issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
10 เหตุการณ์สำคัญในรอบศตวรรษ
โดย Russell Shaw
จาก Our Sunday Visitor Dec 19, 1999
นายอิ๊ด สระ

ศตวรรษที่ 20 ที่กำลังจะผ่านไป มีเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายยิ่งกว่าศตวรรษที่แล้ว ๆ มา เป็นศตวรรษที่มีสงครามโลกถึงสองครั้ง ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างภูมิภาค การล่มสลายของการล่าอาณานิคม และรวมถึงการจัดระเบียบโลกใหม่

ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 1.3 พันล้านคนในปี ค.ศ.1900 เป็นกว่า 6 พันล้านคนในปัจจุบัน!

พระศาสนจักรคาทอลิกเริ่มต้นศตวรรษที่ 20 ในช่วงสันตะสมัยของ พระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ที่พระองค์พยายามนำพาพระศาสนจักรเข้าสู่ยุคใหม่ เช่นเดียวกับในปัจจุบันที่พระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 พยายามนำพระศาสนจักรของพระองค์ให้ผ่านพ้นความขัดแย้งตลอดเวลา 30 ปี เพื่อการ"ประกาศพระวรสารแบบใหม่" จะได้เริ่มขึ้น

มีเหตุการณ์สำคัญอะไรบ้างในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรคาทอลิก

1) ความขัดแย้งระหว่างลัทธิสมัยใหม่นิยม (Modernism) กับ ผู้คัดค้าน (Anti-Modernism)
ความขัดแย้งดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นในราวปลายศตวรรษที่ 19 ที่นักวิชาการยุโรปบางคน พยายามนำคำสอนคาทอลิกให้สอดคล้องกับความคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับพระคัมภีร์ เทววิทยา ประวัติศาสตร์ และศาสตร์สมัยใหม่

ในปี 1907 พระสันตะปาปาปีโอที่ 10 ประณามลัทธิสมัยใหม่นิยมนี้ว่า "การรวมกันของคำสอนที่ผิดหลง" เป็นผลให้มีการต่อต้านแนวความคิดนี้เป็นเวลาหลายทศวรรษ แนวความคิดของลัทธิสมัยใหม่นิยม เช่น การหาเหตุผลให้กับพระคัมภีร์ และการอธิบายประสบการณ์ทางศาสนาในเชิงจิตวิทยา ฯลฯ ถูกถือว่าเป็นอันตรายต่อความเชื่อ อย่างไรก็ตาม แนวความคิดนี้ก็กลับมาอีกครั้งในระหว่างศตวรรษ

2) การประจักษ์มาของแม่พระฟาติมา
ที่เมืองฟาติมา ประเทศโปรตุเกส พระนางมารีย์ประจักษ์มาแก่เด็กทั้งสามคือ ลูเชียม ฟรังซิสโก และยาชินทา ถึงหกครั้ง ในระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึง 13 ตุลาคม 1917 พระนางมารีย์ตรัสกับพวกเด็กว่า ๆ พระนางคือผู้ปฏิสนธินิรมล ให้สวดสายประคำ สวดภาวนา และทำกิจใช้โทษบาปทุกวันเสาร์แรกของเดือน เพื่อให้ประเทศรัสเซียกลับใจ ในการประจักษ์ครั้งสุดท้ายของพระนาง มีผู้คนนับพันเห็นอัศจรรย์ที่ดวงอาทิตย์หมุนคว้างอยู่บนท้องฟ้า

ฟรังซิสโก และยาชินทาเสียชีวิตไปแล้ว ปัจจุบัน ลูเชียยังคงดำเนินชีวิตอยู่ในอารามคาร์เมไลท์ ที่ประเทศโปรตุเกส แม้ว่าคำทำนายประการที่สามของพระแม่ยังไม่ถูกเปิดเผย แต่สาส์นที่แน่ชัดประการหนึ่งก็คือว่า "พระเจ้าและพระมารดาจะไม่ทอดทิ้งโลกในระหว่างศตวรรษที่ยากลำบากนี้"

3) สงครามโลกครั้งที่สอง และการล้างเผ่าพันธุ์
ฝ่ายอักษะอันประกอบไปด้วย เยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่น ร่วมกันทำสงครามกับประเทศทางตะวันตก และรัสเซีย มีคาทอลิกเป็นกองกำลังของทั้งสองฝ่าย นับเป็นสงครามที่สั่นคลอนความเชื่อของหลาย ๆ คน การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นนโยบายของเยอรมันที่ต้องการกำจัดชาวยิวให้หมดสิ้นไป มีชาวยิวประมาณหกล้านคนถูกฆ่าตาย และผู้ที่มิใช่ชาวยิวอีกประมาณห้าล้านคนต้องเสียชีวิต พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ทรงดำเนินนโยบายอย่างชาญฉลาด และสามารถช่วยรักษาชีวิตชาวยิวได้นับพันคน แต่ก็มีเสียงกล่าวหาว่า พระองค์ไม่ได้ช่วยอย่างเพียงพอ แม้ว่าขณะนี้ พระศาสนจักรกำลังมีการพิจารณาพระองค์เป็นนักบุญ

สงครามโลกครั้งที่สองทำให้ยุคอาณานิคมของทางตะวันตกในเอเซีย และแอฟริกา สิ้นสุดลง พระศาสนจักรถอยห่างออกมาจากระบบอาณานิคม และมีการแต่งตั้งพระสังฆราชท้องถิ่นในประเทศที่เป็นเอกราชทั้งหลาย

4) การกำเนิดและล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์
ถ้านักปรัชญา เฟรดริก นิทเช่ ผู้ประกาศว่าพระเป็นเจ้าตายแล้ว เป็นบิดาทางความคิดของลัทธินาซี นักคิดอเทวนิยม คาร์ล มาร์กซ์ ก็คือบิดาของลัทธิคอมมิวนิสต์ หลังจากการปฏิวัติโบลเชวิคในปี 1917 ที่รัสเซีย ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็แพร่ขยายไปทั่วสหภาพรัสเซีย ยุโรปตะวันออก จีน เกาหลีเหนือ คิวบา และประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พระศาสนจักรในประเทศเหล่านี้ต้องได้รับการเบียดเบียนอย่างขมขื่น

ภายใต้การนำของเลนิน สตาลิน และผู้สืบทอดอำนาจทั้งหลาย ประเทศรัสเซียต้องตกอยู่ภายใต้เศรษฐกิจที่ตกต่ำ
เพราะต้องใช้เงินสนับสนุนกองทัพอันมหาศาลที่ประจำอยู่ทั่วโลก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ลัทธิคอมมิวนิสต์แพร่ขยายออกไป เป็นผลให้เกิดสงครามเย็นไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็มีอันล่มสลาย เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของสหภาพรัสเซีย พร้อมกับแรงกดดันทางทหารและเศรษฐกิจจากมหาอำนาจตะวันตก แต่องค์ประกอบที่สำคัญของการล่มสลายครั้งนี้คือ สิ่งที่พระสันตะปาปาเรียกว่า "ความว่างเปล่าทางจิตใจ ที่เกิดจากการถือลัทธิอเทวนิยม"

5) สังคายนาวาติกันครั้งที่สอง
พระสันตะปาปาจอห์น ที่ 12 ประกาศให้มีการสังคายนาวาติกันในปี 1959 ท่ามกลางความประหลาดใจของคนทั่วไป สังคายนาวาติกันจัดขึ้นทั้งหมด 4 วาระตั้งแต่ปี 1962 ถึงปี 1965 มีเอกสารออกมาทั้งหมด 16 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับ พิธีกรรม การสอนคำสอน ศาสนสัมพันธ์ ธรรมชาติและโครงสร้างของพระศาสนจักร การเผยแสดง การแพร่ธรรม การให้การศึกษา การสื่อสาร ศาสนาในโลกยุคใหม่ และหัวข้ออื่น ๆ

สาระสำคัญที่สุดของสังคายนาวาติกันครั้งที่สอง ก็คือความพยายามที่จะปรับตัวของพระศาสนจักรให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ และวัฒนธรรมแบบทางโลก สภาสังคายนาใช้วิธีการสองประการคือ การกลับไปหาจารีตของคาทอลิก และการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย ด้วยวิธีการทั้งสองนี้ทำให้เกิดข้อขัดแย้งอยู่ในที อย่างไรก็ตาม สังคายนาวาติกันครั้งที่สองเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรคาทอลิก

6) สมณสาส์นชีวิตมนุษย์ (Humanae Vitae)
ในยุคสมัยที่ค่านิยมเรื่องเพศได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ พระศาสนจักรพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาธรรมเนียมดั้งเดิมของคาทอลิก เพื่อต่อสู้กับอิทธิพลและค่านิยมทางโลก พระศาสนจักรทุกนิกายคัดค้านการคุมกำเนิดทุกรูปแบบที่มิใช่ธรรมชาติ แต่นิกายแองลิกันก็ประกาศยอมรับการคุมกำเนิด ในปี 1930 หลังจากนั้น หลาย ๆ นิกายก็ค่อย ๆ ยอมรับเช่นเดียวกัน แต่พระศาสนจักรคาทอลิกยังคงยืนหยัดไม่ยอมรับ ในปี 1963 พระสันตะปาปาจอห์น แต่งตั้ง "คณะกรรมการศึกษาประชากร ครอบครัวและการถือกำเนิด" ซึ่งดำเนินเรื่อยมาจนถึงสมัยพระสันตะปาปา พอล ที่ 6 และนำไปสู่การคาดคะเนว่า พระองค์จะทรงยอมรับการคุมกำเนิดแบบผิดธรรมชาติ

แต่ในปี 1968 สมณสาส์น "ชีวิตมนุษย์" (Humanae Vitae) พระสันตะปาปาพอล ยืนยันว่า การคุมกำเนิดทุกรูปแบบเป็นความผิด พระองค์ทรงตัดสินพระทัยในเรื่องนี้ ก่อนที่สมณสาส์นนี้จะออกมาด้วยซ้ำ นักเทววิทยาหลายคนแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างเปิดเผย แม้กระทั่งพระสังฆราชบางองค์ก็มีปฏิกิริยาในเรื่องนี้

7) ความไม่ลงรอยทางเทววิทยา (Systematic theological dissent)
การก่อตัวของนักเทววิทยาหัวก้าวหน้า ที่คัดค้านสมณสาส์น Hamanae Vitae ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งของพระศาสนจักรในยุคปัจจุบัน เริ่มจากการไม่เห็นด้วยกับการคุมกำเนิด ก็เริ่มขยายไปสู่เรื่องอื่น ๆ คุณพ่อชาร์ลส์ เคอร์แรน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำของกลุ่มในเรื่องนี้ กล่าวว่า "ตั้งแต่สมณสาส์น Humanae Vitae เป็นต้นมา ความไม่ลงรอยในหลาย ๆ เรื่องของนักเทววิทยาก็เริ่มปรากฏขึ้น เช่น เรื่องการปฏิสนธินอกครรภ์มารดา การหย่าร้าง การรักร่วมเพศ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน การทำแท้ง ความขัดแย้งเหล่านี้จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป"

พระศาสนจักรยังคงเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางความคิดทางเทววิทยา แต่อย่างไรก็ตาม ไม่เคยมีองค์กรใดปฏิเสธอำนาจการสั่งสอนของพระศาสนจักร และยังคงเคารพต่อพระศาสนจักรเสมอมา พระศาสนจักรจะตอบปัญหาเหล่านี้อย่างไร ขณะที่โลกก้าวผ่านเข้าสู่สหัสวรรษใหม่

8) การเปลี่ยนแปลงทางพิธีกรรม
"ระเบียบการภาวนา คือระเบียบของความเชื่อ" คือ คำกล่าวในสมัยโบราณ การที่คนเราภาวนา ไม่เพียงแต่แสดงออกในสิ่งที่พวกเขาเชื่อเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลเหนือพวกเขาด้วย สังคายนาวาติกันครั้งที่สองเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมใหม่หมด บทที่ว่าด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (Sacrosanctum Concilium) ช่วยให้ผู้คนเข้าพิธีกรรมมากขึ้น และมีส่วนร่วมในพิธีกรรมเป็นกลุ่มอย่างเต็มเปี่ยม" แม้ว่าพระศาสนจักรยังคงอนุญาตให้มีการใช้ภาษาลาตินได้ในพิธีกรรมต่าง ๆ แต่ปัจจุบัน พิธีมิสซาส่วนใหญ่ก็ใช้ภาษาพื้นเมืองของประเทศนั้น ๆ มีบางคนบอกว่าทำให้พิธีมิสซาขาดความศักดิ์สิทธ์ และความน่าเชื่อถือ

หลาย ๆ ครั้งพิธีมิสซากลับกลายเป็นการมาร่วมกลุ่มกัน มากกว่าการถวายบูชาแด่พระเจ้า ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมที่เปลี่ยนไปหรือไม่ จำนวนผู้เข้าร่วมมิสซาวันอาทิตย์ก็ลดลงอย่างมากในสหรัฐ และประเทศทางยุโรป บางคนบอกว่า ปัญหานี้จะแก้ไขได้ ถ้าเราทำการปฏิรูป "สิ่งที่เคยปฏิรูป" โดยการย้อนกลับไปหาหลักการที่วางไว้ในสังคายนาวาติกันครั้งที่สอง

9) การถือกำเนิดขององค์กรฆราวาสต่าง ๆ และ "กระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์" ของทุกคน
เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว ที่ฆราวาสจะมีบทบาทขั้นรองในพระศาสนจักร แต่ความคิดนี้เริ่มเปลี่ยนไปในศตวรรษที่ 19 และต่อเนื่องเรื่อยมาจนศตวรรษที่ 20 ช่วงแรก ๆ ของศตวรรษ เราได้เห็นการเกิดขึ้นมาขององค์กรฆราวาส ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการแพร่ธรรม แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็คือ สังคายนาวาติกันครั้งที่สอง เน้นชัดว่าสมาชิกทุกคนของพระศาสนจักร ฆราวาส รวมทั้งพระสงฆ์ นักบวช "ต่างก็ถูกเรียกไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตคริสตชน และความครบครันในความรัก"

หลายทศวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นองค์กรและกลุ่มต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมากเช่น กลุ่มพระกายพระคริสตเจ้า กลุ่มโฟโคลาเร กลุ่มพลมารี ฯลฯ ฆราวาสที่ทำหน้าที่งานอภิบาล ก็เริ่มมีมากขึ้นและได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ สังคายนาวาติกันครั้งที่สองเน้นว่า บทบาทของฆราวาสคือการนำคุณค่าทางพระวรสารไปเผยแพร่ในโลก

10) วัฒนธรรมแห่งความตาย กับ วัฒนธรรมแห่งชีวิต
ศตวรรษที่ 20 เป็นศตวรรษที่มีการทำลายล้างกันมากที่สุด เป็นร้อยปีแห่งสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาวุธร้ายแรง มิใช่แต่เพียงสงครามเท่านั้น แต่โลกยังเต็มไปด้วยการเข่นฆ่าระหว่างชนชาติ ความคิดทางการเมือง และศาสนา การไม่เห็นคุณค่าในชีวิตมนุษย์นี้เอง ที่นำไปสู่การุณยฆาต และการทำแท้ง พร้อมกับความคิดในเรื่องการควบคุมจำนวนประชากร ประเทศสหรัฐมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมดังกล่าวนี้ นับแต่การสร้างระเบิดปรมาณู และการทำแท้งตามความสมัครใจ ตั้งแต่ศาลสูงของสหรัฐอนุญาตให้มีการทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมายในปี 1973 ประมาณว่ามีการทำแท้งไปแล้ว 35 ล้านรายในประเทศสหรัฐ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พระสันตะปาปจอห์น พอล ที่สอง เรียกว่า "วัฒนธรรมแห่งความตาย" ซึ่งตรงข้ามกับ "วัฒนธรรมแห่งชีวิต"

ในปี 1995 พระองค์ทรงเขียนไว้ว่า "เรากำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างรุนแรงระหว่างความดี กับความชั่ว ความตายและชีวิต วัฒนธรรมแห่งความตายและวัฒนธรรมแห่งชีวิต เราพบตัวเองว่า ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับข้อขัดแย้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง และเป็นส่วนหนึ่งในสิ่งเหล่านี้ แต่ด้วยความรับผิดชอบอย่างแน่วแน่ว่า จะสนับสนุน "การมีชีวิต" อย่างไม่มีเงื่อนไข"

สิ่งนี้คือ การท้าทายที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติในศตวรรษหน้า และสหัสวรรษใหม่

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง

Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000