issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ
article
พระศาสนจักรคาทอลิกกับปัญหาสงคราม
คุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช C.Ss.R.

เมื่อเครื่องบินสองลำบินพุ่งชนตึกเวิร์ลเทรดเซนเตอร์ที่นิวยอร์คในวันที่ 11 กันยายน 2001 ที่ผ่านมา โลกก็ได้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในหลายๆแง่มุม พระศาสนจักรเองก็ต้องเผชิญกับภาวะที่ต้องคิดหนักกับปัญหาทางจริยธรรมของสงครามว่าจะยึดหลักการอะไรเป็นจุดยืน จะตอบคำถามต่างๆที่ประดังเข้ามาให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายได้อย่างไร สงครามนั้นเป็นสิ่งชอบธรรมหรือเปล่า คาทอลิกจะร่วมรบในสงครามได้หรือเปล่า คาทอลิกเป็นทหารได้บนหลักการอะไร ทำไมบางนิกายต่อต้านการเป็นทหาร เขายึดหลักเกณฑ์อะไร พระคัมภีร์ของชาวคริสต์สนับสนุนหรือต่อต้านสงคราม ฯลฯ จากปัญหาร้อนๆที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันในนาม "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ เนื่องจากเป็นผู้ถูกกระทำก่อน ในทางจริยธรรมแล้วเขายึดหลักการอะไรเป็นแนวทางเพื่อหาคนผิดมาลงโทษตาม

บทความนี้ผมขอออกตัวแต่แรกนะครับว่าผมจะเขียนในเชิงเล่าสู่กันฟังไม่ได้เขียนในเชิงวิชาการ ภาษาที่ผมใช้นั้นจะเน้นให้เข้าใจง่ายมากกว่าจะต้องไปตีความกันอีกนานกว่าจะเข้าใจว่าหมายถึงอะไร เพราะฉะนั้นในแง่หลักการแล้วคงจะเอาบทความของผมนี้ไปเป็นมาตรฐานอ้างอิงไม่ได้ (และผมก็ไม่อยากจะให้อ้างอิงผมด้วยล่ะ)

คาทอลิกเป็นทหารได้หรือไม่ ?

ต่อคำถามนี้ก็ต้องตอบว่าได้ แต่ถ้าถามต่อไปอีกว่าการเป็นทหารนั้นต้องมีการฆ่ามนุษย์เกิดขึ้นจะไม่ผิดหลักการของความรัก และผิดต่อพระบัญญัติพระเจ้าประการที่ห้าที่ห้ามฆ่าคนหรือ คำถามนี้ใช่จะเพิ่งเริ่มมี อันที่จริงมีมาตั้งแต่ยุคแรกของพระศาสนจักรแล้วล่ะ คริสตชนร่วมรบและทำสงครามได้หรือไม่ นักบุญ ออกัสตินบอกว่า ได้เพราะเห็นแก่ความรัก และความรักนี้ผลักดันให้ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ถูกคุกคาม จะเห็นได้ว่าท่านนักบุญออกัสตินยืนอยู่บนหลักการของความรักเพื่ออ้างความชอบธรรมของการทำสงคราม พอมาถึงสมัยของนักบุญโทมัส ท่านก็บอกว่า คริสตชนเป็นทหารนั้นไม่ผิดเมื่อศัตรูโจมตีอย่างไร้ความยุติธรรมพวกเขาต้องจับอาวุธขึ้นต่อสู้และปกป้องชีวิต เช่นนี้ทำให้คำว่าสงครามชอบธรรมนั้นเป็นไปได้ ท่านพูดเช่นนี้โดยอาศัยจุดยืนของความยุติธรรม

ถ้ามองกันเผินๆ คำอ้างทั้งสองก็ดูดีแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นที่ยอมรับได้เสมอไป เมื่อลงรากไปถึงรายละเอียด ว่าความยุตธรรมคืออะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต่างฝ่ายต่างก็อ้างความยุติธรรมเหมือนกัน หรืออ้างว่าทำเพื่อความรักเหมือนกันแล้วจะหาจุดร่วมเพื่อการเจรจาหรือเพื่อป้องกันสงครามได้อย่างไร

หลักการสองประการเกี่ยวกับสงคราม

พระศาสนจักรเผชิญหน้ากับปัญหาสงครามเรื่อยมา ในด้านจริยธรรมก็มีความพยายามพัฒนาหลักการและความคิดต่างๆขึ้นมาเพื่อจะตอบคำถามและช่วยแก้ปัญหา มีหลักการใหญ่ๆสองประการที่พูดกันมากในแวดวงจริยธรรมคริสต์คือ

1) หลักการเรื่องสิทธิ์ที่จะเข้าสู่สงคราม ( Jus ad bellum)
2) หลักการเรื่องแนวทางปฏิบัติเมื่ออยู่ในภาวะสงคราม ( Jus in bello )

หลักการทั้งสองนี้ถือเป็นหลักการกว้างๆที่จะพยายามหาความชอบธรรมให้กับคนเราเมื่อเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำสงครามหรือเข้าสู่สงคราม ภาษาลาตินข้างบนนี้ คำว่า Jus แปลได้วา ชอบธรรม และเป็นที่มาของคำภาษาอังกฤษว่า Just War หรือ สงครามที่ชอบธรรม จากคำนี้ก็เกิดปัญหาตามมาในแง่จริยธรรมว่า ในการทำสงครามนั้นเป็นไปได้หรือที่จะมีความชอบธรรม ดูเหมือนคำว่า สงครามก็ขัดแย้งกันอย่างชัดเจนกับคำว่า ชอบธรรมอยู่แล้ว ในแง่นี้จึงเกิดความคิดสองด้านขึ้นมา คือ ฝ่ายที่ต่อต้านสงครามในทุกรูปแบบ ไม่ยอมรับความรุนแรงว่าชอบธรรม พวกเขาต่อต้านความรุนแรงและไม่ให้ความร่วมมือใดๆทั้งสิ้นกับสงครามทั้งทางตรงและทางอ้อม กลุ่มนี้อยู่ในพวกที่เขาเรียกว่า Pacifist คือพวกต่อต้านสงครามและความรุนแรง กลุ่มนี้ถือว่าการฆ่าคนนั้นไม่มีความชอบธรรมในตัวมันเองอยู่แล้ว ดังนั้นจึงต้องต่อต้าน แล้วจะต่อต้านอย่างไรถึงจะไม่กลายเป็นการสนับสนุนความรุนแรง เขาใช้วิธีอหิงสา คือต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ อาจจะเป็นการอดอาหาร การประท้วงด้วยสันติ ฯลฯ ในอดีตจะพบบุคคลสำคัญๆหลายคนอยู่ในกลุ่มนี้เช่น มหาตมะ คานธี มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ ฯลฯ

กระนั้นก็ตามก็มีคนที่มีความเห็นต่างออกไปอีกขั้วคือ เห็นว่าสงครามนั้นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ การที่จะระวังไม่ให้มีสงครามก็คือต้องใช้ความรุนแรงยับยั้ง การที่จะป้องกัน ยับยั้งสงครามหรือยุติสงครามได้นั้นต้องใช้สงครามหรือความรุนแรงเป็นเครื่องมือ กลุ่มนี้เห็นว่าต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายของสงคราม ในแง่หลักการของจริยธรรมแล้วพวกนี้อยู่ในกลุ่มที่เอาผลมาเป็นเครื่องตัดสินความชอบธรรมของแนวทาง ภาษาทางเท็คนิคเขาบอกว่า "the ends justifies the means". บางครั้งเราจะพบศัพท์ที่ใช้เรียกพวกที่มีแนวความคิดเช่นนี้ว่า เป็นพวก Machiavellians. เพราะเอามาจากแนวความคิดของ Nocolo di Bernardo Machiavelli นักการเมืองชาวอิตาเลียนที่เสนอทฤษฏีว่าในสงครามนั้นต้องโหดร้ายสุดๆเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายคือมีชัยเหนือศัตรูไม่ว่าจะด้วยวิธีใด

แล้วพระศาสนจักรคาทอลิกอยู่ขั้วไหน? คำตอบคือ ไม่อยู่ทั้งสองขั้ว แต่จะบอกว่ากลางๆหรือเปล่าก็ยังพูดเจาะจงชัดเจนไม่ได้ เนื่องจากบางคนก็บอกว่ามีทั้งกลางซ้ายและกลางขวา กลางเก่าและกลางใหม่ด้วย ความคิดทั้งสองดังกล่าวสุดโต่งเกินไป

จุดยืนของพระศาสนจักรคาทอลิก

ต่อคำถามที่ว่าจุดยืนของพระศาสนจักรคาทอลิกอยู่ที่ใดนั้นตอบยากมากครับ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ปัญหาสงครามนั้นได้เปลี่ยนรูปแบบไปมา พระศาสนจักรก็พยายามที่จะหาหลักการต่างๆออกมาใช้ แต่ก็ยังไม่มีหลักการใดที่นำมาใช้แล้วลงตัวไม่มีปัญหาตามมาเลย รวมทั้งหลักการเรื่อง ความชอบธรรมของสงครามด้วย(Just-war) จุดยืนที่ชัดเจนคือ พระศาสนจักรเรียกร้องให้มีสันติภาพและยุติความรุนแรงให้หันหน้ามาเจรจากันบนฐานของความยุติธรรม

ต่อไปให้เรากลับไปพิจารณารายละเอียดของหลักการกว้างๆสองประการข้างต้นอีกครั้ง เพื่อจะได้เข้าใจว่าทำไม่หลักการเองถึงมีปัญหาในภาคปฏิบัติ

หลักการเรื่องสิทธิที่จะเข้าสู่สงคราม (Jus ad Bellum)

จากหลักการใหญ่นี้ก็มีข้อปลีกย่อยอีก 7 ประการ ที่ต้องนำมาพิจารณาก่อนที่รัฐหนึ่งรัฐใดจะประกาศทำสงครามอย่างเป็นทางการ หากเราย้อนไปตอนที่ประธานาธิบดียอห์ช บุช เริ่มประกาศสงครามกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เราจะสังเกตได้ว่า บุช ต้องรอเวลาสักพักก่อนที่จะประกาศอย่างเป็นทางการ เขาต้องพิจารณาหลักการ Jus ad Bellum นี้เอง ต่อไปนี้คือเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การประกาศสงครามอย่างชอบธรรม ต้องมีเหตุที่ชอบธรรมก่อนประกาศสงคราม ความหมายคือ ประกาศสงครามเพราะอะไร เพื่ออะไร อเมริกาได้ใช้หลักการความยุติธรรมเป็นเกณฑ์ ในกรณีประกาศสงครามกับผู้ก่อการร้ายครั้งนี้

ต้องประกาศโดยผู้มีอำนาจอันชอบธรรมตามกฎหมาย ความหมายคือ ผู้นำประเทศนั่นเอง ใช่ว่าใครๆก็ประกาศสงครามได้ และยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันคณะมนตรีของสหประชาชาติต้องรับทราบด้วย

ต้องมีเจตนาในการทำสงครามที่ถูกต้องไม่ใช่เพื่อการแก้แค้นหรือเกลียดชังศัตรู

ต้องเห็นว่าได้พยายามใช้วิธีการทางสันติทุกอย่างมาแล้ว

ต้องมีความสมน้ำสมเนื้อในการตอบโต้การคุกคามหรือความรุนแรงนั้น ความหมายคือถ้าหากเป็นการปกป้องสิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งนั้นต้องมีค่าพอเมื่อเปรียบเทียบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการทำสงคราม ถ้าหากผลตามมาเกิดความเสียหายมากเช่นคนตายมากมาย อันนี้ก็ไม่สมสัดส่วนกัน

ต้องมีความหวังว่าทำสงครามแล้วต้องมีที่สิ้นสุดมีขอบเขตในการทำ ความหมายคือไม่ทำสงครามไปเรื่อยๆโดยไม่มีเป้าหมาย หรือดูแล้วคงไม่มีวันชนะรังแต่จะเสียหายมากขึ้นก็ไม่ควรจะประกาศสงคราม หรือต้องกำหนดขอบเขตของสงครามให้ชัดเจน

ต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทุกด้านอย่างดี ไม่ใช่มองแต่ด้านชนะอย่างเดียว มองฝ่ายคู่ต่อสู้ด้วย ประเมินผลที่จะตามมาว่าจะเกิดความเสียหายในระยะยาวหรือเปล่าในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การทหาร ฯลฯ

นี่คือหลักเกณฑ์กว้างๆเพื่อนำมาใช้พิจารณาก่อนที่ประเทศหนึ่งประเทศใดหรือรัฐหนึ่งรัฐใดจะประกาศสงคราม แน่นอนหากมองในแง่รายละเอียดและความเป็นจริงแล้ว หลักการอันนี้มีปัญหาแน่นอน แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีหลักการอื่นใดดีไปกว่านี้แล้วในปัจจุบัน ถ้าจะให้สรุปก็คงพูดได้ว่า "ไม่มีหลักการใดสมบูรณ์สำหรับทุกสิ่ง แม้มีมนุษย์เราก็มักจะสรุปเข้าข้างตัวเองเสมอ" (อันนี้เป็นหลักการของผมเองนะครับห้ามเอาไปอ้างอิง)

ทีนี้ถ้าสมมติว่าได้เข้าสู่สงครามแล้ว ในสนามรบหรือในภาวะสงครามก็ย่อมต้องมีกฏเกณฑ์ทางจริยธรรมเป็นเครื่องนำทาง ใช่ว่าเมื่อทำสงครามแล้วก็ฆ่าอย่างเดียวโดยไม่เลือกหน้า อันนี้ย่อมนำไปสู่การไร้ความชอบธรรมโดยปริยาย การฆ่าเช่นนั้นก็จะกลายเป็นฆาตกรรมโหด ไม่ใช่การต่อสู้ที่มีพื้นฐานบนกฎจริยธรรมที่ยอมรับได้ กลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เมื่อควันของสงครามจางลง เขาเหล่านี้ที่ก่อสงครามก็ย่อมจะหนีเงื้อมือของความยุติธรรมไปไม่พ้น อย่างปัญหาของเมโลเชวิชที่กำลังถูกศาลโลกสอบสวนในปัจจุบัน หรือปัญหาที่เขากำลังพยายามนำบรรดาผู้นำเขมรแดงที่มีชีวิตอยู่มาขึ้นศาลโลก หรือปัญหาที่เกิดขึ้นที่ราวันดา เมื่อสองสามปีก่อน ดังนี้เป็นต้น ในแง่นี้ประชาคมโลกมีหลักเกณฑ์อะไรในการวางกรอบของสงครามที่เรียกได้ว่าชอบธรรมหรือยอมรับได้ เราก็ต้องพิจารณาหลักการที่สองคือ

หลักการแนวทางปฏิบัติเมื่ออยู่ในภาวะสงคราม ( Jus in Bello )

หลักการที่สองนี้แบ่งเป็นหลักการย่อย 2 ประการคือ

หนึ่ง) หลักการเลือกปฏิบัติ (Discrimination)
สอง) หลักการความเหมาะสมตามสัดส่วน ( Proportionality)

ในหลักการเลือกปฏิบัตินั้นความหมายคือ เมื่ออยู่ในภาวะสงครามห้ามทำร้ายหรือฆ่าพลเรือน หรือศัตรูที่ยอมแพ้แล้ว เชลยศึก ห้ามการเล็งเป้าการทำลายล้างไปที่แหล่งชุมชน ที่อยู่อาศัยของราษฎร ผู้หญิงและเด็ก คนชรา ต้องได้รับการใส่ใจ ห้ามการทรมาน การข่มขืนกระทำชำเรา ฯลฯ

ในหลักการความเหมาะสมตามสัดส่วนนั้น ความหมายคือ เมื่อทำสงครามกัน ห้ามการทำลายล้างที่เกินขอบเขตพอดี เช่น ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือใช้อาวุธที่ทำลายล้างสูงเกินความจำเป็น เช่น นิวเคลียร์ อาวุธชีวภาพ อาวุธเคมี

จากหลักการทั้งสองนี้เราจะเห็นว่าในสนามรบนั้นปฏิบัติได้ยากยิ่ง ในสงครามเวียตนามที่ผ่านมานั้น บ่อยครั้งเราจะได้ยินข่าวที่ฟื้นความหลังมาว่า ทหารอเมริกันได้ฆ่าหมู่ชาวเวียตนามที่ไม่มีทางสู้ หรือที่สงครามเกาหลีที่ทหารอเมริกันอีกเช่นกัน ฆ่าหมู่พลเรือน นี่ที่เป็นข่าวนะครับ ที่ไม่เป็นข่าวคือทหาร เวียตกงฆ่าราษฏรชาวเวียตนามบริสุทธิ์มากมาย ทั้งเด็ก ผู้หญิง คนชรา พวกเขาใช้เด็กและผู้หญิงเป็นทหารและปลอมตัวเข้าไปทำลายหรือฆ่าทหารอเมริกัน อันนี้ไม่เป็นข่าว ฝ่ายอเมริกันจึงบอกว่าในสนามรบนั้นมองไม่ออกหรอกว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู ดังนั้นต้องป้องกันไว้ก่อน ไว้ใจใครในสนามรบไม่ได้ ทหารต้องใช้สัญชาตญาณของการป้องกันตัวเองและมีไหวพริบที่จะเอาตัวรอด

จากสภาพความเป็นจริงดังกล่าวนี้เองที่มาถึงจุดที่ว่า หลักการอะไรก็ไม่สมบูรณ์ในตัวเองทั้งสิ้นเมื่ออยู่ในภาวะห้ำหั่นกันในสนามรบ หลักการนั้นวางไว้กว้างๆแต่ในภาคปฏิบัติจริงๆแล้วทหารคงไม่มีเวลามานั่งพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าจะยิงหรือไม่ยิงศัตรูข้างหน้าแน่ อย่างน้อยกันไว้ก่อน นี่คือจุดอ่อนของหลักการ นอกนั้นในสงครามเราจะพบปัญหาของการหนีทหารเกิดขึ้นเสมอ เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาทางจริยธรรมด้วยว่าผิดหรือถูกอย่างไร คนเรามีสิทธิ์หนีทหารได้หรือไม่ เราจะกล่าวในรายละเอียดดังต่อไป

หลักการเคารพในมโนธรรมของคนที่ต่อต้านความรุนแรง (Conscientious objection)

หลักการนี้หลายๆประเทศให้ความเคารพ คือถ้าหากคนหนึ่งคนใดประกาศว่ามโนธรรมของเขาเห็นว่าสงครามนั้นชั่วร้ายในตัวมันเอง เขาไม่ต้องการมีส่วนในความชั่วร้ายอันนั้น รัฐบาลควรเคารพในสิทธิประการนี้ของเขาโดยยกเว้นการเกณฑ์ทหารหรือบังคับให้เขาร่วมในสงคราม ที่อเมริกานั้นมีกลุ่ม เคว็กเกอร์ กลุ่มพยานยะโฮวา ที่ประกาศจุดยืนนี้อย่างชัดเจน ในกรณีเช่นนี้จะทำอย่างไร ที่สหรัฐเขาใช้ระบบสมัครเป็นทหารก็หมดปัญหาไปเปราะหนึ่ง แต่ถ้าหากเป็นภาวะที่จำเป็นต้องมีการเกณฑ์ทหารมาใช้อีกก็น่ากลัวว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นมาแน่นอน ในภาคปฏิบัติก็มีทางแก้ไขบ้างเหมือนกันเช่น ให้ไปทำหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวกับการฆ่าโดยตรง ให้อยู่หน่วยพยาบาล หรืออยู่หน่วยสนับสนุนด้านอาหาร ฯลฯ

ที่น่าสนใจคือในแวดวงคาทอลิกเรานั้น ปัญหาของคนที่ไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับสงครามใดๆมีมาตั้งแต่อดีต เช่นมีหลักฐานว่า ในปี 295 นักบุญ มักซิมิลเลียน ถูกตัดศีรษะเนื่องจากปฏิเสธที่จะร่วมในสงคราม นักบุญ มาร์ติน เดอ ตูร์ ภายหลังจากกรำศึกมาหลายครั้งแล้ว ที่สุดก็ปฏิเสธและถอนตัวจากการศึกโดยให้เหตุผลว่า ท่านได้เป็นทหารของพระคริสต์แล้วต่อไปท่านจะไม่มีส่วนร่วมในการฆ่าคนอีกหรือนักบุญ ฟรังซิส อัสซีซี ปฏิเสธที่จะจับอาวุธต่อสู้กับผู้ใด และมีหลักฐานว่า ท่านนักบุญ ยอห์น วีอันเนย์ เจ้าอาวาสผู้ศรัทธาเองก็ได้หนีการเกณฑ์ทหารในสมัยของนโปเลียน คำถามคือ จุดยืนของคาทอลิกในเรื่องมโนธรรมจุดนี้เป็นเช่นไร เมื่อมองจากคำสอนของนักบุญออกัสตินที่บอกว่าสงครามชอบธรรมเป็นไปได้เมื่อยืนบนพื้นฐานของความรัก นักบุญโทมัสอะไควนัสบอกว่าเป็นไปได้โดยอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม และดูเหมือนว่าคำอ้างของคนที่บอกว่ามโนธรรมของเขาปฏิเสธการฆ่าและไม่ต้องการร่วมมือใดๆกับสงครามนั้น ท่านนักบุญโทมัสยอมรับไม่ได้และบอกว่าฟังไม่ขึ้นเมื่อเปรียบกับคุณค่าของความยุติธรรมที่ต้องเชิดชูในภาวะจำเป็นที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามของสงคราม จากพื้นฐานนี้เองที่ทำให้พระสันตะปาปา ปีโอที่ 12 ประกาศในสาส์น วันคริสตมาส ปี 1956 ถึงหลักการที่ว่ารัฐหนึ่งๆมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะป้องกันตัวเองและใช้เครื่องมือใดๆเพื่อปกป้องตนเองได้ ดังนั้นคาทอลิกเองก็ไม่ควรเรียกร้องสิทธิ์ทางด้านมโนธรรมเพื่อเลี่ยงการร่วมมือเพื่อต่อต้านอธรรม ความหมายคือคาทอลิกต้องร่วมมือกับรัฐในการต่อต้านความอยุติธรรม ในแง่หนึ่งคือหนีทหารไม่ได้นั่นเอง จุดนี้ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงตอนที่บรรดาคุณพ่อธรรมทูตฝรั่งเศสที่ไปทำงานในเมืองไทยหลายคนต้องกลับฝรั่งเศสเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 แน่นอนพวกท่านคงได้รับหน้าที่แนวหลังเพื่อจะได้ไม่ต้องไปรบราฆ่าฟันผู้ใด แต่คำถามก็คือ แม้จะอยู่แนวหลังก็จะไม่ถือว่าได้มีส่วนร่วมในทางอ้อมกับการทำลายล้างชีวิตฝ่ายตรงกันข้ามหรือ

ปัญหานี้ยังไม่จบง่ายๆเพราะคนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหาและต่อต้านสงครามนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ พอมาถึงยุคสมัยสังคายนาวาติกันที่ 2 แนวความคิดของพระศาสนจักรในการเคารพมโนธรรมของแต่ละคนก็ได้รับการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น ในเอกสาร Gaudium et Spes ข้อที่ 79 ก็ได้ประกาศจุดยืนแทบจะเรียกได้ว่า หันกลับจากที่พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 เคยประกาศไว้คือ ให้คาทอลิกร่วมส่วนในสงครามในรูปแบบอื่นได้ เช่น การรับใช้ การสนับสนุนด้าน อาหาร การช่วยคนป่วย ฯลฯ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่ควรจะหนีการเกณฑ์ทหารนั่นเอง กระนั้นก็ตามใช่ว่าเมื่อมีหลักการนี้แล้วปัญหาจะหมดไปก็หาไม่ เพราะแม้จะไม่ได้ร่วมรบหรือมีการฆ่าศัตรูเกิดขึ้น แต่การสนับสนุนนั้นก็หมายถึงมีส่วนร่วมโดยตรงเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้นในประเทศคาทอลิกที่จำเป็นต้องมีทหารประจำการ คำถามทางด้านจริยธรรมดังกล่าวจึงเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

ต้องยอมรับว่าใครก็ตามที่ยืนในจุดนี้ย่อมอึดอัดใจแน่นอน ยิ่งบรรดาพระสงฆ์ที่ต้องไปดูแลทหารคาทอลิกตามค่ายต่างๆ ในภาวะสงครามคงจะต้องเตรียมคำอธิบายทางด้านจริยธรรมให้บรรดาทหารหาญทั้งหลายและต้องเตรียมมโนธรรมของพวกเขาให้มีใจสงบและมั่นคงให้ได้ ไม่ง่ายเลยงานนี้

วาติกันที่ 2 ย้ำจุดยืนอีกครั้ง

เมื่อผ่านประสบการณ์ของสงครามโลกสองครั้งมาแล้ว ดูเหมือนพระศาสนจักรคาทอลิกจะมั่นใจในหลักการและจุดยืนของตนเองพอสมควร สังคายนาวาติกันที่ 2 จึงได้สรุปจุดยืนของพระศาสนจักรอีกครั้งหนึ่งและเห็นได้อย่างชัดเจนในเอกสาร ธรรมนูญการอภิบาลของพระศาสนจักรในโลกปัจจุบัน ( Guadium et Spes) ในหัวข้อหลักเรื่องสงครามข้อที่ 79-90 โดยมีเนื้อหาหลักที่พอสรุปได้ดังนี้คือ

ย้ำอีกครั้งถึงสิทธิ์ของรัฐหนึ่งที่จะป้องกันตัวเองอย่างชอบธรรมจากภัยคุกคามแต่ก็ให้เน้นการเจรจาและวิธีการที่สันติก่อน

ย้ำเรื่องบทบาทของผู้มีสิทธิ์ที่จะประกาศสงครามที่ชอบธรรมได้ และเน้นให้เห็นว่าเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อมนุษยชาติและพระเป็นเจ้า

ยอมรับว่าในการทำสงครามนั้นไม่ใช่การใช้กำลังทุกอย่างจะชอบธรรมไปหมด ในการทำสงครามป้องกันตัวเองนั้นก็มีสิ่งที่ไม่ชอบธรรมเกิดขึ้นได้

ประณามการทำสงครามแบบล้างเผ่าพันธุ์และเพราะความกระหายสงคราม

ประณามการกระทำใดๆที่มีเป้าหมายเพื่อทำลายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทำลายบ้านเมืองและถือว่าเป็นฆาตกรรมมนุษยชาติและอารยธรรมมนุษยชาติรวมถึงผิดต่อพระเจ้าด้วย

สังคายนาตระหนักว่าในการทำสงครามนั้นจะเกี่ยวข้องกับการแข่งขันกันสร้างอาวุธที่มีกำลังในการทำลายล้างสูงมากขึ้นไปเรื่อยและจะยิ่งยากที่จะบอกถึงความชอบธรรมของสงคราม

ต่อต้านพฤติกรรมบางประการในระหว่างสงครามเช่น ข่มขืน ทรมานเชลย ฆ่าเด็ก ฯลฯ

ยอมรับในหลักการต่อต้านความรุนแรงและแสวงหาสันติเป็นจุดยืนของคาทอลิก

เรียกร้องให้มีการประเมินผลของการทำสงครามและมุมมองสงครามในแง่มุมใหม่รวมเพื่อสร้างหลักประกันสันติภาพในอนาคต

จากอดีตมาถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์บอกเราอย่างชัดเจนว่า สงครามย่อมก่อให้เกิดความเสียหายมากมายเกินประเมิน ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อประเทศหนึ่งทำสงครามย่อมมีผลกระทบต่อประเทศอื่นๆและโลกตามมาด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เราจะหามาตรการใดมายับยั้งสงครามได้เล่า กฎหมายอย่างเดียวคงช่วยไม่ได้ ผู้มีกำลังมากกว่าย่อมได้เปรียบ หลักการที่พระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 เรียกร้องในปัจจุบันว่า ให้อภัยซึ่งกันและกันนั้นแม้จะป่าวประกาศดังมากเพียงใด คู่กรณีก็ไม่สนใจฟังเสียแล้ว บางครั้งสงครามก็เหมือนกับความเจ็บไข้ได้ป่วย การป้องกันนั้นดีกว่าแก้เสมอ แต่มนุษย์เรามักไม่ใช่ใจป้องกัน จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หรือว่า สงครามเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ หรือว่าสงครามเป็นส่วนหนึ่งของชะตาชีวิตมนุษย์เรา หรือว่าสงครามคือสิ่งที่เหมาะสมในการสอนมนุษย์ให้มีสติและรู้ตัวเอง คำถามเหล่านี้ย่อมมีคำตอบแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ว่าจะมองในมุมใด

พระศาสนจักรเลือกที่จะมองในมุมของความหวังเสมอ โดยตระหนักในบทบาทของตัวเองที่จะต้องพยายามสร้างอาณาจักรพระเจ้าให้เป็นจริงบนโลกนี้ให้ได้ อันที่จริงอาณาจักรนั้นได้เริ่มแล้วเพียงแต่ว่ายังไม่สมบูรณ์เท่านั้นเอง ใครเล่าจะเป็นผู้ทำให้มันสมบูรณ์ถ้าหากไม่ใช่เราแต่ละคนที่เป็นองค์ประกอบของร่างกายอันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสตเจ้านี้เป็นผู้เริ่มก่อน

ขอสันติจงกลับคืนมายังพี่น้องชาวอาฟกันในเร็ววันและขอให้สันติและการอภัยบำบัดหัวใจของพี่น้องชาวอเมริกันที่ยังหวาดผวากับภาพหลอนเดือนกันยายนที่ผ่านมาเทอญ
 

 

หน้ารัง | บทความ |

18 ธันวาคม 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001