|
บัญญัติเอก คือ บัญญัติแห่งความรัก สรุปสั้น ๆ คือ
จงรักพระเป็นเจ้า ด้วยสิ้นสุดจิตใจ สุดสติปัญญา
และ
รักเพื่อนมนุษย์ เหมือนรักตัวเอง ( ลก. 10 : 27 )
ความรัก เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตแบบคริสตชน โดยมีพระเยซูเจ้าเป็นแบบอย่างจนมีผู้ขนานนามคริสตศาสนาว่า
เป็นศาสนาแห่งความรักซึ่งเป็นความรักแท้ที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ เป็นน้ำใสใจจริงสามารถพิสูจน์ได้ด้วยกิจการหรือการกระทำมิใช่เป็นเพียงแต่ลมปาก
เราให้บัญญัติใหม่แก่ท่านทั้งหลาย คือจงรักกันไว้เรารักพวกท่านอย่างไร
พวกท่านก็จงรักเราอย่างนั้น ถ้าพวกท่านรักกัน ทุกคนก็จะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา
(ยน.13:34-35)
ความรัก ในรูปแบบคริสตชน มี2 ระดับคือ
1) ระดับแรก คือการใช้ตนเอง เป็นมาตรฐานแห่งความรัก เมื่อเรารักคนเองอย่างไรก็ให้ผู้อื่นอย่างนั้น
ในเมื่อตัวเราเองรู้ร้อนรู้หนาว รู้จักความหิว รู้จักความเจ็บปวด ต้องการให้ผู้อื่นทำดีกับเราผู้อื่นก็มีความรู้สึกทำนองเดียวกับเรา
นั่นคือ ให้เราใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่นที่อยู่รอบข้างเรา ให้เอาอกเขามาใส่อกเราบ้างรู้จักเกรงใจหากทำอะไรไปแล้วเป็นการบกวนผู้อื่น
และต้องรู้จักปรนนิบัติเอาใจใส่ผู้อื่นบ้างแต่ต้องระวังอย่าถึงขั้นไปก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของผู้อื่น
เพราะแต่ละคนก็มีรสนิยมในรายละเอียดปลีกย่อยของการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันออกไป
เราให้ความช่วยเหลือเมื่อเขาเดือดร้อนหรือให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ แต่มิใช่ไปกำหนดบทบาทหรือรูปแบบวิธีการในการดำเนินชีวิตให้แก่เขา
2) ระดับสูงสุด คือ การมีแบบอย่างความรักของพระเจ้าเป็นมาตรฐานแห่งความรักโดยท้าทายให้เรารักเพื่อนมนุษย์ทุกคนแม้แต่ศัตรูและคนที่ไม่น่ารัก
เป็นความรักแบบไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น และเป็นความรักที่ไม่หวังผลตอบแทน
ในกรณีที่ท่านอยากจะรักใครสักคนหนึ่ง แล้วบีบบังคับให้เขาต้องทำอย่างโน้นต้องทำอย่างนี้
สร้างกติกาให้กับเขากำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ มากมาย จริง ๆ แล้วท่านกำลังรักตัวท่านเอง
เพราะต้องการให้เขาตอบสนองในสิ่งที่ท่านอยากให้เขาเป็นอยากให้เขาทำ และเมื่อเขาไม่เป็นไปตามที่ใจท่านอยากจะให้เป็นท่านก็คงจะเลิกรักเขาทันที
แล้วโยนความผิดไปที่ความเชื่อ ความเซ็ง เพราะทัศนะคติไม่ตรงกันหรือยอมรับในข้อบกพร่องของเขาไม่ได้
พระเยซูคริสตเจ้า ทรงยอมพลีชีพเพื่อมวลมนุษยชาติ พระองค์ทรงรักมนุษย์ทุกคนทั้ง
ๆ ที่เป็นคนบาป ดังพระวาจาที่ว่า
พระบิดาทรงรักเราอย่างไร เราก็รักท่านทั้งหลายอย่างนั้น จงยึดมั่นในความรักของเรา
( ยน. 15 : 9 )
พี่น้องครับ ความเป็นอิสระก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความรักเพราะในบรรดาสิ่งสร้างทั้งปวง
พระเจ้าทรงรักมนุษย์มากที่สุดแต่พระเจ้าก็ทรงให้มนุษย์มีอิสระในการเลือกปฏิบัติ
เวลาเราอุ้มนก ถ้ากลัวมันบินหนี ไม่ใช่บีบรัดมันจนแน่นมันจะดิ้นสุดแรงเพื่อที่จะบินหนีเพราะความอึดอัดหายใจไม่ออก
แต่ถ้าเรากำไว้ในมือแบบหลาย ๆ อย่างอ่อนโยน ให้มีช่องว่างสำหรับการขยับตัวบ้างมันจะอยู่กับเราได้นาน
ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมค่อนข้างสูงมาก
ค่านิยมของสังคมแปรเปลี่ยนไปสู่ลัทธิวัตถุนิยมและใช้ความร่ำรวย เป็นตัวชี้วัดคุณค่าของคน
มนุษย์จึงพอใจมราจะแยกตัวเป็นอิสระจากสังคมเพื่อความเป็นเอกเทศแบบตัวใครตัวมันปลีกตัวเสพสุขบนกองเงินกองทองที่แสวงหามาได้
และอยู่ในโลกส่วนตัวของอาณาจักรตนเอง มนุษย์จึงเกาะกลุ่มรวมตัวกันเป็ฯสังคมที่ปราศจากเอกภาพความเป็นหนึ่งเดียวกัน
หรือรวมตัวกันเฉพาะกรณีที่มีประโยชน์ร่วมกัน
สภาพดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก คนในสังคมนั้นขาดความรักต่อกันความรักจะทำหน้าที่เป็นสายใยเชื่อมโยงมนุษย์ให้หันหน้าเข้าหากันด้วยสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพ
สถานการณ์ที่เลวร้ายดังกล่าว ส่งผลให้เกิดเด็กพันธ์ใหม่ที่ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ
แต่เป็นเด็กที่ไม่เข้าใจคุณค่าของชีวิตขี้เหงาชอบมั่วยาเสพติดสำส่อนทางเพศ
เกียจคร้านในทุกเรื่องไม่คิดถึงอนาคตของตัวเอง แสวงหาความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจไปวัน
ๆ หนึ่ง และชอบทำตัวไร้สาระทำให้คลื่นลูกหลังอ่อนแรงกว่าคลื่นลูกแรกวัยรุ่นสมัยก่อนมีหัวคิดรุนแรงทางการเมือง
แต่ปัจจุบันแม้แต่เรื่องของตัวเองก็ไม่ยอมคิด กล่าวคือ ไม่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง
จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมที่พอมีสติคิดได้มารวมกันสร้างพลังแห่งความรักของพระเป็นเจ้า
เพื่อปลูกเร้าสังคมให้ฟื้นคืนสติขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยขจัดความเศร้าใจและความสิ้นหวังด้วยการนำความหวัง
และ ความวางใจในพระองค์มามอบให้ขจัดความบาดหมางด้วยการให้อภัยและคืนดี ขจัดชีวิตที่มืดมนด้วยการให้แสงธรรมแห่งชีวิต
และแล้วกิจการดังกล่าวจะกลายเป็นพยานแห่งรักที่แท้จริง โดยมุ่งเน้นการมอบความรักไปสู่ผู้ด้อยโอกาส
ผู้ยากไร้ คนยากจน ผู้ถูกทอดทิ้ง คนที่ตกของสังคมและผู้ถูกเอาเปรียบในสังคม
ถ้าผู้ใดมีทรัพย์สมบัติของโลกนี้ และพี่น้องของตนมีความขัดสนแต่ยังมีใจแคบต่อเขา
ความรักของพระเจ้าดำรงอยู่ในผู้นั้นได้อย่างไร ลูก ๆ ที่รักทั้งหลาย เราอย่ารักกันแต่ปาก
เพียงด้วยคำพูดเท่านั้น แต่เราจงรักกันด้วยการกระทำ จากการกระทำนี้เราจะทราบว่าเราอยู่ในความจริง
( 1ยน. 3 : 17-19 )
บัญญัติแห่งความรัก ท้าท้ายให้กลุ่มคริสตชนเป็นมโนธรรมแห่งสังคมด้วยความเพียรทนในการเจริญชีวิต
ตามพระวาจาแห่งองค์พระคริสตเจ้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจิตตารมณ์พื้นฐานสำหรับผู้ที่เป็นคริสตชน
คือ การอุทิศตนเพื่อผู้อื่นส่วนหนึ่ง คือ การแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันการเป็นที่ประจักษ์แก่คนในสังคม
ด้วยการกระทำ ก็คือ การประกาศพระวาจาของพระเจ้าโดยปริยาย
การแบ่งปัน จากผู้มี ไปสู่ผู้ไม่มีนั้นเป็นได้ทั้งการหยิบยื่นทรัพย์สมบัติของโลก
ฝ่ายกายที่เป็นวัตถุภายนอกและคุณงามความดีทางด้านจิตใจที่เป็นประสบการณ์ฝ่ายจิต
กำลังใจ และคำภาวนา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเราจะประกาศว่าเราคือคริสตชนแท้
ด้วยการประกอบกิจตามบัญญัติแห่งความรักด้วยความเป็นจริง
|