| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล | ||
เรื่องสั้น-เรื่องแปล |
นสมัยที่ใครต่อใครยังคงเรียกผมว่า "ไอ้ตัวกะเปี๊ยก" อยู่นั้น ผมจำได้ว่าความฝันไม่รู้ว่าเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ได้ผุดขึ้นในหัวใจดวงน้อย ๆ ของผม เป็นความฝันที่ไม่ต้องพึ่งหมอนและที่นอนอันอ่อนนุ่ม และไม่ต้องใช้การหลับตา และปล่อยให้ความคิดนั้นจินตนาการล่องลอยไปไกลแสนไกล เพราะเป็นเเพียงความฝันที่ผุดขึ้นจากภาพอันสวยงามตระการ ที่ดวงตาจับจ้องอย่างใฝ่หา เพียงจากสำเนียงอันไพเราะเชิญชวนที่ได้ยินผ่านหู ที่พร้อมจะตอบรับด้วยความปรารถนา และเพียงจากความหวังด้วยความรอคอยในดวงใจอันน้อยนิดนั้น ที่เป็นดั่งแสงเทียนจุดประกายให้เหล่าความฝันได้ค่อย ๆ ผุดขึ้น ดวงแล้วดวงเล่า....วันแล้ววันเล่า..... ในดวงไฟแห่งความฝัน และคืนวันที่ผ่านมาผมยังจำได้ว่า มีดวงไฟแห่งความฝันดวงใหญ่ดวงหนึ่งที่จะเจิดจ้าสว่างไสวไปทั่วทุกอณูแห่งหัวใจ จนไม่อาจมีแสงจากดวงไฟดวงใดจะข่มแสงลงได้ ถึงแม้ว่ามันจะเจิดจ้าสว่างไสวเพียงหนึ่งครั้งในรอบ 365 วัน ในค่ำคืนที่ลมหนาวได้ค่อย ๆ คืบคลานมาเยี่ยมเยือนปลายเท้าบนที่นอนอันอ่อนนุ่ม ในยามที่แสงจากดวงตะวันกำลังจะอพยพเอาความร้อนออกไปจากผืนแผ่นดิน ที่ปกคลุมไปด้วยเศษใบไม้น้อยใหญ่ที่อำลาจากลำต้นและกิ่งก้าน และในยามที่ซิสเตอร์จะเกณฑ์ผม และเพื่อนๆ อีกหลายคนให้เตรียมขับร้องถ้อยคำที่ว่า "พระทรงบังเกิด โลกจงยินดี ชุลีน้อมรับพระเจ้า" ใช่แล้วพระกุมารกำลังจะเสด็จจากพระบิดามาสู่หัวใจของเหล่ามนุษย์ เพื่อนำความชุ่มฉ่ำแห่งความรัก และความยินดีจากความสมฝันมาให้เรา...ให้ผม... แน่ล่ะสำหรับเด็กบ้านนอกอย่างผมแล้ว โอกาสวันคริสต์มาสคงจะไม่มีอะไรวิเศษไปกว่านี้อีกแล้ว ความฝันและการรอคอยเพียงหนึ่งครั้งในรอบปีที่ผ่านมา คือการอดทนต่อการช่วยมิสซาที่ต้องสวมชุดยาว ๆ สีขาวซึ่งพร้อมจะให้ผมก้มลงจูบพื้นพระแท่นได้เสมอ การต้องระวังตนไม่ให้พ่อเจ้าวัดหันมาเอ็ดเอาว่าไม่ใส่ใจ การที่จะต้องตื่นแต่เช้ามาร่วมมิสซาที่แสนน่าเบื่อเหมือนกับหนังเก่าที่เอามาฉายใหม่ จะต่างก็ตรงที่ว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีพระเอกหล่อ ๆ มีแต่พ่อเจ้าวัดเครายาว ๆ หน้าตาดุ ๆ กับซิสเตอร์ที่สวมหมวกสีขาวคลุมศีรษะ นั่งประกบติดทุกขณะ คอยกวาดสายตาอันคมกริบดุจบิดาของมีดโกนผ่านเลนส์หนาเตอะ ซึ่งทุกครั้งที่ผมขยับจะอ้าปากหาวหรือคุยกับเพื่อน จะรู้สึกได้เลยว่าในดวงตาของซิสเตอร์จะมีกองไฟกองใหญ่ ที่พร้อมจะสุมแผดเผาพวกเราให้ไหม้เป็นจุณ จมสู่ก้นธรณีไปอยู่กับลูชีแฟร์ทีเดียว แต่เอาเถอะ อย่างไรเสียการมาวัดช่วยมิสซา และร่วมมิสซาท็ทำให้ผมได้รับแจกบัตรสะสม เพื่อเก็บเอาไว้มาขึ้นรางวัลในวันคริสต์มาส ถ้าทำตัวดีหรือเป็นที่รักของพ่อเจ้าวัดหรือซิสเตอร์ อาจจะได้บัตรมากกว่าหนึ่งใบต่อการมาวัดหนึ่งครั้งก็ได้ คริสต์มาสสำหรับผมจึงเป็นความฝันและการรอคอยที่ยิ่งใหญ่สำหรับเด็กตัวน้อย ๆ คนหนึ่งในการรอคอยของขวัญ... และแล้ววันคริสต์มาสก็มาถึง วันที่บทเพลงซึ่งอุตส่าห์ซุ่มซ้อมกับเพื่อน ๆ มาเกือบเดือนจะได้นำออกโชว์ขับกล่อมต้อนรับพระกุมารเสียที วันที่จะต้องแต่งตัวหล่อ ๆ มาอวดกับเพื่อน ๆ และเป็นวันที่ความฝันและการรอคอยจะมาถึง ดวงไฟในดวงใจของผมจึงเจิดจ้าสว่างไสว ไม่แพ้กับดวงดาวที่นำพญาสามองค์ไปพบกับพระกุมารเลยทีเดียว การแสดงต่าง ๆ เริ่มขึ้นแล้ว ผู้คนต่างพากันสวมเสื้อผ้ากันหนาวตัวที่สวยที่สุด ออกมาร่วมงานที่ลานหน้าวัดกัน แม้มิสซาจะดึกไปหน่อยตั้งเกือบเที่ยงคืน แต่การแสดงละครการบังเกิดมาของพระกุมาร และเกมส์การละเล่นชิงของขวัญต่าง ๆ รอบบริเวณวัด ที่ทำให้ความง่วงที่ซิสเตอร์เคยสอนว่า เป็นเพราะปิศาจมันเอาเท้ามาเหยียบหนังตาเรา หายไปหมดสิ้น! วันนี้ปิศาจคงหยุดพักเดินเที่ยวงานเหมือนพวกเราด้วยล่ะมัง... ในที่สุดผมก็ฝ่าวงผู้คนที่ไม่รู้มาจากที่ไหนกันนักหนา เข้าไปถึงซุ้มสอยดาวจนได้ บัตรที่เก็บ ๆ ไว้ถูกนำมาตีเป็นจำนวนดาว เพื่อจะได้สอยเพื่อไขว่คว้ารางวัลที่อยู่บนโต๊ะสูง ๆ ที่แบ่งออกเป็น 7 ชั้นใหญ่ ทีวีสีรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีภาพสวย ๆ มีหนังให้ดู รถจักรยานสีแดงคันกะทัดรัด ที่จะทำให้ผมไม่ต้องเดินเท้าระยะทางไกลไปโรงเรียนอีก ผ้านวมผืนหนาเตอะอันเหมาะกับกลางคืนอันหนาวเหน็บ คงอุ่นดีพิลึก และอีกมากมายก่ายกอง ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นล้วนแต่เป็นความฝันและการรอคอยที่ยาวนานเหลือเกิน บัตรสอยดาวสิบใบ คงทำให้ผมได้อะไรกลับบ้านมั่งล่ะวันนี้... ดาวแต่ละดวงที่ผมค่อย ๆ ใช้ไม้ไผ่อันยาวเรียบเป็นมันสอยมันลงมาด้วยมืออันสั่นเทา เพราะความฝันและการรอคอยมาเนิ่นนานนั้น ถูกแกะออกอย่างเชื่องช้าบรรจง เพราะตอนนี้ หัวสมองที่เคยสั่งงานกำลังคิดฝันไปถึงทีวีสี รถจักรยาน ผ้านวม กระเป๋านักเรียน พัดลม รองเท้าคู่ใหม่ โอ้โห! ทำไม หัวใจมันถึงได้ตื่นเต้น จนทำให้มือไม้และขาแข้งสั่นเทาไปหมดแบบนี้นะ ดวงตาทั้งสองก็รวมใจกันเบิกกว้าง พยายามอ่านตัวอักษรจากน้ำหมึกสีดำเข้มจากไฟราวสีส้ม ๆ ภายในซุ้มใบแล้วใบเล่า จนครบสิบใบ... สิบใบกับ 365 วันที่รอคอย... คืนวันนั้น ผมกลับออกมาจากซุ้มด้วยสองข้างกระเป๋ากางเกงที่เต็มไปด้วยลูกอมกว่า 30 เม็ด ทว่าสิ่งที่มันเต็มจนแน่นและจนถึงกับทะลักเอ่อล้นออกมา มันกลับเป็นหยาดน้ำตาที่ไหลเป็นสายออกมาจากดวงตาของคนผิดหวัง มันเป็นดังน้ำป่าที่ยังคงไหลท่วมไปยังหัวใจดวงน้อย ๆ ของผมจนดับดวงไฟแห่งความฝันและการรอคอยอีกหลาย ๆ ดวงตามไปด้วย ดวงใจดวงน้อย ๆ กับความฝันที่ยิ่งใหญ่ มันคงยิ่งใหญ่และเป็นความฝัน...ความฝันตลอดไป... ผมเดินผ่านคนแปลกหน้ามากมายออกมายืนอยู่ข้างถนนที่อยู่บริเวณหน้าวัด มองดูดวงดาวดวงใหญ่ที่อยู่บนกระท่อมที่ประดับประดาอย่างสวยงาม รอคอยการประสูติมาของพระเยซูกุมารน้อย แสงจากดวงดาวดูพร่าเลือน เพราะต้องปะทะกับหยดน้ำตาที่มันไหลเป็นสายออกมาอย่างอาดูรที่สุด ความในใจต่าง ๆ ถูกบรรยายออกมาจนแทบไม่เป็นคำพูด "พระองค์ไม่เข้าใจผมหรอกว่าผมเฝ้ารอวันที่พระองค์จะเสด็จมาทุกเมื่อ ผมพยายามทำทุกอย่างก็เพื่อวันนี้ วันที่พระองค์จะเสด็จมา เสด็จมาเพื่อทำให้ฝันและการรอคอยของผมเป็นจริง แต่ก่อนที่ผมจะละออกมาจากถนนสายนั้น หูของผมก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่ง กับเสียงปลอบโยนปนสะอื้นของหญิงชรา ที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวด ความขมขื่นไม่แพ้เด็กคนนั้น ผมจึงหันไปมองด้วยความแปลกใจ ภาพที่ผมเห็น คือหญิงชราคนหนึ่งนั่งยอง ๆ กอดเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง หน้าตาไม่คุ้นนัก คงจะเป็นคนที่มาเที่ยวงานนั่นเอง การแต่งเนื้อแต่งตัวก็ดูเหมือนจะไม่มาร่วมชื่นชมยินดีกับพระกุมารเป็นแน่ ปากของนางที่พร่ำปลอบใจและเช็ดน้ำตาเด็กคนนั้น จนลืมที่จะเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาจากร่องน้ำตาสองข้างแก้มของตน เด็กคนนั้นร้องไห้เพราะอยากได้ลูกอมที่ซานตาครอสตัวอ้วน ๆ พุงโต ๆ มีเครายาว ๆ ใส่รองเท้าบู๊ทสีดำเดินแจกในบริเวณงาน ดวงตาและน้ำตาที่ไหลออกมานั้น เป็นดวงตาที่ฉายแววความรู้สึกผิดหวังไม่ต่างกับผมเมื่อสักครู่นี้เลย ผมจึงเอามือล้วงกระเป๋าข้างหนึ่งหยิบเอาลูกอมออกมายื่นให้กับเด็กคนนั้น หญิงชราที่คงเป็นยายเด็กคนนั้นหันมามองผมด้วยแววตาแห่งความรู้สึกขอบคุณ และประหลาดใจอย่างมาก แต่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจและประทับใจจนไม่มีวันลืมเลยก็คือ ภาพดวงตาของเด็กคนนั้น ที่หันมาทางผมจนทำให้ผมเห็นแสงแห่งความสมหวังในแววตาของเขา ที่สะท้อนต้องกับหยดน้ำตาที่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว รอยยิ้มจากมุมปากแสดงออกถึงความดีใจอย่างที่สุด และเสียงหัวเราะที่ฟังดูช่างมีความสุข ยังคงก้องกังวานอยู่ในหูของผมทุกครั้งที่ผมได้ยินเสียงระฆังและบทเพลงวันคริสต์มาส ผมเดินกลับไปยังถนนสายหน้าวัดอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้พิธีมิสซาจะเริ่มขึ้นแล้ว ขบวนแห่พระกุมารกำลังจะผ่านเลยหน้าผมไป ผมรีบปีนต้นก้ามปูข้างทางขึ้นมองดูพระองค์ กษัตริย์แห่งจักรวาล ที่ทรงบังเกิดมาในรางหญ้า มีเพียงเหล่าลา สัตว์ที่ดูต่ำต้อย กับคนเลี้ยงแกะผู้ร่อนเร่ อยู่เคียงข้างพระกาย พระกายที่มีเพียงเศษผ้าพันอยู่ท่ามกลางคืนอันหนาวจัด ทว่า พระพักตร์พระองค์มีเพียงรอยยิ้มบ่งบอกถึงความยินดี พระหัตถ์ทั้งสองที่กางออกอวยพรมนุษยชาติ ไม่มีหยดน้ำตาและสีหน้าแห่งความผิดหวังบนพระพักตร์พระองค์เลย? คืนวันนั้นก่อนที่ผมจะเดินทางกลับบ้าน ผมเดินออกมาที่ถนนหน้าวัดสายเดิม มองดูพระองค์ในถ้ำใหญ่ที่ข้างบนนั้นมีดวงดาวดวงใหญ่ ทว่าดวงดาวดวงใหญ่ที่ผมกำลังมองอยู่นั้น ไม่ใช่ดวงดาวแห่งความฝันและการรอคอยเหมือนกับดวงไฟในใจของผม แต่ดวงดาวดวงใหญ่นั้น คือดวงดาวที่บ่งบอกถึงการเชื้อเชิญให้มนุษย์ทุกคน ได้ร่วมชื่นชมยินดีกับการบังเกิดมาของพระกุมาร เป็นดวงดาวของผู้ให้...... ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน....แม้กระทั่งชีวิตของตน.... พระพักตร์ของพระกุมารจึงไม่หม่นหมองเหมือนกับใบหน้าของผม รอยยิ้มบนพระพักตร์จึงเป็นรอยยิ้มแห่งความยินดีที่จะเป็นผู้ให้...ให้ได้เสมอ....ให้แก่ผมและแก่ท่านทุกคน ทำไมหนอใบหน้าของผู้ที่มีความฝันและการรอคอย... การรอคอยที่จะเป็นผู้รับของผม จึงมีแต่หยดน้ำตาและความหม่นหมองเช่นนี้...... ความประทับใจจากการเป็นผู้ให้ของพระกุมาร และลูกอมในกระเป๋าข้างหนึ่ง จึงทำให้ผมรู้ว่าจริง ๆ แล้วความสุขในค่ำคืนวันคริสต์มาส ไม่ใช่ทีวีสี รถจักรยานคันงาม ผ้านวม หรือของขวัญบนชั้นในซุ้มสอยดาว แต่ความสุขในค่ำคืนวันคริสต์มาส แท้จริงเกิดขึ้นจากรอยยิ้มและพระหัตถ์ที่กางออก พร้อมจะอวยพรผมและมนุษย์ทุกคนของพระกุมารต่างหาก ผมดีใจที่ผมมีโอกาสสัมผัสความสุขที่แท้จริงในค่ำคืนนี้แล้ว ผมเอามือกำลูกอมที่เหลืออยู่ในกระเป๋า พร้อมกับยิ้มน้อย ๆ อย่างเบิกบานใจ... | |
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000