issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล

story

เรื่องสั้น-เรื่องแปล

กาแฟนี้มีไว้ดื่ม (Sunset)
มักดาเลนา
"เป็นไปได้ว่าในเวลานี้คนส่วนใหญ่ในหมู่พวกเราอาจไม่เคยคิดถึงการแสวงหาพระเจ้าเลย เพราะคิดว่าที่สุดแล้วเมื่อล่วงเข้าสู่วัยชราเราทุกคนย่อมต้องวิ่งวุ่นแสวงหาพระองค์อยู่ดี แต่เวลาหลายปีที่เราเพียรเฝ้าค้นหาพระองค์นั้นก็ไม่ได้เปล่าประโยชน์เสียทีเดียว เพราะมันได้ช่วยนำเรามาสู่วุฒิภาวะที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง" The Noonday Devil, เบอร์นาร์ด บาสเส็ท

ขณะที่แฟรงค์ยกกาแฟขึ้นดื่ม ความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาก็จู่โจมเข้ามาอย่างฉับพลัน ช่างประหลาดอะไรเช่นนี้ เขานึกในใจ

เขาค่อยพบว่า ความรู้สึกแปลก ๆ ในเวลานี้ช่างคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในบทกวี เพลงรักของ เจ.อัลเฟรด พรูฟร็อกซ์ ของ ที.เอส อีเลียต เสียนี่กระไร นั่นคือเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในงานค๊อกเทลปาร์ตี้เหมือนกัน ในบทกวีนั้นมีประโยคหนึ่งที่ว่า "คุณหญิงคุณนายกรีดกรายไปมา/แล้วพากันพูดถึงยอดศิลปินไมเคิลแองเจโล…" เวลานี้ก็เช่นกัน เสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊กจอแจดังอยู่รอบ ๆ ขณะที่เขากำลังจิบกาแฟอยู่เงียบ ๆ และเริ่มรู้สึกตัวว่ามีบางคนกำลังนั่งวิจารณ์ถึงศีรษะที่ล้านเลี่ยนและท่าทางอิดโรยของเขาอยู่ พวกนั้นค่อนขอดทำนองว่า เขามันบ้อท่า ไร้น้ำยา และหมดไฟไปแล้ว พวกนั้นลงความเห็นกันว่า เขาแก่แล้ว ควรนั่งอยู่บ้าน และเลิกออกมาร่วมงานค๊อกเทลปาร์ตี้ของบรรดาผู้ดีแปดสาแหรกเสียที แต่มันหนักกบาลใครด้วยหรือไง! แฟรงค์นึกถึงคำถามของชายหนุ่มในกวีบทนั้น "แล้วผมทำให้จักรวาลสั่นสะเทือนไปอย่างนั้นหรือ?"

แฟรงค์รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน เขาอยากประกาศให้ก้องห้องบอลรูมนี้ว่า แล้วฉันถึงกับทำให้จักรวาลสั่นสะเทือนไปงั้นหรือ?

ตอนนี้แฟรงค์อายุเฉียดหกสิบ เขายังต้องหาอะไรให้ชีวิตมากกว่านี้อีกหรือ? ไม่ต้องมากมายหรอกกระมัง ขอแค่เป็นคริสตชนที่ดี เป็นผู้ติดตามที่แท้ของพระคริสตเจ้า แค่นั้นก็พอแล้ว แค่นี้จริง ๆ สำหรับแฟรงค์ อังกัส พูดไปใครจะเชื่อ เขาจำได้ดีว่าตอนที่ยังเรียนในวิทยาลัยเขาศรัทธาร้อนรนแค่ไหน พอเรียนจบก็ได้ทำงานวิศวกร แต่งงาน มีลูกสองคน เลี้ยงลูกจนโตและแต่งงานแต่งการเป็นฝั่งเป็นฝาไปหมด ตอนนี้ก็ใกล้จะเกษียณเต็มทน แต่ความรักที่เขามีต่อพระเป็นเจ้าตลอดเวลาที่ผ่านมาล่ะ เป็นยังไง?

เขาพยายามเป็นสามีที่ดีของภรรยา เป็นพ่อที่ดีของลูก ๆ ทำหน้าที่วิศวกรอย่างเต็มที่ ไม่เคยบกพร่องในฐานะพลเมืองดี แล้วไงล่ะ มันก็เหมือนกับที่ชาวบ้านเขาทำกันนั่นแหละ ไม่มีอะไรให้คุยโม้โอ้อวดได้เลย ขอสารภาพตามตรงว่า แต่ก่อนเขาเคยวางก้ามใหญ่โตอยู่เหมือนกัน แม้จะเลิกนิสัยเสียอย่างนั้นไปนานแล้ว พอย้อนกลับไปดูอดีตที่น่าอายนั้นก็ให้รู้สึกช้ำใจ แล้วชีวิตเรานี้จะมีความดีอะไรให้ภูมิใจได้บ้างหนอ? ก็มีเหมือนกันนะ แต่มันช่างน้อยเหลือเกิน เอาไปเปรียบเทียบกับวีรกรรมของบรรดานักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้หรอก แฟรงค์ อังกัสก็แค่สุภาพบุรุษในชุดสูท เป็นคาทอลิกนิสัยดีคนหนึ่ง แต่มีใครเรียกเขาว่าคนศักดิ์สิทธิ์บ้างไหม นี่แหละความผิดพลาดแท้ ๆ เลย แม้เป็นความผิดพลาดที่ถูกยกยอเสียเลิศเลอ แต่อย่างไรมันก็ยังเป็นความผิดพลาดอยู่ดี

แฟรงค์พยายามปกปิดชีวิตที่ไม่ได้ดีเด่อะไรด้วยการทำในสิ่งที่ใคร ๆ อยากให้เขาทำ เพราะมันดูดีและเป็นชิ้นเป็นอันมากทีเดียว: พรุ่งนี้เขาจะไปกรอกใบสมัครเข้าอยู่ในศูนย์ดูแลผู้ป่วยให้เอเวอลีน-ภรรยาคู่ยาก เธอกำลังทรมานด้วยอาการของโรคอัลไซเมอร์ใช่ไหม? เขาใช่ไหมที่ดูแลเธอมาตลอดสามปีที่ผ่านมา? ตอนนี้เอเวอลีนเหลือความนึกคิดและสติปัญญาเทียบเท่าเด็กสองขวบเท่านั้น เธอไม่รับรู้อีกแล้วว่าเขาเป็นใครและกำลังทำอะไร เขาจะยังดูแลเธอด้วยความรักและเสียสละเหมือนเดิมไหม? ดูสิว่าเขาทำอย่างไรกับเธอ? ส่งเธอเข้าศูนย์ดูแลผู้ป่วย! ใคร ๆ ก็บอกให้เขาทำอย่างนี้ ให้คนอื่นดูแลเธอแทนนายเถอะ พวกนั้นเขามืออาชีพทางนี้ เสียเงินนิดหน่อยเพื่อเธอจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ นายจะได้มีเวลาชื่นชมกับชีวิตหลังเกษียณบ้าง นายอาจคิดถึงเธอ ก็ไปเยี่ยมเธอสักเดือนละครั้งก็ได้ (สภาพของเธอจะได้ไม่ทำร้ายความรู้สึกของนายมากนัก เราต้องยอมรับมันนะเพื่อน) นายจะมีเวลาเล่นไพ่กับเพื่อน ๆ บ้าง ทำไมนายจะทำอย่างนั้นไม่ได้? มันเป็นสิทธิ์ของนายแท้ ๆ เลยละ!

ความคิดต่าง ๆ แวบผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง เขานั่งเหม่อลอยอยู่เช่นนั้นจนลืมจิบกาแฟ ทั้งที่จ่อถ้วยกับริมฝีปากแล้ว

คลื่นความคิดลูกใหม่เคลื่อนเข้ามาอีก

ทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาถึงเอาแต่ทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อพระเป็นเจ้าอย่างไร้สติเหมือนคนบ้า เหมือนที่มีร้องในเพลงว่า "ทำแต่สิ่งสวยงามเพื่อพระองค์"? ทำไมเราไม่รู้จักดื้อด้านกับคำแนะนำบ้องตื้นของคนอื่นซะแล้วพาเอเวอลีนกลับมา? ถึงตอนนี้เธอจะเป็นเหมือนเด็กปัญญาอ่อน แล้วทำไมเราดูแลพยาบาลเธอเองเหมือนตอนที่เธอเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราบ้างไม่ได้? บางทีผู้คนอาจบอกว่า เขามันบ้าที่ทิ้งเวลาหลังเกษียณให้หมดไปกับการพยาบาลคนป่วย ทำตัวเป็นเจ้าชายผู้เสียสละไปได้ นายมันโง่แท้ ๆ เขาคงว่ากันอย่างนี้

"แล้วเราถึงกับทำให้จักรวาลสั่นสะเทือนไปงั้นหรือ?" แฟรงค์ถามตัวเอง ในมือยังคลึงถ้วยกาแฟอยู่ไปมา คำถามนี้กระทบใจเขาอย่างแรง ทำไมเขาไม่ให้โอกาสตัวเองเปลี่ยนแปลงชีวิตน่าเบื่อในอดีตซะ โยนคำแนะนำและคำเตือนสั่ว ๆ ที่ยกมาจากนิยายน้ำเน่าพวกนั้นทิ้งไปกับสายลม แล้วทุ่มเทชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้กับพระเยซูเหมือนแมรี่ มักดาเลน ที่ทุ่มไหน้ำมันหอมจนแตกกระจายเพื่อพระองค์แทนที่จะเก็บมันไว้ใช้เอง? ทุ่มเทชีวิตของเขาทั้งหมดเพื่อภรรยาที่กำลังเจ็บหนัก แทนที่จะใช้มันหมดไปอย่างเปล่าเปลืองตามค่านิยมของมนุษย์ทั้งหลาย แฟรงค์รู้ดีว่า ชีวิตคนเราก็เท่านี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามการตัดสินใจของเราเอง

"แล้วเราถึงกับทำให้จักรวาลสั่นสะเทือนไปงั้นหรือ?" เขาถามตัวเองอีกครั้ง เขาพบว่า ถ้วยกาแฟยังคาอยู่ในมือ ไม่มีเหตุผลเลยที่เขาจะถือถ้วยกาแฟคาไว้อย่างนั้นโดยไม่ยกขึ้นซดเสียที เหมือนตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขานั่นแหละ มันอยู่ห่างไกลจากความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงเหมือนถ้วยกาแฟอยู่ไกลจากริมฝีปาก ต่อให้พยายามก้าวกระโดดแค่ไหนก็ไม่เคยไปถึงความศักดิ์สิทธิ์ เหมือนกาแฟที่ไม่เคยผ่านเข้าปากเลย มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาว่าจะยกกาแฟขึ้นซดหรือไม่ ถ้าเขาตัดสินใจไปรับเอเวอลีนกลับมาอยู่บ้าน ความฝันอันเลือนลางที่ต้องการมอบตัวทั้งครบแด่พระเป็นเจ้าคงสำเร็จเสียที

ว่าแล้วเขาก็ยกกาแฟขึ้นซดโฮกใหญ่ วางถ้วยที่บนโต๊ะเบื้องหน้า

เขาลุกขึ้น เดินออกจากห้องโถงที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครม ฝ่าวงล้อมของแขกเหรื่อที่อยากให้เขาออกไปจากที่นั่นเต็มทีแล้ว

"รีบไปไหนครับ สายแล้วใช่ไหมละ?" เพื่อนคนหนึ่งถาม

แฟรงค์ชะงักนิดหนึ่ง ก่อนหันมาตอบพร้อมด้วยรอยยิ้มว่า

"ใช่ ช้าไปหน่อย แต่ยังไม่สายเกินไปหรอก"

 

หน้ารัง

Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002