ควา่มจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ (ยน.8:32)
คอลัมน์ประจำ:
หน้ารัง | ทักทายกะนายช่าง | คุยกันก่อน | มุมสนทนา | มุมบันเทิง | ป.ล.โมลิ่ง | บทความ | บทกวี | คำสอนคาทอลิก | มุมภาวนา | เสริมศรัทธา | ติดต่อเรา

บทความ เรื่องสั้น เรื่องแปล

สงครามครูเสด ตอนที่ 2
จิรกรณฑ์ เสวตรวิทย์ และ
พ่อซีมอน, C.Ss.R.


สงครามครูเสด

Conquest by Crusade : Age of Faith, Ann Fremantle เขียน
จิรกรณฑ์ เสวตรวิทย์ และ พ่อซีมอน, C.Ss.R. แปล/เรียบเรียง

นักรบครูเสดชาวนา

ผู้รณรงค์ประกาศชวนเชื่อเรื่องสงครามครูเสดสามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกศรัทธาแท้จริงได้ ความศรัทธานี้เริ่มมาจากการปฏิรูปศาสนจักรในศตวรรษก่อน ประชาชนจำนวนมากได้ก้าวออกจากสภาพแวดล้อมชีวิตที่คุ้นเคย และเดินทางแสวงบุญไกลๆ ไปยังสุสานของนักบุญเปโตรในโรม สุสานนักบุญยากอบในคอมพอสเทลา และนักบุญมาระโกในเวนิส หลายคนได้เดินทางต่อไปยังแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์

ผสานกับความร้อนรนในการแสวงบุญ การประกาศชวนเชื่อได้เร้าใจชาวคริสต์ตะวันตกถึงจุดเร่าร้อนสุดๆ ขณะที่คนในเมืองและพวกชนชั้นสูงกำลังวางแผนที่จะส่งกองทหารเป็นทางการ ประชาชนธรรมดาก็ลุกฮือขึ้นด้วยตนเอง มีบุคคลแปลกประหลาดผู้หนึ่งที่เป็นต้นเหตุของนักรบครูเสดชาวบ้าน คือ ปีเตอร์ ฤาษีแห่งอาเมียง (Amiens) เขาเหมาะจะอยู่ในกลุ่มพวกประกาศกสมัยเก่า ผมของเขายุ่งเป็นกระเซิง ตากรอกไปมา และพูดได้คล่องแคล่ว ผู้คนตามตลาดนิ่งฟังเขาเหมือนถูกสะกดจิต พวกเขาเชื่อว่าปีเตอร์ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา

ปีเตอร์นับเป็นเลิศในฐานะผู้จุดไฟ บรรดาชาวไร่ชาวนาทั่วทั้งฝรั่งเศสและไรน์แลนด์ ทิ้งคราดไถออกรวมตัวกัน ในไม่ช้ากลุ่มชาวนาฝรั่งเศส 2 กอง และเยอรมัน 3 กอง ก็เริ่มหลั่งไหลไปยังหุบเขาดานูบ กองทัพชาวนานี้อาจนับได้ถึง 50,000 คนรวมทั้งคนในครอบครัวของพวกเขาทั้งหมด พวกเด็กเล็กๆ ในกลุ่มจะถามอย่างซื่อๆ เมื่อเดินทางไปถึงเมืองแต่ละเมืองว่า ใช่กรุงเยรูซาเล็มหรือเปล่า

ในหมู่ชาวเยอรมัน ความฝังใจที่จะฆ่าคนนอกศาสนาทุกคนได้เกิดขึ้นก่อนที่ขบวนจะออกจากแผ่นดินของพวกเขาด้วยซ้ำ พวกยิวแห่งสเปเออร์ (Speyer) เมนซ์ (Mainz) วอร์ม (Worms) และเมืองอื่นๆ เป็นเป้าหมายที่รอพร้อมอยู่แล้ว อาร์คบิชอปแห่งโคโลนจ์ (Cologne)ให้ที่ลี้ภัยแก่ชาวยิวนับพันๆ ในทำเนียบของท่าน แต่พวกนักรบครูเสดชาวนาก็ใช้ขวานพังประตูเข้าไปและสังหารคนจำนวนมาก ไกลออกไปทางตะวันออก นักรบครูเสดชาวนาอีกกลุ่มมุ่งสายตาที่โกรธแค้นไปยังคลังเก็บข้าวสาลีที่บุลกาเรีย และพวกเขาตัดสินใจว่าชาวบุลกาเรียก็เป็นคนเลวร้ายด้วย ทว่า หลังจากต้องทนถูกสังหารหมู่และปล้นสดมภ์ พวกบุลกาเรียก็โจมตีกลับ พวกเขาเข่นฆ่า พวกมาจากตะวันตกเหล่านี้ขณะที่นอนหลับอยู่ข้างแคมป์ไฟ และทำให้บ่อน้ำทั้งหลายไม่สามารถดื่มได้ด้วยการโยนซากแกะเน่าลงไป

ความเจ็บป่วยและความอ่อนเพลียยังเพิ่มความสูญเสียแก่นักรบครูเสดชาวนาด้วย ในที่สุด ก็เหลือเพียงคนกลุ่มเล็กน้อยที่มาถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิลในปลายฤดูร้อนปี 1096 จักรพรรดิอาเล็กซีอุสพินิจพิจารณาผู้รอดชีวิตที่หิวโหยเหล่านี้ แล้วจัดการส่งพวกเขาลงเรือข้ามไปยังเอเชียไมเนอร์ ที่นั่น พวกเติร์กได้ห้ำหั่นพวกเขาลงทั้งหมด

สงครามครูเสดครั้งที่หนึ่ง

ขณะที่สงครามครูเสดของพวกชาวบ้านจบลงอย่างน่าเศร้า สงครามครูเสดครั้งแรกของเจ้าผู้ครองนครทั้งหลายจบลงด้วยชัยชนะ ตอนต้นปี 1097 กำลังทหาร 4 กองทัพ ได้มาบรรจบกันที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลโดยทางภาคพื้นดินและทางเรือ ในจำนวนนี้มีทั้งชาวฝรั่งเศส โปรวังซาล เฟลมิงก์ เยอรมัน ซิซีเลียน และที่น่าเกรงขามที่สุดก็คือพวกนอร์มัน พวกเขาเป็นนักสัญจรและนักต่อสู้โดยสัญชาตญาณ พวกนอร์มันที่สืบเชื้อสายของชาวนอร์เวย์โบราณเหล่านี้ ภายใต้การนำของกษัตริย์วิลเลียมผู้พิชิต ได้ปราบอังกฤษเมื่อ 30 ปีก่อน และเมื่อไม่นานก็ขับไล่พวกซาราเซ็นออกจากซิซีลี ในตอนสิ้นปี 1097 กองทัพครูเสดได้ยึดเอเชียไมเนอร์กลับมาให้จักรพรรดิอา-เล็กซีอุส และพวกเขาได้โจมตีต่อไปทางใต้เพื่อชัยชนะของพวกเขาเอง พวกเขาพิชิตได้เมืองใหญ่ๆ ของเอเดสซา ในอาร์เมเนีย อันทีโอค และทริโพลีในซีเรีย แล้วในวันที่ 15 กรกฎาคม 1099 ภายหลังการล้อมตีอยู่ห้าสัปดาห์ กองทัพครูเสดก็บรรลุถึงชัยชนะขั้นสุดท้ายคือกรุงเยรูซาเล็ม มีการรบสู้อย่างดุเดือด ถนนสายต่างๆ แดงฉานไปด้วยเลือด นักรบครูเสดได้ชิงเอาเมืองนี้จากพวกเติร์กสำเร็จ ล่วงถึงตอนกลางคืน ขณะที่เนื้อตัวยังอาบเลือดศัตรู นักรบครูเสดพนมมือและคุกเข่าภาวนาที่สุสานอันเคยวางพระวรกายของพระคริสต์ พวกเขา สะอื้นไห้ด้วยความปีติเหลือล้นŽ

นับแต่นั้นมา นามนักรบครูเสดก็ได้ให้มโนภาพที่น่ายกย่องชื่นชม เรื่องความกล้าหาญของพวกเขาไม่เป็นที่กังขา ชื่อผู้นำพวกเขาเป็นตำนานเล่าขานไปทั่ว อาทิ เจ้าชายชาวนอร์แมน โบเฮมอนด์ (Bohemond) และแทนเครด (Tancred) ก๊อดฟรีแห่งบุยยอง (Godfrey of Bouillon) และพี่ชายของพระองค์ บอลด์วินแห่งบูโลนย์ (Baldwin of Boulogne) เรย์มอนแห่งตูลูส (Raymond of Toulouse)

แต่ก็มีความเป็นจริงซึ่งอาจทำให้ภาพสวยงามของนักรบครูเสดดูด้อยลง คือความอุ้ยอ้ายของนักรบในเสื้อเกราะที่ขี่คร่อมบนหลังม้า มือกำด้ามดาบหรือหอกเตรียมพร้อม อัศวินโดยเฉลี่ยสูงประมาณห้าฟุตสามนิ้ว ม้าของเขาเป็นต้นกำเนิดของม้าลากรถเพอเชอรอนสมัยใหม่ ท่าทางไม่องอาจนัก เสื้อเกราะที่เป็นแผ่นเหล็กแข็งยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งหลังสงครามครูเสด พวกนักรบครูเสดสวมเสื้อคลุมหนังสัตว์หรือผ้าลินิน ซึ่งมีวงแหวนเหล็กเล็กๆ เย็บติดไว้จำนวนมากเป็นเกราะป้องกันแทน

นอกสนามรบ ความประพฤติของพวกครูเสดไม่ใช่แบบอย่างที่ควรยึดถือ พลเมืองของกรุงคอนสแตนติโนเปิลรังเกียจนิสัยโง่ทึ่มของพวกเขา พวกนักรบครูเสดเหล่านี้แม้จะเป็นชาวเมือง แต่พวกเขาก็ต้องตื่นตะลึงไปกับเมืองคอนสแตนติโนเปิลอันอลังการ ในเวลานั้น ปารีส ลอนดอนและโรม มีสภาพที่เหนือกว่าตลาดใหญ่ๆ เพียงเล็กน้อย ส่วนคอนสแตนติโนเปิลมีถนนปูเรียบทั่วเมือง ยามค่ำคืนก็สว่างไสว มีร้านค้าอยู่เรียงราย มีสวนสาธารณะ โรงละคร มีสนามม้าหนึ่งแห่ง มีคฤหาสถ์ของเศรษฐี อาคารอยู่อาศัยของคนงาน โบสถ์ฮาเคีย โซเฟีย (Hagia Sophia) ที่งดงามจนไม่อาจเปรียบเทียบได้ และพระราชวังของจักรพรรดิ ซึ่งเพียบพร้อมด้วยหินอ่อน หินขัด เพชร พลอย ผ้าทอหรูหรา ความมั่งคั่งของคอนสแตนติโนเปิลเป็นสิ่งล่อใจอย่างยิ่ง และพวกครูเสด ก็ไม่ระงับใจที่จะปล้นและขโมย แอนนา คอมเนนา (Anna Comnena) พระธิดาของจักรพรรดิ ตราหน้าผู้มาสู่เมืองของเธอว่าเป็นพวกผมสีทองที่โหดเหี้ยม และ หิวเงินเสมอ

พระบิดาของเจ้าหญิงไม่พอใจเช่นเดียวกัน พระองค์รู้สึกถึงอันตรายของพวกอนารยชนร่วม 50,000 คนที่มาถึงเมืองของพระองค์ พระองค์บังคับให้พวกผู้นำของพวกเขาปฏิญาณตนจงรักภักดีและปฏิญาณที่จะให้พระองค์เป็นผู้ครอบครองดินแดนที่พวกเขาอาจยึดได้ แต่ในไม่ช้า จักรพรรดิอาเล็กซีอุสก็กระทำสิ่งซึ่งพวกครูเสดถือว่าเป็นการทรยศ ในการล้อมรบที่เมืองนิเชอา พวกเติร์กกำลังจะยอมแพ้ แต่พระจักรพรรดิอาเล็กซีอุสได้ตกลงอย่างลับๆ กับศัตรูให้ยุติการสู้รบ จากนั้น พระองค์ก็สั่งให้กองทัพครูเสดเคลื่อนทัพต่อไป จริงๆ แล้ว ความคิดเรื่องสงครามศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งแปลกประหลาดในความคิดของพวกไบเซนไทน์ เมื่อพวกครูเสดสำนึกถึงความจริงเช่นนี้ พวกเขาก็รู้สึกเป็นอิสระที่จะดำเนินการตามจุดมุ่งหมายที่ฝังใจพวกเขาที่สุด นั่นคือ สร้างอาณาจักรของพวกเขาเองในตะวันออก

การพิชิตกรุงเยรูซาเล็มเป็นความสำเร็จสูงสุดของภารกิจนี้ ในวันคริสต์มาส ปี 1100 อาณาจักรลาตินแห่งเยรูซาเล็มก็บังเกิดขึ้น รัฐคริสตชนอื่นอีกสามรัฐได้ถูกจัดตั้ง คือ มณฑลเอเดสซา (Edessa) อาณาเขตเจ้าผู้ครองนครอันทีโอค (Antioch) และมณฑลทริโพลิ (Tripoli) ทั้งสี่แห่งได้ประสานเป็นแนวปราการปกป้องเมืองท่าต่างๆ ตามชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ในยุโรป รัฐเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันว่า อูเตรอแมร์ (Outremer) ดินแดน โพ้นทะเล

นับจากนั้นเกือบ 200 ปี อูเตรอแมร์เป็นฐานที่มั่นคงทางตะวันออกของชาวคริสต์ตะวันตก บรรดาเมืองท่าเรือต่างๆ ของอิตาลี คือ เวนิส เจนัว และพีซา ถูกใช้เป็นเส้นทางที่จัดหาเสบียงและลำเลียงทหารใหม่ ในอูเตรอแมร์เอง ค่ายทหารได้รับการป้องกันโดยคณะนักบวชใหม่สองคณะ คือ อัศวินฮอสปีทัลเลอร์ (Knights Hospitaller) และ อัศวินเท็มพลาร์ (Knights Templar ซึ่งเรียกชื่อตามพระวิหารของ กษัตริย์โซโลมอน ในกรุงเยรูซาเล็ม) มีพวกขุนนางหนุ่มเป็นจำนวนมากในคณะนักบวชนี้ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งนักรบและนักบวช พวกเขาขึ้นตรงต่อพระสันตะปาปา พวกเขาสามารถกระทำการใดๆ ข้ามศีรษะพวกผู้นำของอูเตรอแมร์ได้ บางครั้ง พวกเขาถึงกับกระทั่งทำสนธิสัญญากับพวกมุสลิมด้วย

อูเตรอแมร์ได้สร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อความคิดของยุโรปโดยผ่านทางบุคคลที่มาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนั้น สิ่งแรกที่ผู้มาอยู่ใหม่ได้สัมผัส คือความรู้สึกว่าพวกเขาไม่ชอบพวกไบเซนไทน์ และพวกนั้นก็ไม่ชอบพวกเขาเช่นเดียวกัน ประการต่อมาคือ พวกเขากลับชอบชาวมุสลิมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พวกเขาใช้ชีวิตเคียงข้างกันฉันมิตรอยู่บ่อยๆ

ความประพฤติของพวกมุสลิมได้เปิดตาชาวคริสต์ตะวันตก เช่นเดียวกับวิถีการดำเนินชีวิตที่ดีของพวกเขา และแม้กระทั่งการพักอาศัยอยู่ในที่ที่มีแสงแดดเจิดจ้า ก็ทำให้ชาวตะวันตกผู้มาจากสังคมที่มีบ้านเรือนแง้มหน้าต่าง นิดหน่อยกันอากาศหนาวเย็น เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ไม่ค่อยซักและไม่ได้อาบน้ำบ่อย รู้สึกท่วมท้นด้วยความยินดี

ในบรรดาสิ่งของพื้นเมืองที่ชาวคริสต์ตะวันตกอ้าแขนรับอย่างรวดเร็วด้วยความพึงพอใจ คือ พรมเปอร์เซีย ม่านที่ปักดิ้นเงินดิ้นทอง เครื่องเรือนที่ประดับด้วยหอยมุก และหน้าต่างกว้างใหญ่ที่มองเห็นสวนดอกไม้และทะเลสีน้ำเงิน และยังมีมากกว่านั้น พวกเขามีน้ำที่ไหลรินจากท่อ ท่อระบายน้ำเสียสมัยโรมันก็ยังคงใช้ได้ บริการทางแพทย์ที่ยอดเยี่ยม เครื่องยาที่ทำจากแยมดอกกุหลาบและครีมเครื่องเทศ ก็น่าพึงพอใจมากกว่าไขมันของแมวและทากเคี่ยวที่ใช้กันในตะวันตก

สงครามครูเสดครั้งที่สอง (1147-1148)

ฟัลเชอร์แห่งชาร์ต (Fulcher of Chartres) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ ได้สรุปสภาพการณ์ว่า ผู้ที่เป็นชาวโรมันหรือฝรั่งเศสได้กลายเป็นชาวกาลิลีหรือปาเลสไตน์... พวกเราได้ลืมถิ่นกำเนิดของเราแล้ว การตัดขาดจากอดีตนี้แจ้งชัดจนกระทั่งเมื่อเกิดสงครามครูเสดครั้งที่สองในปี 1147 และนักรบครูเสดล้มเหลว ก็มีการกล่าวโทษว่าเกิดจากการสนองตอบที่เย็นชาของอูเตรอแมร์ สงครามครูเสดครั้งใหม่เกิดขึ้นจากความพ่ายแพ้ของเอเดสซา ฐานรักษาการณ์ทางเหนือของอูเตรอแมร์ เซ็งกี (Zengi) หัวหน้าชาวมุสลิมจากโมซูล (Mosul) ผู้มีกองทัพเข้มแข็ง มุ่งหมายที่จะรวบรวมดินแดนชาวมุสลิมในพื้นที่ชายฝั่งทะเล พวกอูเตรอแมร์ไม่รู้ร้อนรู้หนาวนักต่อการคุกคามนี้ แต่คริสตชนในตะวันตกกลับลุกฮือขึ้นเพราะเกรงกลัวว่าชาวมุสลิมจะรุกรานต่อไป

สงครามครูเสดครั้งที่ 2 มีกษัตริย์สอง พระองค์เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ คือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศส และพระเจ้าคอนราด ที่ 3 แห่งเยอรมัน ผู้มีบทบาทสำคัญในการปลุกระดมผู้คนให้ร่วม ในกองทัพครูเสด คือ นักบุญเบอร์นาร์ดแห่งแคลร์โว (Bernard of Clairvaux) ซึ่งเป็นบุคคลฝ่ายศาสนาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเวลานั้น นักบุญเบอร์นาร์ด กระทำการคล้ายดั่งพระสันตะปาปาอูร์บันที่ 2 ในสงครามครูเสด ครั้งแรก ท่านเป็นฤาษีคณะซีสเทอร์เซียน ซึ่งถือเคร่งครัดมาก คณะนี้ก่อตั้งขึ้นด้วยผลสืบเนื่องจากการปฏิรูปพระศาสนจักร แม้ว่าท่าน จะสละโลก แต่ความปรีชา-ฉลาดของท่านและความพยายามไม่ลดละในการปกป้องความถูกต้องเที่ยงแท้ของศาสนา ได้ทำให้ท่านเป็นที่ปรึกษาของพระสันตะปาปาและบรรดากษัตริย์ เมื่อท่านจับจ้องสายตาสีน้ำเงินแวววาว ไปที่กษัตริย์คอนราด และพูดถึงวันพิพากษาอันน่าพรั่นพรึง ซึ่งรอคอยผู้ที่เพิกเฉยต่อการแบกกางเขน จักรพรรดิแห่งเยอรมนีก็ไม่มีทางเลือก นักบุญเบอร์นาร์ดไม่สงวนถ้อยคำ แม้รู้ว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนักรบครูเสดเป็นขโมย ฆาตกรหรือพวกตลบแตลง ท่านก็ยังชื่นชมต่อการจากไปของพวกเขา ยุโรปมีความยินดีที่พวกเขาจากไป และปาเลสไตน์ยินดีที่ได้รับพวกเขา พวกเขามีประโยชน์ทั้งสองทาง ทั้งในการไม่อยู่ที่นี่และการไปอยู่ที่โน่น

แต่สงครามครูเสดครั้งที่ 2 ก็ไม่บรรลุผลอะไรเลย กองทัพครูเสดไม่ได้แม้แต่พยายามที่จะยึดเอเดสซากลับมา และภายหลังจากเวลาสองปีที่ไร้ประโยชน์ สงครามครูเสดก็สลายตัว เหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปตะวันออก พวกครูเสดชาวอังกฤษและเฟลมิชได้แยกออกนอกทางเพื่อยึดลิสบอนคืนจากพวกมัวร์ ส่วนพวกครูเสดแซ็กซั่นและเดนมาร์กแยกออกไปอ้อมผ่านเทือกเขาเอลป์เพื่อปราบพวกชาวเว็นต์ ถ้อยแถลงของพระสันตะปาปาที่ว่าการรบสู้เหล่านี้ถือเป็นสงคราม ครูเสดด้วย ทำให้คริสตชนงงงวยและผิดหวัง พวกเขาคิดว่า การทำสงครามครูเสดคือการปลดปล่อยกรุงเยรูซาเล็มเท่านั้น

สาเหตุอีกประการหนึ่งเป็นเรื่องเงินทอง สันตะสำนักมีค่าใช้จ่ายสำหรับพันธกิจต่างๆ เช่น การจัดหาผู้แทนทางการทูตไป ประจำในดินแดนคริสต์ในตะวันออก ดังนั้น พระศาสนจักรจึงเริ่มขายพระคุณการุณย์ (indulgence) ซึ่งจะผ่อนผันหรือยกเลิกการรับโทษของวิญญาณในไฟชำระ ในตอนแรก พวกครูเสดซื้อหรือรับเอาการผ่อนผันนี้สำหรับคนในครอบครัวและเพื่อนที่ล่วง-ลับไปแล้ว ต่อมา การจ่ายเงินนี้ก็ซื้อสิทธิ์ไม่ต้องไปรบในสงครามครูเสด จึงมีคนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อให้คนอื่นไปรบแทนตัวเอง หรือให้เงินตามที่กำหนดแก่พระศาสนจักร ซึ่งจะหาคนมาทำหน้าที่แทน

การปฏิบัติเช่นนี้ที่แพร่หลายไปทั่วได้ทำให้ผู้คนเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องสงครามครูเสดอย่างมาก ประชาชนเริ่มเห็นว่าสงครามครูเสดเป็นเรื่องน่ารำคาญที่แทรกเข้ามาในชีวิต หรือเป็นเรื่องอันตรายเกินไป และพวกเขามีเหตุผลดีทีเดียว เพราะความเสียหายก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ


สงครามครูเสดครั้งที่สาม (1189-1193)


ภายหลังการล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าของบรรดากษัตริย์ในปี 1149 ก็มีสงครามครูเสดที่สำคัญๆ อีก 6 ครั้ง และขนาดเล็กๆ อีกหลายครั้ง แต่ความสำเร็จและเจตนารมณ์ของสงครามครูเสดอย่างครั้งแรกไม่เกิดขึ้นอีกเลย สงครามครูเสดครั้งที่ 3 ทำได้ใกล้เคียงที่สุดก็เพียงปลุกเร้าอารมณ์ของประชาชน ในปี 1187 ผู้นำพวกซาราเซ็นคนใหม่ ซาราดิน (Saladin) ผู้เลื่องชื่อในความกล้าหาญ ได้ยึดกรุงเยรูซาเล็มโดยประกาศเป็น จิฮัด (jihad สงครามศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม) การตอบโต้ครูเสดนี้เขย่ายุโรปจนถึงราก และทำให้ผู้นำที่เข้มแข็งที่สุด 3 คน คือ พระเจ้าเฟรเดริค บาร์บารอสซ่า (Frederick Barbarossa แห่งเยอรมนี) ฟีลิป โอกุสตุส(Philip Augustus) แห่งฝรั่งเศส และริชาร์ด ใจสิงห์ (Richard the Lion-heart) แห่งอังกฤษ ออกเดินทางสู่เยรูซาเล็ม แต่พวกพระองค์ไม่บรรลุผลอะไร พระเจ้าเฟรเดริคจมน้ำตายในสายน้ำภูเขาอันเยือกเย็นในเอเชียไมเนอร์ พระเจ้าฟีลิปกลับบ้าน ส่วนพระเจ้าริชาร์ด ในไม่ช้า ก็ได้ทำข้อตกลงกับซาลาดิน ซึ่งทำให้อาณาจักรลาตินลดลงเหลือเพียงพื้นที่ชายฝั่งจากไทระถึงจัฟฟา

บางที สิ่งที่ถูกจดจำได้ดีที่สุดเกี่ยวกับสงครามครูเสดครั้งนี้ คือความสง่างามที่พระเจ้าริชาร์ดและซาลาดินแสดงออกต่อกันท่ามกลางการรบที่โหดร้าย ซึ่งซาลาดินดูจะเหนือกว่า เช่น ในการสู้รบที่จัฟฟา เมื่อทราบว่าม้าของพระเจ้าริชาร์ดถูกฆ่าตาย ซาลาดินก็ส่งคนนำม้าใหม่สองตัวมาให้ทันที ซาลาดินยังยอมให้ชาวคริสต์ในกรุงเยรูซาเล็มออกไปจากเมืองพร้อมทรัพย์สินของพวกเขาได้ และเขาอนุญาตให้ชาวคริสต์มาเยี่ยมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายต่อไปอย่างเสรี ถ้าพวกเขามาโดยไม่มีอาวุธ

สงครามครูเสดครั้งที่สี่ (1201-1204)


สงครามครูเสดทั้งหลายที่ต่อจากครั้งที่ 3 ไม่เป็นที่ยอมรับเพิ่มมากขึ้น พระสันตะปาปาอินโนเซ็นท์ ที่ 3 พยายามเทศน์ประกาศสนับสนุนสงครามครูเสดครั้งที่ 4 กระนั้น นักรบครูเสดก็ไปไม่ถึงแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ผู้ปกครองเล่ห์กระเท่ของเมืองเวนีสได้หันเหให้ไปสู่จุดมุ่งหมายทางการค้าแทน ชาวเวนีสและพวกครูเสดร่วมมือกันยึดซาราในคาลเมเซีย เมืองท่าที่เป็นคู่แข่งซึ่งมีประชาชนเป็นชาวคริสต์ทั้งหมด ต่อจากนั้น พวกเขาก็ไปล้อมและปล้นสดมภ์กรุงคอนสแตนติโนเปิลในปี 1204 ดังนั้น ความผูกพันอะไรที่อาจยังคงมีอยู่ระหว่างชาวคริสต์ตะวันออกและตะวันตก บัดนี้ ถูกทำลายสิ้น พระสันตะปาปาเองก็เสียหน้าเพราะไม่สามารถควบคุมการกระทำที่เลวทรามนี้ได้

สงครามครูเสดของพวกเด็ก

แปดปีต่อมา ในปี 1212 ได้เกิดการรณรงค์เข้าสู่สงครามครูเสดของเด็กๆ 2 ครั้ง เด็กชาวนาชาวฝรั่งเศสอายุ 12 ปีคนหนึ่ง ชื่อ สตีเฟินแห่งคลอย (Stephen of Cloyes) ยืนยันว่าพระคริสตเจ้าทรงปรากฏองค์แก่เขาในขณะที่เขากำลังเฝ้าแกะ พระองค์ทรงสั่งเขาให้จัดเตรียมเด็กๆไปรบสงครามครูเสดที่กรุงเยรูซาเล็ม พวกผู้ใหญ่ได้ยินแล้วพากันหัวเราะ แต่มีวัยรุ่นชาวฝรั่งเศสประมาณ 30,000 ทำตามการเรียกร้องของสตีเฟิน พวกเขาเดินทางผ่านเข้าไปในมณฑลมาร์ซัยย์ (Marseilles) ที่นั่น พวกเข้าคาดหวังว่าพระเป็นเจ้าจะทรงกระทำดังที่เคยทำกับโมเสส คือจะแยกน้ำออกเพื่อให้พวกเขาเดินข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์โดยรองเท้าไม่เปียก แต่พวกผู้ค้าทาสได้หลอกลวงเด็กเหล่านี้ให้ขึ้นเรือและขายพวกเขาให้แก่พวกซาราเซ็นในอาฟริกาเหนือและอียิปต์ นักรบครูเสดเด็กๆ ชาวเยอรมัน 20,000 กว่าคนในปีเดียวกันก็ไปไม่ไกลกว่าอิตาลี บางคนตุหรัดตุเหร่กลับบ้านและถูกบังคับใช้แรงงานโดยพวกชาวนาที่ได้เคยเยาะเย้ยการออกเดินทางของพวกเขา เด็กหญิงบางคนจบลงในซ่องโสเภณีเมืองโรม

สงครามครูเสดอื่นๆ

ในปี 1229 สงครามครูเสดที่ประหลาดที่สุดได้เกิดขึ้น นั่นคือ เป็นสงครามครูเสดที่ไม่มีเลือดตกยางออกเพราะตกลงกันได้ทางการทูต ทั้งนี้โดยความสามารถของจักรพรรดิเฟรเดริค ที่ 2 (Frederick II) แห่งเยอรมนี กษัตริย์ผู้ซึ่งในขณะนั้นถูกพระสันตะปาปาประกาศขับออกจากศาสนา จักรพรรดิเฟรเดริคเป็นพระนัดดาของจักรพรรดิบาร์บารอสซา พระองค์เป็นคนพิเศษโดดเด่นในยุคของพระองค์ในทุกๆ ด้าน พระองค์ได้รับการศึกษาอย่างดีเลิศ พระองค์พูดได้ 6 ภาษา รวมทั้งภาษาอาหรับ พระองค์ได้รับการขนานนามว่า สตูปอร์ มุนดี (stupor mundi) อัศจรรย์ของโลก พระองค์ถูกกล่าวหาว่ามีความสงสัยในข้อความเชื่อทางศาสนจักร การเย้ยหยันอำนาจของพระสัน-ตะปาปาอยู่บ่อยๆของพระองค์ เป็นสิ่งบอกเหตุล่วงหน้าถึงการเป็นผู้นำรัฐชนิดใหม่ที่มีความเป็นอิสระ จักรพรรดิเฟรเดริกเชื่อเรื่องการเจรจา เมื่อกองทัพของพระองค์มาถึงดินแดนตะวันออก พระองค์ได้เยี่ยมเยียนสุลต่านแห่งอียิปต์ฉันมิตร และดังนั้น โดยปราศจากการสู้รบแม้แต่ครั้งเดียว พระองค์ก็ได้กรุงเยรูซาเล็ม เบ็ธเลเฮมและนาซาเร็ธ กลับมาโดยการทำสนธิสัญญา

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของจักรพรรดิเฟรเดริคสำหรับอาณาจักรชาวคริสต์ก็มีอายุสั้น พวกซาราเซ็นยึดกรุงเยรูซาเล็มกลับไปในปี 1244 สงครามครูเสด 2 ครั้งต่อมาโดยกษัตริย์นักบุญหลุยส์ ที่ 9 (Louis IX) แห่งฝรั่งเศส จบลงด้วยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ด้วยโรคบิด ในปี 1291 กำลังของอิสลามยึดอาเคอ (Acre) ปราการสุดท้ายของชาวคริสต์ในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ และนั่นเป็นการสิ้นสุดอย่างสิ้นเชิงของสงครามครูเสด

น้อยคนในยุโรปเศร้าเสียใจกับการจบลงของสงครามครูเสด ผลดีของการติดต่อสัมพันธ์กับอารยธรรมอิสลามและไบเซนไทน์เห็นได้เด่นชัดในทุกแห่ง ชาวเวนีสดัดแปลงเทคนิคการทำแก้วของไทระ คนในหมู่บ้านชาวฝรั่งเศสเลี้ยงหนอนไหมและทอผ้าไหมที่วาวเป็นมันตามแบบอย่างของพวกตะวันออก ชาวไร่ปลูกต้นพลัมจากดามัสคัสและต้นอ้อยจากทริโปลี อบเชย กานพลู ลูกจันทน์เทศให้เครื่องชูรสแก่การปรุงอาหารของชาวยุโรป พวกสตรีใช้กระจกเงาแทนแผ่นโลหะขัด พวกผู้ชายพึงพอใจกับการอบไอน้ำ

แต่มีการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานที่สำคัญกว่า ตระกูลศักดินาพบว่ารายได้และสถานภาพของพวกตนลดลง เพราะใช้เงินสนับสนุนการไปรบสงครามครูเสด พวกเขาจำเป็นต้องขายสิทธิ์เมืองและให้อิสรภาพแก่พวกทาส เมืองต่างๆ ขยายใหญ่โตและมีเสรีชนใหม่ๆ อ้างสิทธิ์ของตน เศรษฐกิจไม่ได้วางอยู่บนการแลกเปลี่ยนและบริการ แต่อยู่ที่เงิน พ่อค้าแข่งขันกับขุนนางในเรื่องศักดิ์ฐานะ พวกมีอาชีพค้าขายและช่างฝีมือเจริญรุ่งเรือง โครงสร้างของสังคมสมัยกลางอยู่ในภาวะกดดัน แบบแผนของชีวิตเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ สงครามครูเสดถูกลืม ตะวันตกหันมาหมกมุ่นกับการผจญภัยใหม่ในดินแดนของตนเอง


 

หน้ารัง

แนะนำบทความหรือส่งบทความของท่านมาได้ที่ webmaster@issara.com

3 August, 2005

copyright@issara.com. 2005 Product by issara™