พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวง ที่พระองค์ทรงสร้างไว้
ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่หก (ปฐก 1:31)
สิ่งสร้างทั้งปวงประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต
สิ่งสร้างเหล่านั้นมีเป้าหมายเฉพาะของตัวเอง มีหน้าที่ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
และทุกสิ่งต่างก็ให้ประโยชน์เกื้อกูลชึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่ความสมบูรณ์ของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสงบสุข
โดยเป็นไปตามกระบวนการทางระบบนิเวศวิทยา
ฝ่ายสัตว์ทั้งหลายบนแผ่นดิน...ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีลมปราณนั้น
เราให้พืชเขียวสดทั้งปวงเป็นอาหาร (ปฐก 1:30) สิ่งสร้างที่มีชีวิต
มีการสืบพันธุ์หรือการขยายพันธุ์ นั่นคือ การมีจุดเริ่มต้นและการมีเป้าหมายที่ถูกกำหนดขึ้นด้วยกลไกทางธรรมชาติ
เช่น ม้ามีไว้ขี่ วัวควายมีไว้ทำไร่ไถนา อูฐเป็นพาหนะในถิ่นทุรกันดาร แมลงทำหน้าที่ผสมเกสรดอกไม้เพื่อให้พืชนั้นเกิดผล
เป็นต้น แรงขับที่เป็นพลังซ่อนเร้นอยู่ภายในอย่างลึกลับ และเป็นไปโดยอัตโนมัติซึ่งอยู่เหนือการควบคุมจากภายนอก
เช่น การที่เมล็ดพืชเติบโตเป็นลำต้น กิ่งก้านใบ การหยั่งราก การผลิดอกออกผล
เมล็ดนั้นมาจากผลไม้ชนิดใด ก็จะให้เป้าหมายสุดท้ายของมันเป็นผลไม้ที่มีชนิดและประเภทเดียวกันกับผลไม้ที่เมล็ดนั้นเคยฝังตัวอยู่
เมล็ดองุ่นย่อมให้ต้นองุ่น ดอกองุ่น และผลองุ่น แรงขับภายในดังกล่าวถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระบวนการของสิ่งมีชีวิตบรรลุสู่เป้าหมาย
สิ่งมีชีวิตอันเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้า
จึงเจริญชีวิตไปตามรูปแบบ กระบวนการและเป้าหมาย โดยอาศัยแรงขับที่เป็นพลังภายในตัวของมันเอง
ส่วนผลผลิตที่เกิดจากการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกิดขึ้นจากกลไกและกระบวนการอันเป็นผลมาจากพลังภายนอกที่ก่อร่างสร้างตัว
(FORM) ให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นมา หรืออาจเป็นการผสมผสานระหว่างแรงขับภายในและพลังภายนอกที่มนุษย์เติมใส่ให้
เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เกิดเป้าหมายตามที่มนุษย์ต้องการ ในสถานการณ์เช่นนี้มนุษย์จึงสรุปและให้ความสำคัญกับตนเองว่า
คือ ผู้สร้าง โดยอาศัยบทบาทที่ตนมีต่อสิ่งนั้น เช่น การโคลนนิ่ง การปลูกถ่ายพันธุกรรม
การใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร เพื่อทำให้ลักษณะทางกายภาพ หรือรูปทรงของ
ผลไม้เปลี่ยนไปจากเดิม
การรักษาผู้ป่วยโดยอาศัยวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ หรือความเจริญทางวัตถุต่างๆ
ที่ทำให้มนุษย์เจริญชีวิตอย่างสุขสบาย เช่น ระบบโทรคมนาคม การขนส่ง ที่อยู่อาศัยและเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ
ที่ต้องอาศัยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบทางคอมพิวเตอร์เข้าช่วย เป็นต้น มนุษย์จึงเข้ามามีบทบาทในการปรับเปลี่ยนเป้าหมายไปจากเดิม
หรือกำหนดเป้าหมายขึ้นมาใหม่
พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์
ตรัสแก่เขาว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน"
(ปฐก 1:28)
พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามภาพลักษณ์ของพระองค์ ดังนั้นมนุษย์จึงมีธรรมชาติของการเป็นผู้สร้างเหมือนกับพระธรรมชาติของพระองค์
มนุษย์มีพลังงานมหาศาลซ่อนอยู่ในตัว (Potential Energy) กล่าวคือมนุษย์มีศักยภาพในการเป็นผู้สร้าง
เช่นเดียวกับพระเจ้า ดังนั้นมนุษย์จึงเป็นเครื่องมือของพระเจ้า ในการสืบสานงานสร้างของพระองค์
สิ่งสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์จึงเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้าด้วย แต่ด้วยมนุษย์มีน้ำใจอิสระ
เป้าหมายของสิ่งสร้างนั้นจึงคลาด-เคลื่อนไปจากสิ่งที่มันควรจะเป็น มนุษย์บิดเบือนบทบาทโดยใช้ศักยภาพที่มีอยู่สร้างพลังผลักดันให้เกิดสิ่งต่างๆ
ตามอำเภอใจของตนเอง
ดังที่ได้กล่าว สิ่งต่างๆ ล้วนมีเป้าหมายของมันเอง
ที่ถูกกำหนดขึ้นด้วยคุณค่า หรือคุณลักษณะเฉพาะ เพื่อให้มนุษย์ได้รับประโยชน์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
หรือสามารถสรุปสั้นๆ ได้ว่า เกิดมาเพื่ออะไร มีประโยชน์อย่างไร ต่อใคร ด้วยบทบาทอะไร
ในขณะเดียวกันมนุษย์เองก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการถวายสรรเสริญต่อพระสิริมงคลของพระเจ้าด้วยการรับใช้พระองค์
โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การที่วิญญาณได้รับความรอดพ้น ดังนั้นมนุษย์จึงควรใช้สรรพสิ่งทั้งมวลเพื่อการเป็นเครื่องมืออำนวยประโยชน์ต่อการบรรลุเป้าหมายของตนเอง
มิใช่มาหยุดลงตรงที่กำหนดให้ทรัพย์สิ่งของทั้งหลายเป็นเพียงเป้าหมายที่มนุษย์แสวงหาและไขว่ขว้า
เพราะมันเป็นเพียงเครื่องมือในการทำความดี มิใช่เป็น เป้าหมายในการทำความดี
การที่มนุษย์ก้าวไปสู่โลกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มนุษย์ก็กำลังก้าวไปสู่ความครบครันของพระเจ้า เพราะการที่มนุษย์ใช้สติปัญญาคิดค้น
นั่นคือการค้นพบความจริงของสากลจักรวาลที่มีมาแต่นิรันดร์ และมนุษย์ค่อยๆ
สืบเสาะและค้นพบมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
เพียงแต่มนุษย์สับสนในเป้าหมายเพราะมนุษย์ไม่ได้สนใจในน้ำพระทัยพระเจ้า แต่ใช้น้ำใจของตนเองเป็นศูนย์กลางและตัดสินในการจัดระบบสรรพสิ่งทั้งมวลตามรูปแบบที่ตนเองต้องการ
ด้วยการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการของแรงขับภายใน มนุษย์ใช้ประโยชน์จากกระแสไฟฟ้า
แต่น้อยคนนักที่รู้จักต้นกำเนิด หรือบ่อเกิดของกระแสไฟฟ้า และบางครั้งก็นำพลังงานนั้นมาใช้ในทางที่ผิด
ทำนองเดียวกันมนุษย์รู้จักพลังอำนาจของพระเจ้า แต่มนุษย์กลับไม่รู้ว่าพระเจ้าคือเจ้าของพลังอำนาจนั้น
และพยายามบิดเบือนกระบวนการของการใช้พลังอำนาจนั้นไปในทางที่ผิดเป้าหมายอันเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า
ซึ่งอาจนำมาซึ่งผลร้ายหรือเกิดความเสียหายที่มนุษย์เองก็ คาดคิดไม่ถึง
|