| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
ก่อนการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 มีเครื่องหมายหลายประการที่บ่งบอกว่าแนวคิดเรื่องศีลอภัยบาปแบบยุคกลางนั้น ไม่เพียงพอเสียแล้วสำหรับสภาพความเป็นจริงของโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะพิจารณาจากแง่ปัจเจกชนหรือสังคม โลกในศตวรรษใหม่ล้วนแต่มีความซับซ้อนเกินที่ทฤษฎีซื่อๆของยุคก่อนจะเข้าถึง อย่างเช่น การแบ่งอย่างชัดเจนในเรื่องบาปหนักบาปเบาโดยยึดจากพระบัญญัติที่ล่วงละเมิดนั้น ดูจะเป็นเรื่องอยุติธรรมไปเลยทีเดียวเมื่อคำนึงถึงความซับซ้อนของเหตุจูงใจและการกระทำของมนุษย์ การรับประทานเนื้อในวันศุกร์หรือขาดมิสซาในวันอาทิตย์ เคยถูกถือว่าเป็นบาปหนัก แต่นักเทววิทยาได้ตั้งคำถามว่าเพียงความประพฤติสามัญแบบนี้ควรส่งผลถึงการรับโทษชั่วนิรันดรเชียวหรือ? ครั้นเมื่อวาติกันหย่อนกฎเรื่องการอดอาหารก่อนรับศีลมหาสนิทและอดเนื้อในวันศุกร์ คริสตชนคาทอลิกก็เกิดความสงสัยเช่นกัน ว่าบาปเป็นแค่การละเมิดกฎเท่านั้นหรือ? เช่นนั้นแล้ว ถ้ากฎเปลี่ยนแปลงไป อะไรที่เคยเป็นบาปก็ไม่เป็นบาปอีกต่อไปหรือไม่? ตราบใดที่ยังเข้าใจว่าบาปเป็นเรื่องที่ขึ้นกับกฎ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะจำแนกว่าความดีก็คือการเชื่อฟังนบนอบกฎ บาปคือการละเมิดกฎ และไฟชำระก็คือการลงโทษผู้ทำบาป แต่นักจิตวิทยาและนักสังคมวิทยาอื่นๆในศตวรรษที่ 20 ที่ได้สำรวจแรงจูงใจของมนุษย์ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เริ่มจะมีการอธิบายจริยธรรมในลักษณะของการตัดสินใจภายในมากกว่าการกระทำภายนอก และแม้แต่นักเทววิทยาเองก็เริ่มจะแนะนำว่าศีลธรรมของคริสตชนนั้นควรจะมีพื้นฐานที่สิ่งอื่น ไม่ใช่เพียงแค่กฎหมายพระศาสนจักรและพระบัญญัติสิบประการ ตัวอย่างเช่น คุณพ่อเบอร์นาร์ด แฮริ่ง กล่าวถึง "กฎของพระคริสต์" ว่าเป็นอุดมคติของจริยธรรมที่ก้าวไปเหนือขอบเขตศีลธรรมที่เพียงยึดตามกฎบัญญัติ การเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่องศีลธรรมตามประเพณี ยังได้รับแรงกระตุ้นเพิ่มจากเทววิทยาด้านพระคัมภีร์ นักพระคัมภีร์ได้ค้นพบว่าเกณฑ์ศีลธรรมพื้นฐานของพระคัมภีร์นั้นไม่ใช่เรื่องบัญญัติ แต่เป็นพันธสัญญา เป็นเวลานานหลายศตวรรษที่คริสตชนได้อ่านพระธรรมเก่าภายใต้อิทธิพลความคิดเรื่องกฎบัญญัติของทางตะวันตก แต่การศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ในเรื่องวัฒนธรรมของตะวันออกกลางและแนวคิดของชาวฮีบรู ได้เผยให้เห็นว่าพื้นฐานของกฎบัญญัติของชาวอิสราเอลเดิมก็คือพันธสัญญาระหว่างพวกเขากับพระยาห์เวห์ พันธสัญญานี้อาจบ่งบอกออกมาในลักษณะ "จงทำ" "จงอย่าทำ" แต่การดำเนินชีวิตตามบัญญัติเหล่านี้โดยพื้นฐานก็คือการดำเนินชีวิตตามข้อตกลงระหว่างบุคคล ไม่ใช่การนบนอบกฎ ดังนั้น การทำผิดบัญญัติ ก่อนอื่น ก็คือการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไม่ใช่แค่การไม่เชื่อฟังกฎ การค้นพบดังกล่าวนี้เปิดทางให้นักเทววิทยาคาทอลิกสร้างแนวคิดใหม่ในเรื่องศีลธรรม และในปลายทศวรรษที่ 60 ความอยุติธรรมในสังคมก็เริ่มเป็นที่ตระหนักมากขึ้น มโนธรรมของคาทอลิกทั่วไปเริ่มถูกรบกวน เมื่อพบเห็นว่าคนผิวดำได้ถูกจำกัดสิทธิทางสังคมมานานนับศตวรรษ และมีคนเป็นล้านๆที่ต้องดำเนินชีวิตอย่างยากจนค่นแค้น และสงครามกลางเมืองทำให้ผู้คนถูกฆ่าตายตามมุมต่างๆทั่วโลก แล้วชาวคาทอลิก ซึ่งยึดถือศีลธรรมขึ้นอยู่แค่กฎของพระศาสนจักรและพระบัญญัติสิบประการ จะกล่าวเช่นไรกับเรื่องที่กว้างกว่าเช่นนี้? การเข้าไปแก้บาปส่วนตัวของตนมีความสัมพันธ์อะไรกันหรือไม่กับบาปของสังคม อันเป็นบาปที่ไม่มีใครจะสารภาพว่าเป็นบาปที่ตนได้กระทำ ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่ทุกคนโดยส่วนรวมต้องรับผิดชอบร่วมกัน ศีลอภัยบาปจะชะล้างความผิดของความอยุติธรรมของสังคมได้หรือไม่? คาทอลิกที่รับรู้ปัญหาเหล่านี้เริ่มจะเกิดความสับสนว่าอะไรเป็นบาป อะไรไม่เป็นบาป การเน้นแต่เรื่องบาปส่วนตัวโดยละเลยบาปทางสังคม เช่น เผด็จการ การเบียดเบียนคนจน การแข่งขันสร้างอาวุธ สร้างคำถามมากขึ้นทุกที แต่เรื่องที่ดูจะทำให้คาทอลิกตั้งคำถามถึงลักษณะและความจำเป็นของศีลอภัยบาปมากที่สุดนั้น กลับไม่ใช่เรื่องทั่วไป แต่เป็นเรื่องที่เป็นส่วนตัวมาก นั่นคือเรื่องการคุมกำเนิด ตามประเพณี เทววิทยาคาทอลิกถือว่าการให้กำเนิดบุตรก็คือจุดมุ่งหมายแรกของการแต่งงาน การกระทำใดๆที่ป้องกันการให้กำเนิด ยกเว้นจากจังหวะเวลาของการมีเพศสัมพันธ์อันถือว่าเป็นวิธีตามธรรมชาติแล้ว ต่างก็เป็นบาปทั้งสิ้น แล้วในปี ค.ศ. 1960 เทคโนโลยีด้านการแพทย์ก็ได้ค้นพบยาคุมกำเนิด ซึ่งในไม่ช้าก็ใช้กันแพร่หลายทั่วไป แล้วขณะที่นักเทววิทยาคาทอลิกกำลังพิจารณากันถึงศีลธรรมในการใช้ยานี้ ทางวาติกันก็ได้ประกาศออกมาว่าเป็นวิธีการที่ "ผิดธรรมชาติ" ดังนั้น จึงเป็นบาป เหล่าสตรีที่ใช้ยานี้ด้วยเหตุผลที่พวกเธอคิดว่าเหมาะสม รู้สึกอยากจะพูดถึงเรื่องนี้ในที่แก้บาป แต่พระสงฆ์ที่ฟังแก้บาปกลับเห็นว่าไม่มีอะไรจะต้องถกกันอีก ถ้าอยากจะได้รับการอภัยบาป พวกเธอจะต้องเลิกทำบาปนี้ อย่างไรก็ตาม มีคู่สมรสคาทอลิกจำนวนมากที่มองไม่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นบาปได้อย่างไร บางคนที่สนใจเรื่อประชากรที่กำลังจะล้นโลก กลับถือว่าเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ ความเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องอื่นๆ ของนักเทววิทยากับผู้อยู่ในตำแหน่งสูงของพระฐานานุกรม ซึ่งยึดในแนวคิดตามประเพณีและยึดความถูกต้องในการทำตามกฎของพระ ( Divine law) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องศีลธรรมทางเพศ ยิ่งเพิ่มความสับสนให้กับคาทอลิกทั่วไปยิ่งขึ้น ดังนั้น ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปีสั้นๆ ระบบศีลอภัยบาปตามแนวประเพณีเดิมก็แทบจะสลายลง โดยเฉพาะในหมู่ผู้มีการศึกษาในอเมริกาและยุโรป ศีลอภัยบาปกลายเป็นเรื่องไม่มีความหมาย หลายคนไม่ถือว่าเป็นศีลด้วยซ้ำ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักเทววิทยาคาดการณ์ว่าในอนาคตศีลอภัยบาปจะต้องไม่เหมือนกับที่เป็นมาในอดีต ขณะนี้บรรดาพระสังฆราชในประเทศในโลกที่ 3 ก็หันมาเน้นเรื่องกลุ่ม เรื่องสังคมส่วนรวมกันมากขึ้น ดังนั้น ศีลแห่งการเสียใจและกลับใจในพระศาสนจักรจึงกำลังอยู่ในสภาพเปลี่ยนแปลง เรายังเรียกเป็นทางการว่าศีลอภัยบาป แต่ชื่อนี้ไม่ได้มีความหมายแบบในยุคกลางที่เน้นเรื่องบาปส่วนตัว ในทางเทววิทยา ศีลนี้แสดงออกถึงความเมตตา การให้อภัย การกลับใจ และการเป็นทุกข์เสียใจ ในแง่พิธีกรรม ศีลนี้แสดงให้เห็นถึงอุดมคติแห่งการให้อภัย การยอมรับการให้อภัยและความเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยทางภาษาและท่าทางที่ใช้ในพิธี อนาคตจึงไม่ได้มืดมัว แต่มีความหวัง พระสังฆราชและพระสงฆ์ได้พยายามใช้เสรีภาพที่ตนได้รับในพิธีศีลอภัยบาปใหม่ โดยเปลี่ยนให้มีผลเหมาะสมมากยิ่งขึ้นในสถานการณ์ท้องถิ่น และนักเทววิทยาก็กำลังพูดถึงศีลอภัยบาป ไม่ใช่เน้นเพียงแง่ของการยกบาปให้หลุดเท่านั้น แต่ในแง่ของการกลับใจและกลับคืนดีอีกครั้ง พวกเขาเตือนว่าพระเยซูเจ้าก็คือศีลศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาจิตใจผู้มาหาพระองค์ และกลุ่มคริสตชนยุคแรกก็เป็นเครื่องหมายอันมีชีวิตชีวาถึงการให้อภัยต่อการถูกเบียดเบียน ถึงความรักเยี่ยงพี่น้องต่อโลก และถึงความเอาใจใส่ต่อความเป็นอยู่ของคนอื่น |
8 กันยายน 2000
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000