" (๑โค.๑๑,๒๗-๒๘)

เราจึงต้องศึกษาดูว่าคำพูดของเปาโลนี้มีความหมายอะไรแน่ เปาโลมีความเห็นขัดแย้งกับข้อสรุปที่เราได้จากการ ศึกษาพระวรสารหรือไม่ การศึกษาคำพูดของเปาโลจะเป็นโอกาสใช้พระวาจาตรวจสอบความเชื่อถือและธรรมเนียมปฏิบัติของเราว่า ตรงกับเจตนารมณ์ของพระเยซูหรือไม่

ในการศึกษาคำพูดของเปาโลเราต้องทำเหมือนที่ศึกษาพระคัมภีร์ทั่วไป คือต้องพิจารณา บริบท (context) ด้วยจึงจะได้ความหมายที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อคำพูดดังกล่าวของเปาโลเริ่มด้วยคำว่า "ดังนั้น" เราต้องดูว่าเปาโลพูดเรื่องอะไรอยู่จึงมาสรุปว่า "ดังนั้น. ."

ในจดหมายถึงชาวโครินท์ฉบับที่ ๑ เปาโลพยายามแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกลุ่มคริสตชนชาวโครินท์ (ซึ่งเดิมนับถือเทพเจ้าต่างๆ แต่กลับใจมาเป็นคริสตชน และยังอาศัยอยู่ท่ามกลางคนต่างศาสนา) ปัญหาต่างๆ เหล่านั้นรวมเป็นปัญหาหลักอย่างเดียวคือ คริสตชนหลายคนรู้สึกว่า เมื่อได้เข้าเป็นคริสตชนแล้วตนได้รับพรพิเศษมากกว่าคนอื่น และถือตัวว่าเหนือกว่าผู้อื่น จึงมีพฤติกรรมยกตนข่มท่าน ดูหมิ่นคนที่ด้อยกว่า และใช้อิสรภาพของคริสตชนอย่างเกินขอบเขตโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น

ปัญหาอย่างหนึ่งคือการกินอาหารสังเวยเทพเจ้า คริสตชนบางคนไปกินอาหารในงานบูชาเทพเจ้า พวกเขาอ้างได้อย่างถูกต้องว่า เทพเจ้าไม่มีอยู่จริง อาหารที่บูชาเทพเจ้าจึงเป็นอาหารธรรมดานี่เอง แต่ผลก็คือทำให้คริสตชนบางคนที่ไม่เข้าใจหรืออ่อนไหว เห็นการกระทำนั้นแล้วเกิดความว้าวุ่นสับสนหรือกระทบกระเทือนใจ เปาโลจึงขอให้เลิกการกระทำดังกล่าว ไม่ใช่เพราะว่าเป็นการกระทำผิด แต่เพื่อเห็นแก่ผู้ที่อ่อนแอกว่า

แต่พูดไปแล้ว จะว่าเป็นการกระทำผิดก็ว่าได้ เพราะมีหลักอย่างหนึ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นคนต่างศาสนา หรือคริสตชนซึ่งยึดถือตามธรรมเนียมยิวโบราณ หลักนี้คือ เมื่อทำการถวายบูชาแด่พระเจ้า (หรือเทพเจ้าต่างๆ) แล้ว ผู้มาร่วมพิธีก็กินของถวายบูชา ทำให้ผู้กินมีสายสัมพันธ์กับพระเจ้าหรือเทพเจ้าเหล่านั้น (ความสัมพันธ์ แนวตั้ง) และในเวลาเดียวกันก็มีสายสัมพันธ์กับผู้ร่วมถวายบูชาและร่วมกินด้วย (ความสัมพันธ์แนวนอน) เมื่อ คริสตชนไปกินอาหารสังเวยเทพเจ้านั้น ความสัมพันธ์แนวตั้งกับเทพเจ้าไม่มี เพราะเทพเจ้าไม่มี แต่ความสัมพันธ์แนวนอนกับพวกที่ไปไหว้เทพเจ้านั้นมี แม้จะไม่ได้มีเจตนาอะไรนอกจากจะกินอาหารฟรี แต่มันเป็นการแสดงออกทางสังคมว่ามีสายสัมพันธ์กัน เปาโลจึงบอกว่านั่นเป็นการร่วมส่วนกับ "ปิศาจ" หรือพวกของมัน นอกนั้น เนื่องจากการไปกินอาหารดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบต่อเพื่อนคริสตชนหลายคน จึงเป็นการทำความเสียหาย ให้แก่กลุ่ม ถือเป็นการตัดสัมพันธ์กับกลุ่มคริสตชน สิ่งที่คิดว่าเป็นเพียงการไปกินอาหารฟรี จริงๆ แล้วเป็นอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก จึงต้องเลิกเด็ดขาด

แม้เปาโลไม่มีเจตนาจะสอนเรื่องเกี่ยวกับศีลมหาสนิทโดยตรง แต่ในขณะที่แก้ปัญหาเรื่องการไปกินอาหารสังเวยเทพเจ้า เปาโลก็ได้ให้คำสอนที่สำคัญมากเกี่ยวกับศีลมหาสนิท "เนื่องจากมีปังเดียว แม้เราจะมีหลายคนแต่ก็รวมเป็นกายเดียวกัน เพราะเราทุกคนกินปังเดียวกัน" (๑๐,๑๗)

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือความแตกแยกในการทำพิธีศีลมหาสนิท จากหลักการที่พูดถึงในปัญหาก่อนหน้านี้ การร่วมโต๊ะแห่งศีลมหาสนิทต้องเป็นการสร้างสายสัมพันธ์กับพระเจ้า และสร้างสายสัมพันธ์กับเพื่อนคริสตชนในเวลาเดียวกัน แต่ในกลุ่มชาวโครินท์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เราไม่รู้ว่ารูปแบบการทำพิธีที่โครินท์เป็นอย่างไรแน่ อาจเป็นการกินเลี้ยงที่ต่อเนื่องเข้าไปถึงการหักปัง หรือเป็นการชุมนุมที่มีการรับประทานอาหารและมีจุดเด่นอยู่ที่การหักปัง แต่เท่าที่พบในจดหมายของเปาโล เรารู้ว่าในพิธีศีลมหาสนิทที่เมืองโครินท์ มีบางคนกินอาหารโดย ไม่สนใจกับอีกบางคนที่ไม่มีอะไรจะกิน ปล่อยให้คนที่ไม่มีต้องอดและได้รับความอับอาย พฤติกรรมเช่นนี้เป็น การแบ่งพวกและสร้างความแตกแยก แทนที่จะสร้างสายสัมพันธ์ พฤติกรรมนี้แหละที่เปาโลเรียกว่า ไม่เหมาะสม "ดังนั้นใครก็ตามที่กินปังหรือดื่มจากถ้วยของพระเจ้าอย่างไม่เหมาะสม. . ."

การยกเอาคำว่า "ไม่เหมาะสม" ออกไปจากบริบท แล้วไปกำหนดเอาเองว่าใครเหมาะสมใครไม่เหมาะสมใน ความหมายอื่นๆ ย่อมเป็นการอ้างคำพูดของเปาโลอย่างไม่ถูกต้อง

เปาโลยังย้ำอีกว่า (๑๑,๒๙) การร่วมโต๊ะแห่งศีลมหาสนิทต้องเป็นการร่วมสัมพันธ์กับพระเยซู และร่วมสัมพันธ์ กับเพื่อนพี่น้องด้วย กล่าวคือต้องคำนึงถึง กาย นั่นคือเลือดเนื้อของพระเยซู และคำนึงถึงกลุ่มคริสตชนซึ่งเป็น กายของพระเยซูนั่นเอง

ดังนั้นเราสรุปได้ว่า เปาโลไม่ได้ตัดใครออกไม่ให้เข้าร่วมโต๊ะแห่งศีลมหาสนิท ถ้าจะต้องห้ามใครก็มีแต่ต้องห้าม คนที่ไม่มีเจตนาจะร่วมเป็นหนึ่งกับพระและเพื่อนคริสตชน ต้องห้ามคนที่สร้างความแตกแยกเพราะพิธีศีลมหาสนิท เป็นเรื่องของความเป็นหนึ่งเดียวกัน
 

 

หน้ารัง | บทความ

11 พฤษภาคม 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002