สงครามครูเสด
Conquest by Crusade : Age of Faith, Ann Fremantle
เขียน
จิรกรณฑ์ เสวตรวิทย์ และ พ่อซีมอน, C.Ss.R. แปล/เรียบเรียง
นักรบครูเสดชาวนา
ผู้รณรงค์ประกาศชวนเชื่อเรื่องสงครามครูเสดสามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกศรัทธาแท้จริงได้
ความศรัทธานี้เริ่มมาจากการปฏิรูปศาสนจักรในศตวรรษก่อน ประชาชนจำนวนมากได้ก้าวออกจากสภาพแวดล้อมชีวิตที่คุ้นเคย
และเดินทางแสวงบุญไกลๆ ไปยังสุสานของนักบุญเปโตรในโรม สุสานนักบุญยากอบในคอมพอสเทลา
และนักบุญมาระโกในเวนิส หลายคนได้เดินทางต่อไปยังแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์
ผสานกับความร้อนรนในการแสวงบุญ การประกาศชวนเชื่อได้เร้าใจชาวคริสต์ตะวันตกถึงจุดเร่าร้อนสุดๆ
ขณะที่คนในเมืองและพวกชนชั้นสูงกำลังวางแผนที่จะส่งกองทหารเป็นทางการ ประชาชนธรรมดาก็ลุกฮือขึ้นด้วยตนเอง
มีบุคคลแปลกประหลาดผู้หนึ่งที่เป็นต้นเหตุของนักรบครูเสดชาวบ้าน คือ ปีเตอร์
ฤาษีแห่งอาเมียง (Amiens) เขาเหมาะจะอยู่ในกลุ่มพวกประกาศกสมัยเก่า ผมของเขายุ่งเป็นกระเซิง
ตากรอกไปมา และพูดได้คล่องแคล่ว ผู้คนตามตลาดนิ่งฟังเขาเหมือนถูกสะกดจิต
พวกเขาเชื่อว่าปีเตอร์ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา
ปีเตอร์นับเป็นเลิศในฐานะผู้จุดไฟ บรรดาชาวไร่ชาวนาทั่วทั้งฝรั่งเศสและไรน์แลนด์
ทิ้งคราดไถออกรวมตัวกัน ในไม่ช้ากลุ่มชาวนาฝรั่งเศส 2 กอง และเยอรมัน 3 กอง
ก็เริ่มหลั่งไหลไปยังหุบเขาดานูบ กองทัพชาวนานี้อาจนับได้ถึง 50,000 คนรวมทั้งคนในครอบครัวของพวกเขาทั้งหมด
พวกเด็กเล็กๆ ในกลุ่มจะถามอย่างซื่อๆ เมื่อเดินทางไปถึงเมืองแต่ละเมืองว่า
ใช่กรุงเยรูซาเล็มหรือเปล่า
ในหมู่ชาวเยอรมัน ความฝังใจที่จะฆ่าคนนอกศาสนาทุกคนได้เกิดขึ้นก่อนที่ขบวนจะออกจากแผ่นดินของพวกเขาด้วยซ้ำ
พวกยิวแห่งสเปเออร์ (Speyer) เมนซ์ (Mainz) วอร์ม (Worms) และเมืองอื่นๆ
เป็นเป้าหมายที่รอพร้อมอยู่แล้ว อาร์คบิชอปแห่งโคโลนจ์ (Cologne)ให้ที่ลี้ภัยแก่ชาวยิวนับพันๆ
ในทำเนียบของท่าน แต่พวกนักรบครูเสดชาวนาก็ใช้ขวานพังประตูเข้าไปและสังหารคนจำนวนมาก
ไกลออกไปทางตะวันออก นักรบครูเสดชาวนาอีกกลุ่มมุ่งสายตาที่โกรธแค้นไปยังคลังเก็บข้าวสาลีที่บุลกาเรีย
และพวกเขาตัดสินใจว่าชาวบุลกาเรียก็เป็นคนเลวร้ายด้วย ทว่า หลังจากต้องทนถูกสังหารหมู่และปล้นสดมภ์
พวกบุลกาเรียก็โจมตีกลับ พวกเขาเข่นฆ่า พวกมาจากตะวันตกเหล่านี้ขณะที่นอนหลับอยู่ข้างแคมป์ไฟ
และทำให้บ่อน้ำทั้งหลายไม่สามารถดื่มได้ด้วยการโยนซากแกะเน่าลงไป
ความเจ็บป่วยและความอ่อนเพลียยังเพิ่มความสูญเสียแก่นักรบครูเสดชาวนาด้วย
ในที่สุด ก็เหลือเพียงคนกลุ่มเล็กน้อยที่มาถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิลในปลายฤดูร้อนปี
1096 จักรพรรดิอาเล็กซีอุสพินิจพิจารณาผู้รอดชีวิตที่หิวโหยเหล่านี้ แล้วจัดการส่งพวกเขาลงเรือข้ามไปยังเอเชียไมเนอร์
ที่นั่น พวกเติร์กได้ห้ำหั่นพวกเขาลงทั้งหมด
สงครามครูเสดครั้งที่หนึ่ง
ขณะที่สงครามครูเสดของพวกชาวบ้านจบลงอย่างน่าเศร้า สงครามครูเสดครั้งแรกของเจ้าผู้ครองนครทั้งหลายจบลงด้วยชัยชนะ
ตอนต้นปี 1097 กำลังทหาร 4 กองทัพ ได้มาบรรจบกันที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลโดยทางภาคพื้นดินและทางเรือ
ในจำนวนนี้มีทั้งชาวฝรั่งเศส โปรวังซาล เฟลมิงก์ เยอรมัน ซิซีเลียน และที่น่าเกรงขามที่สุดก็คือพวกนอร์มัน
พวกเขาเป็นนักสัญจรและนักต่อสู้โดยสัญชาตญาณ พวกนอร์มันที่สืบเชื้อสายของชาวนอร์เวย์โบราณเหล่านี้
ภายใต้การนำของกษัตริย์วิลเลียมผู้พิชิต ได้ปราบอังกฤษเมื่อ 30 ปีก่อน และเมื่อไม่นานก็ขับไล่พวกซาราเซ็นออกจากซิซีลี
ในตอนสิ้นปี 1097 กองทัพครูเสดได้ยึดเอเชียไมเนอร์กลับมาให้จักรพรรดิอา-เล็กซีอุส
และพวกเขาได้โจมตีต่อไปทางใต้เพื่อชัยชนะของพวกเขาเอง พวกเขาพิชิตได้เมืองใหญ่ๆ
ของเอเดสซา ในอาร์เมเนีย อันทีโอค และทริโพลีในซีเรีย แล้วในวันที่ 15 กรกฎาคม
1099 ภายหลังการล้อมตีอยู่ห้าสัปดาห์ กองทัพครูเสดก็บรรลุถึงชัยชนะขั้นสุดท้ายคือกรุงเยรูซาเล็ม
มีการรบสู้อย่างดุเดือด ถนนสายต่างๆ แดงฉานไปด้วยเลือด นักรบครูเสดได้ชิงเอาเมืองนี้จากพวกเติร์กสำเร็จ
ล่วงถึงตอนกลางคืน ขณะที่เนื้อตัวยังอาบเลือดศัตรู นักรบครูเสดพนมมือและคุกเข่าภาวนาที่สุสานอันเคยวางพระวรกายของพระคริสต์
พวกเขา สะอื้นไห้ด้วยความปีติเหลือล้น
นับแต่นั้นมา นามนักรบครูเสดก็ได้ให้มโนภาพที่น่ายกย่องชื่นชม เรื่องความกล้าหาญของพวกเขาไม่เป็นที่กังขา
ชื่อผู้นำพวกเขาเป็นตำนานเล่าขานไปทั่ว อาทิ เจ้าชายชาวนอร์แมน โบเฮมอนด์
(Bohemond) และแทนเครด (Tancred) ก๊อดฟรีแห่งบุยยอง (Godfrey of Bouillon)
และพี่ชายของพระองค์ บอลด์วินแห่งบูโลนย์ (Baldwin of Boulogne) เรย์มอนแห่งตูลูส
(Raymond of Toulouse)
แต่ก็มีความเป็นจริงซึ่งอาจทำให้ภาพสวยงามของนักรบครูเสดดูด้อยลง คือความอุ้ยอ้ายของนักรบในเสื้อเกราะที่ขี่คร่อมบนหลังม้า
มือกำด้ามดาบหรือหอกเตรียมพร้อม อัศวินโดยเฉลี่ยสูงประมาณห้าฟุตสามนิ้ว ม้าของเขาเป็นต้นกำเนิดของม้าลากรถเพอเชอรอนสมัยใหม่
ท่าทางไม่องอาจนัก เสื้อเกราะที่เป็นแผ่นเหล็กแข็งยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งหลังสงครามครูเสด
พวกนักรบครูเสดสวมเสื้อคลุมหนังสัตว์หรือผ้าลินิน ซึ่งมีวงแหวนเหล็กเล็กๆ
เย็บติดไว้จำนวนมากเป็นเกราะป้องกันแทน
นอกสนามรบ ความประพฤติของพวกครูเสดไม่ใช่แบบอย่างที่ควรยึดถือ พลเมืองของกรุงคอนสแตนติโนเปิลรังเกียจนิสัยโง่ทึ่มของพวกเขา
พวกนักรบครูเสดเหล่านี้แม้จะเป็นชาวเมือง แต่พวกเขาก็ต้องตื่นตะลึงไปกับเมืองคอนสแตนติโนเปิลอันอลังการ
ในเวลานั้น ปารีส ลอนดอนและโรม มีสภาพที่เหนือกว่าตลาดใหญ่ๆ เพียงเล็กน้อย
ส่วนคอนสแตนติโนเปิลมีถนนปูเรียบทั่วเมือง ยามค่ำคืนก็สว่างไสว มีร้านค้าอยู่เรียงราย
มีสวนสาธารณะ โรงละคร มีสนามม้าหนึ่งแห่ง มีคฤหาสถ์ของเศรษฐี อาคารอยู่อาศัยของคนงาน
โบสถ์ฮาเคีย โซเฟีย (Hagia Sophia) ที่งดงามจนไม่อาจเปรียบเทียบได้ และพระราชวังของจักรพรรดิ
ซึ่งเพียบพร้อมด้วยหินอ่อน หินขัด เพชร พลอย ผ้าทอหรูหรา ความมั่งคั่งของคอนสแตนติโนเปิลเป็นสิ่งล่อใจอย่างยิ่ง
และพวกครูเสด ก็ไม่ระงับใจที่จะปล้นและขโมย แอนนา คอมเนนา (Anna Comnena)
พระธิดาของจักรพรรดิ ตราหน้าผู้มาสู่เมืองของเธอว่าเป็นพวกผมสีทองที่โหดเหี้ยม
และ หิวเงินเสมอ
พระบิดาของเจ้าหญิงไม่พอใจเช่นเดียวกัน พระองค์รู้สึกถึงอันตรายของพวกอนารยชนร่วม
50,000 คนที่มาถึงเมืองของพระองค์ พระองค์บังคับให้พวกผู้นำของพวกเขาปฏิญาณตนจงรักภักดีและปฏิญาณที่จะให้พระองค์เป็นผู้ครอบครองดินแดนที่พวกเขาอาจยึดได้
แต่ในไม่ช้า จักรพรรดิอาเล็กซีอุสก็กระทำสิ่งซึ่งพวกครูเสดถือว่าเป็นการทรยศ
ในการล้อมรบที่เมืองนิเชอา พวกเติร์กกำลังจะยอมแพ้ แต่พระจักรพรรดิอาเล็กซีอุสได้ตกลงอย่างลับๆ
กับศัตรูให้ยุติการสู้รบ จากนั้น พระองค์ก็สั่งให้กองทัพครูเสดเคลื่อนทัพต่อไป
จริงๆ แล้ว ความคิดเรื่องสงครามศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งแปลกประหลาดในความคิดของพวกไบเซนไทน์
เมื่อพวกครูเสดสำนึกถึงความจริงเช่นนี้ พวกเขาก็รู้สึกเป็นอิสระที่จะดำเนินการตามจุดมุ่งหมายที่ฝังใจพวกเขาที่สุด
นั่นคือ สร้างอาณาจักรของพวกเขาเองในตะวันออก
การพิชิตกรุงเยรูซาเล็มเป็นความสำเร็จสูงสุดของภารกิจนี้ ในวันคริสต์มาส
ปี 1100 อาณาจักรลาตินแห่งเยรูซาเล็มก็บังเกิดขึ้น รัฐคริสตชนอื่นอีกสามรัฐได้ถูกจัดตั้ง
คือ มณฑลเอเดสซา (Edessa) อาณาเขตเจ้าผู้ครองนครอันทีโอค (Antioch) และมณฑลทริโพลิ
(Tripoli) ทั้งสี่แห่งได้ประสานเป็นแนวปราการปกป้องเมืองท่าต่างๆ ตามชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก
ในยุโรป รัฐเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันว่า อูเตรอแมร์ (Outremer) ดินแดน โพ้นทะเล
นับจากนั้นเกือบ 200 ปี อูเตรอแมร์เป็นฐานที่มั่นคงทางตะวันออกของชาวคริสต์ตะวันตก
บรรดาเมืองท่าเรือต่างๆ ของอิตาลี คือ เวนิส เจนัว และพีซา ถูกใช้เป็นเส้นทางที่จัดหาเสบียงและลำเลียงทหารใหม่
ในอูเตรอแมร์เอง ค่ายทหารได้รับการป้องกันโดยคณะนักบวชใหม่สองคณะ คือ อัศวินฮอสปีทัลเลอร์
(Knights Hospitaller) และ อัศวินเท็มพลาร์ (Knights Templar ซึ่งเรียกชื่อตามพระวิหารของ
กษัตริย์โซโลมอน ในกรุงเยรูซาเล็ม) มีพวกขุนนางหนุ่มเป็นจำนวนมากในคณะนักบวชนี้ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งนักรบและนักบวช
พวกเขาขึ้นตรงต่อพระสันตะปาปา พวกเขาสามารถกระทำการใดๆ ข้ามศีรษะพวกผู้นำของอูเตรอแมร์ได้
บางครั้ง พวกเขาถึงกับกระทั่งทำสนธิสัญญากับพวกมุสลิมด้วย
อูเตรอแมร์ได้สร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อความคิดของยุโรปโดยผ่านทางบุคคลที่มาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนั้น
สิ่งแรกที่ผู้มาอยู่ใหม่ได้สัมผัส คือความรู้สึกว่าพวกเขาไม่ชอบพวกไบเซนไทน์
และพวกนั้นก็ไม่ชอบพวกเขาเช่นเดียวกัน ประการต่อมาคือ พวกเขากลับชอบชาวมุสลิมอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พวกเขาใช้ชีวิตเคียงข้างกันฉันมิตรอยู่บ่อยๆ
ความประพฤติของพวกมุสลิมได้เปิดตาชาวคริสต์ตะวันตก เช่นเดียวกับวิถีการดำเนินชีวิตที่ดีของพวกเขา
และแม้กระทั่งการพักอาศัยอยู่ในที่ที่มีแสงแดดเจิดจ้า ก็ทำให้ชาวตะวันตกผู้มาจากสังคมที่มีบ้านเรือนแง้มหน้าต่าง
นิดหน่อยกันอากาศหนาวเย็น เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ไม่ค่อยซักและไม่ได้อาบน้ำบ่อย
รู้สึกท่วมท้นด้วยความยินดี
ในบรรดาสิ่งของพื้นเมืองที่ชาวคริสต์ตะวันตกอ้าแขนรับอย่างรวดเร็วด้วยความพึงพอใจ
คือ พรมเปอร์เซีย ม่านที่ปักดิ้นเงินดิ้นทอง เครื่องเรือนที่ประดับด้วยหอยมุก
และหน้าต่างกว้างใหญ่ที่มองเห็นสวนดอกไม้และทะเลสีน้ำเงิน และยังมีมากกว่านั้น
พวกเขามีน้ำที่ไหลรินจากท่อ ท่อระบายน้ำเสียสมัยโรมันก็ยังคงใช้ได้ บริการทางแพทย์ที่ยอดเยี่ยม
เครื่องยาที่ทำจากแยมดอกกุหลาบและครีมเครื่องเทศ ก็น่าพึงพอใจมากกว่าไขมันของแมวและทากเคี่ยวที่ใช้กันในตะวันตก
สงครามครูเสดครั้งที่สอง (1147-1148)
ฟัลเชอร์แห่งชาร์ต (Fulcher of Chartres) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ ได้สรุปสภาพการณ์ว่า
ผู้ที่เป็นชาวโรมันหรือฝรั่งเศสได้กลายเป็นชาวกาลิลีหรือปาเลสไตน์... พวกเราได้ลืมถิ่นกำเนิดของเราแล้ว
การตัดขาดจากอดีตนี้แจ้งชัดจนกระทั่งเมื่อเกิดสงครามครูเสดครั้งที่สองในปี
1147 และนักรบครูเสดล้มเหลว ก็มีการกล่าวโทษว่าเกิดจากการสนองตอบที่เย็นชาของอูเตรอแมร์
สงครามครูเสดครั้งใหม่เกิดขึ้นจากความพ่ายแพ้ของเอเดสซา ฐานรักษาการณ์ทางเหนือของอูเตรอแมร์
เซ็งกี (Zengi) หัวหน้าชาวมุสลิมจากโมซูล (Mosul) ผู้มีกองทัพเข้มแข็ง มุ่งหมายที่จะรวบรวมดินแดนชาวมุสลิมในพื้นที่ชายฝั่งทะเล
พวกอูเตรอแมร์ไม่รู้ร้อนรู้หนาวนักต่อการคุกคามนี้ แต่คริสตชนในตะวันตกกลับลุกฮือขึ้นเพราะเกรงกลัวว่าชาวมุสลิมจะรุกรานต่อไป
สงครามครูเสดครั้งที่ 2 มีกษัตริย์สอง พระองค์เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ คือ
พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศส และพระเจ้าคอนราด ที่ 3 แห่งเยอรมัน ผู้มีบทบาทสำคัญในการปลุกระดมผู้คนให้ร่วม
ในกองทัพครูเสด คือ นักบุญเบอร์นาร์ดแห่งแคลร์โว (Bernard of Clairvaux)
ซึ่งเป็นบุคคลฝ่ายศาสนาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเวลานั้น นักบุญเบอร์นาร์ด
กระทำการคล้ายดั่งพระสันตะปาปาอูร์บันที่ 2 ในสงครามครูเสด ครั้งแรก ท่านเป็นฤาษีคณะซีสเทอร์เซียน
ซึ่งถือเคร่งครัดมาก คณะนี้ก่อตั้งขึ้นด้วยผลสืบเนื่องจากการปฏิรูปพระศาสนจักร
แม้ว่าท่าน จะสละโลก แต่ความปรีชา-ฉลาดของท่านและความพยายามไม่ลดละในการปกป้องความถูกต้องเที่ยงแท้ของศาสนา
ได้ทำให้ท่านเป็นที่ปรึกษาของพระสันตะปาปาและบรรดากษัตริย์ เมื่อท่านจับจ้องสายตาสีน้ำเงินแวววาว
ไปที่กษัตริย์คอนราด และพูดถึงวันพิพากษาอันน่าพรั่นพรึง ซึ่งรอคอยผู้ที่เพิกเฉยต่อการแบกกางเขน
จักรพรรดิแห่งเยอรมนีก็ไม่มีทางเลือก นักบุญเบอร์นาร์ดไม่สงวนถ้อยคำ แม้รู้ว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนักรบครูเสดเป็นขโมย
ฆาตกรหรือพวกตลบแตลง ท่านก็ยังชื่นชมต่อการจากไปของพวกเขา ยุโรปมีความยินดีที่พวกเขาจากไป
และปาเลสไตน์ยินดีที่ได้รับพวกเขา พวกเขามีประโยชน์ทั้งสองทาง ทั้งในการไม่อยู่ที่นี่และการไปอยู่ที่โน่น
แต่สงครามครูเสดครั้งที่ 2 ก็ไม่บรรลุผลอะไรเลย กองทัพครูเสดไม่ได้แม้แต่พยายามที่จะยึดเอเดสซากลับมา
และภายหลังจากเวลาสองปีที่ไร้ประโยชน์ สงครามครูเสดก็สลายตัว เหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปตะวันออก
พวกครูเสดชาวอังกฤษและเฟลมิชได้แยกออกนอกทางเพื่อยึดลิสบอนคืนจากพวกมัวร์
ส่วนพวกครูเสดแซ็กซั่นและเดนมาร์กแยกออกไปอ้อมผ่านเทือกเขาเอลป์เพื่อปราบพวกชาวเว็นต์
ถ้อยแถลงของพระสันตะปาปาที่ว่าการรบสู้เหล่านี้ถือเป็นสงคราม ครูเสดด้วย
ทำให้คริสตชนงงงวยและผิดหวัง พวกเขาคิดว่า การทำสงครามครูเสดคือการปลดปล่อยกรุงเยรูซาเล็มเท่านั้น
สาเหตุอีกประการหนึ่งเป็นเรื่องเงินทอง สันตะสำนักมีค่าใช้จ่ายสำหรับพันธกิจต่างๆ
เช่น การจัดหาผู้แทนทางการทูตไป ประจำในดินแดนคริสต์ในตะวันออก ดังนั้น พระศาสนจักรจึงเริ่มขายพระคุณการุณย์
(indulgence) ซึ่งจะผ่อนผันหรือยกเลิกการรับโทษของวิญญาณในไฟชำระ ในตอนแรก
พวกครูเสดซื้อหรือรับเอาการผ่อนผันนี้สำหรับคนในครอบครัวและเพื่อนที่ล่วง-ลับไปแล้ว
ต่อมา การจ่ายเงินนี้ก็ซื้อสิทธิ์ไม่ต้องไปรบในสงครามครูเสด จึงมีคนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อให้คนอื่นไปรบแทนตัวเอง
หรือให้เงินตามที่กำหนดแก่พระศาสนจักร ซึ่งจะหาคนมาทำหน้าที่แทน
การปฏิบัติเช่นนี้ที่แพร่หลายไปทั่วได้ทำให้ผู้คนเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องสงครามครูเสดอย่างมาก
ประชาชนเริ่มเห็นว่าสงครามครูเสดเป็นเรื่องน่ารำคาญที่แทรกเข้ามาในชีวิต
หรือเป็นเรื่องอันตรายเกินไป และพวกเขามีเหตุผลดีทีเดียว เพราะความเสียหายก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
สงครามครูเสดครั้งที่สาม (1189-1193)
ภายหลังการล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าของบรรดากษัตริย์ในปี 1149 ก็มีสงครามครูเสดที่สำคัญๆ
อีก 6 ครั้ง และขนาดเล็กๆ อีกหลายครั้ง แต่ความสำเร็จและเจตนารมณ์ของสงครามครูเสดอย่างครั้งแรกไม่เกิดขึ้นอีกเลย
สงครามครูเสดครั้งที่ 3 ทำได้ใกล้เคียงที่สุดก็เพียงปลุกเร้าอารมณ์ของประชาชน
ในปี 1187 ผู้นำพวกซาราเซ็นคนใหม่ ซาราดิน (Saladin) ผู้เลื่องชื่อในความกล้าหาญ
ได้ยึดกรุงเยรูซาเล็มโดยประกาศเป็น จิฮัด (jihad สงครามศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม)
การตอบโต้ครูเสดนี้เขย่ายุโรปจนถึงราก และทำให้ผู้นำที่เข้มแข็งที่สุด 3
คน คือ พระเจ้าเฟรเดริค บาร์บารอสซ่า (Frederick Barbarossa แห่งเยอรมนี)
ฟีลิป โอกุสตุส(Philip Augustus) แห่งฝรั่งเศส และริชาร์ด ใจสิงห์ (Richard
the Lion-heart) แห่งอังกฤษ ออกเดินทางสู่เยรูซาเล็ม แต่พวกพระองค์ไม่บรรลุผลอะไร
พระเจ้าเฟรเดริคจมน้ำตายในสายน้ำภูเขาอันเยือกเย็นในเอเชียไมเนอร์ พระเจ้าฟีลิปกลับบ้าน
ส่วนพระเจ้าริชาร์ด ในไม่ช้า ก็ได้ทำข้อตกลงกับซาลาดิน ซึ่งทำให้อาณาจักรลาตินลดลงเหลือเพียงพื้นที่ชายฝั่งจากไทระถึงจัฟฟา
บางที สิ่งที่ถูกจดจำได้ดีที่สุดเกี่ยวกับสงครามครูเสดครั้งนี้ คือความสง่างามที่พระเจ้าริชาร์ดและซาลาดินแสดงออกต่อกันท่ามกลางการรบที่โหดร้าย
ซึ่งซาลาดินดูจะเหนือกว่า เช่น ในการสู้รบที่จัฟฟา เมื่อทราบว่าม้าของพระเจ้าริชาร์ดถูกฆ่าตาย
ซาลาดินก็ส่งคนนำม้าใหม่สองตัวมาให้ทันที ซาลาดินยังยอมให้ชาวคริสต์ในกรุงเยรูซาเล็มออกไปจากเมืองพร้อมทรัพย์สินของพวกเขาได้
และเขาอนุญาตให้ชาวคริสต์มาเยี่ยมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายต่อไปอย่างเสรี
ถ้าพวกเขามาโดยไม่มีอาวุธ
สงครามครูเสดครั้งที่สี่ (1201-1204)
สงครามครูเสดทั้งหลายที่ต่อจากครั้งที่ 3 ไม่เป็นที่ยอมรับเพิ่มมากขึ้น พระสันตะปาปาอินโนเซ็นท์
ที่ 3 พยายามเทศน์ประกาศสนับสนุนสงครามครูเสดครั้งที่ 4 กระนั้น นักรบครูเสดก็ไปไม่ถึงแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์
ผู้ปกครองเล่ห์กระเท่ของเมืองเวนีสได้หันเหให้ไปสู่จุดมุ่งหมายทางการค้าแทน
ชาวเวนีสและพวกครูเสดร่วมมือกันยึดซาราในคาลเมเซีย เมืองท่าที่เป็นคู่แข่งซึ่งมีประชาชนเป็นชาวคริสต์ทั้งหมด
ต่อจากนั้น พวกเขาก็ไปล้อมและปล้นสดมภ์กรุงคอนสแตนติโนเปิลในปี 1204 ดังนั้น
ความผูกพันอะไรที่อาจยังคงมีอยู่ระหว่างชาวคริสต์ตะวันออกและตะวันตก บัดนี้
ถูกทำลายสิ้น พระสันตะปาปาเองก็เสียหน้าเพราะไม่สามารถควบคุมการกระทำที่เลวทรามนี้ได้
สงครามครูเสดของพวกเด็ก
แปดปีต่อมา ในปี 1212 ได้เกิดการรณรงค์เข้าสู่สงครามครูเสดของเด็กๆ 2 ครั้ง
เด็กชาวนาชาวฝรั่งเศสอายุ 12 ปีคนหนึ่ง ชื่อ สตีเฟินแห่งคลอย (Stephen of
Cloyes) ยืนยันว่าพระคริสตเจ้าทรงปรากฏองค์แก่เขาในขณะที่เขากำลังเฝ้าแกะ
พระองค์ทรงสั่งเขาให้จัดเตรียมเด็กๆไปรบสงครามครูเสดที่กรุงเยรูซาเล็ม พวกผู้ใหญ่ได้ยินแล้วพากันหัวเราะ
แต่มีวัยรุ่นชาวฝรั่งเศสประมาณ 30,000 ทำตามการเรียกร้องของสตีเฟิน พวกเขาเดินทางผ่านเข้าไปในมณฑลมาร์ซัยย์
(Marseilles) ที่นั่น พวกเข้าคาดหวังว่าพระเป็นเจ้าจะทรงกระทำดังที่เคยทำกับโมเสส
คือจะแยกน้ำออกเพื่อให้พวกเขาเดินข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์โดยรองเท้าไม่เปียก
แต่พวกผู้ค้าทาสได้หลอกลวงเด็กเหล่านี้ให้ขึ้นเรือและขายพวกเขาให้แก่พวกซาราเซ็นในอาฟริกาเหนือและอียิปต์
นักรบครูเสดเด็กๆ ชาวเยอรมัน 20,000 กว่าคนในปีเดียวกันก็ไปไม่ไกลกว่าอิตาลี
บางคนตุหรัดตุเหร่กลับบ้านและถูกบังคับใช้แรงงานโดยพวกชาวนาที่ได้เคยเยาะเย้ยการออกเดินทางของพวกเขา
เด็กหญิงบางคนจบลงในซ่องโสเภณีเมืองโรม
สงครามครูเสดอื่นๆ
ในปี 1229 สงครามครูเสดที่ประหลาดที่สุดได้เกิดขึ้น นั่นคือ เป็นสงครามครูเสดที่ไม่มีเลือดตกยางออกเพราะตกลงกันได้ทางการทูต
ทั้งนี้โดยความสามารถของจักรพรรดิเฟรเดริค ที่ 2 (Frederick II) แห่งเยอรมนี
กษัตริย์ผู้ซึ่งในขณะนั้นถูกพระสันตะปาปาประกาศขับออกจากศาสนา จักรพรรดิเฟรเดริคเป็นพระนัดดาของจักรพรรดิบาร์บารอสซา
พระองค์เป็นคนพิเศษโดดเด่นในยุคของพระองค์ในทุกๆ ด้าน พระองค์ได้รับการศึกษาอย่างดีเลิศ
พระองค์พูดได้ 6 ภาษา รวมทั้งภาษาอาหรับ พระองค์ได้รับการขนานนามว่า สตูปอร์
มุนดี (stupor mundi) อัศจรรย์ของโลก พระองค์ถูกกล่าวหาว่ามีความสงสัยในข้อความเชื่อทางศาสนจักร
การเย้ยหยันอำนาจของพระสัน-ตะปาปาอยู่บ่อยๆของพระองค์ เป็นสิ่งบอกเหตุล่วงหน้าถึงการเป็นผู้นำรัฐชนิดใหม่ที่มีความเป็นอิสระ
จักรพรรดิเฟรเดริกเชื่อเรื่องการเจรจา เมื่อกองทัพของพระองค์มาถึงดินแดนตะวันออก
พระองค์ได้เยี่ยมเยียนสุลต่านแห่งอียิปต์ฉันมิตร และดังนั้น โดยปราศจากการสู้รบแม้แต่ครั้งเดียว
พระองค์ก็ได้กรุงเยรูซาเล็ม เบ็ธเลเฮมและนาซาเร็ธ กลับมาโดยการทำสนธิสัญญา
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของจักรพรรดิเฟรเดริคสำหรับอาณาจักรชาวคริสต์ก็มีอายุสั้น
พวกซาราเซ็นยึดกรุงเยรูซาเล็มกลับไปในปี 1244 สงครามครูเสด 2 ครั้งต่อมาโดยกษัตริย์นักบุญหลุยส์
ที่ 9 (Louis IX) แห่งฝรั่งเศส จบลงด้วยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ด้วยโรคบิด
ในปี 1291 กำลังของอิสลามยึดอาเคอ (Acre) ปราการสุดท้ายของชาวคริสต์ในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์
และนั่นเป็นการสิ้นสุดอย่างสิ้นเชิงของสงครามครูเสด
น้อยคนในยุโรปเศร้าเสียใจกับการจบลงของสงครามครูเสด ผลดีของการติดต่อสัมพันธ์กับอารยธรรมอิสลามและไบเซนไทน์เห็นได้เด่นชัดในทุกแห่ง
ชาวเวนีสดัดแปลงเทคนิคการทำแก้วของไทระ คนในหมู่บ้านชาวฝรั่งเศสเลี้ยงหนอนไหมและทอผ้าไหมที่วาวเป็นมันตามแบบอย่างของพวกตะวันออก
ชาวไร่ปลูกต้นพลัมจากดามัสคัสและต้นอ้อยจากทริโปลี อบเชย กานพลู ลูกจันทน์เทศให้เครื่องชูรสแก่การปรุงอาหารของชาวยุโรป
พวกสตรีใช้กระจกเงาแทนแผ่นโลหะขัด พวกผู้ชายพึงพอใจกับการอบไอน้ำ
แต่มีการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานที่สำคัญกว่า ตระกูลศักดินาพบว่ารายได้และสถานภาพของพวกตนลดลง
เพราะใช้เงินสนับสนุนการไปรบสงครามครูเสด พวกเขาจำเป็นต้องขายสิทธิ์เมืองและให้อิสรภาพแก่พวกทาส
เมืองต่างๆ ขยายใหญ่โตและมีเสรีชนใหม่ๆ อ้างสิทธิ์ของตน เศรษฐกิจไม่ได้วางอยู่บนการแลกเปลี่ยนและบริการ
แต่อยู่ที่เงิน พ่อค้าแข่งขันกับขุนนางในเรื่องศักดิ์ฐานะ พวกมีอาชีพค้าขายและช่างฝีมือเจริญรุ่งเรือง
โครงสร้างของสังคมสมัยกลางอยู่ในภาวะกดดัน แบบแผนของชีวิตเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
สงครามครูเสดถูกลืม ตะวันตกหันมาหมกมุ่นกับการผจญภัยใหม่ในดินแดนของตนเอง
|