กระผมมีชื่อว่ามะขามครับ เป็นคาทอลิก 100 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่เกิด ผมก็เป็นคนศรัทธานะครับ
แต่ไม่แน่ใจว่าตนเองศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า ผมมีเรื่องมาแบ่งปันน่ะครับ
เรื่องที่ไม่น่าปล่อยผ่านไป
ถึงแม้ว่าผมจะเป็นคาทอลิกก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนในบ้านผมจะเป็นกับผมด้วย
เราแบ่งกัน 50-50 ครับ พุทธครึ่งบ้านคาทอลิกครึ่งบ้าน แต่ไม่มีการรบกันแต่อย่างใด
เนื่องด้วยการที่ผมสงสัยตัวเองเหลือเกินว่าตนเองศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า
แม้ว่าจะศรัทธาซะเหลือเกิน ผมจึงไปเข้ารับฝึกวิทยายุทธ์ในสำนักฝึกธรรมแห่งหนึ่ง
เวลาก็ผ่านไปปีแล้วปีเล่า แต่มะขามคนนี้ก็ยังหาได้คำตอบไม่ ระหว่างนั้น
ก็มีโอกาสได้กับบ้านปีละครั้งสองครั้งแต่ก็ติดต่อกับทางบ้านบ่อยเหมือนกันเพราะใจนึงก็เป็นห่วงตามธรรมดาครับ
แต่ตั้งแต่มาฝึกวิทยุทธ์แม่ของมะขามเองก็เหมือนกับว่าจะโอนอ่อนหันมานับถือและรักพระเยซูมากขึ้น
มีการไปเรียนคำสอนและไปวัด มะขามเองก็ดีใจมากที่รู้สึกจะมีพรรคพวกมากขึ้น
เอ้ยไม่ใช่ ดีใจที่การวอนขอของมะขามเกิดผลน่ะครับ
แต่เมื่อไม่นานมานี้เอง มะขามโทรศัพท์ไปหาคุณแม่ถามสารทุกข์สุกดิบเหมือนเช่นเคย
คุณแม่กลับปรับทุกข์ให้ฟังว่า คุณแม่รู้สึกไม่สบายใจกับการประพฤติตนของคาทอลิกบางกลุ่ม
ทั้งที่ความศรัทธาของคุณแม่ในเวลานั้นกำลังจะลุกโชน แม่เล่าให้ฟังว่า คาทอลิกบางคนไปวัดไปวาแต่ไปเพื่อดูว่าคนนี้มาคนนี้ไม่มาแล้วก็เอาไปนินทากันเอง
บางคนไปเพราะดูเหมือนว่าต้องไป บางคนเป็นหัวหน้ากลุ่มของวัด แต่มาโกงเงินแม่โดยไม่มีทีท่าว่าจะใช้คืนและโกหกไปต่างๆนานา
แล้วที่คุณแม่เจ็บปวดแทบจะทนไม่ได้ก็คาทอลิกที่อยู่บ้านข้างๆใช้ฝาผนังเดียวกัน
ไม่ยอมพูดจาหรือแม้แต่จะมองหน้าทักทาย ทั้งที่คุณแม่ของมะขามมักจะยิ้มแย้มพูดทักทายเขาก่อนเสมอ
เมื่อคุณแม่รู้สึกแปลกๆไปและไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิด ก็พยายามพูดคุยและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่เขาก็ทำเหมือนถามคำตอบคำ ซึ่งทำให้คุณแม่เริ่มหมดความอดทนและอาจรวมถึงความศรัทธา
มะขามเองก็ได้แต่พูดเสริมแรงบวกให้เพราะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่านั่นเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดหรือคุณแม่คิดไปเอง
เมื่อมะขามกลับไปที่บ้าน ก็ไม่ได้รับรู้ต่างไปจากที่แม่เล่าเลย ก็เลยได้แต่ปลอบใจคุณแม่ว่าให้มองดูส่วนดีที่ยังเหลืออยู่ก็แล้วกัน
หรือมองสิ่งดีที่เขามีก็แล้วกัน แล้วเราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เขาจะตอบรับหรือไม่ก็เป็นเรื่องของเขา
ถือว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างดีแล้ว
ในวันอาทิตย์มะขามและคุณแม่มีโอกาสไปวัดด้วยกัน มะขามสังเกตุถึงท่าทีที่กระอักกระอ่วนของคุณแม่ขณะที่คุณพ่อกำลังเทศน์
เพราะมะขามเองก็รู้สึกว่าไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณพ่อต้องการจะสื่อสารกับพวกเราเช่นกัน
รวมทั้งพระวรสารที่ท่านยกมาก็ไม่เกี่ยวกับพระวรสารที่เพิ่งอ่านไปด้วย กลับไปยกเอาตอนไหนไม่รู้ที่คุณพ่อประทับใจเป็นการส่วนตัวมา
มะขามก็เข้าใจว่าคุณพ่อท่านอาจจะมีงานเยอะไม่มีเวลาเตรียมเทศน์เท่าไร แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าคุณแม่ที่กำลังกลับใจจะรู้สึกเช่นไร
เพราะคุณแม่ของมะขามท่านไม่ใช่คนที่เชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา ถ้าใช่ท่านก็ว่าใช่แต่ถ้าไม่ใช่ท่านก็ส่ายหัวเหมือนกัน
เมื่อกลับมาจากวัดเราก็คุยกันระหว่างทานอาหาร เรื่องพระเรื่องเจ้า ป๊ะป๋า(เป็นพุทธ)ของมะขามที่ทานข้าวเสร็จแล้วไปนอนตีพุงอยู่หน้าทีวี
ตาดูหนังแต่หูฟังพวกเราคุยกัน ก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงฉุนๆ ไปวัดแล้วมันเป็นยังไง
มันดีขึ้นมั้ย เนี่ยน่ะหรือคนที่ไปวัดไปหาพระ เบื้องหลังของอารมณ์นี้มะขามก็พอจะเข้าใจครับ
ว่าป๊ะป๋าเองนับถือพุทธแต่ช่วงหลังป๊ะป๋ารื้อหิ้งพระเตรียมตัวโยกย้ายศาสนา
เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ทำให้ป๊ะป๋าหันหลังกลับ 180 องศา ซึ่งมะขามก็เสียดายและเสียใจอยู่เหมือนกัน
คุณแม่เห็นท่าไม่ดีก็เลยรีบปรามและเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะรู้ว่าตอนนี้ป๊ะป๋าฉุนขาดกับเรื่องนี้อยู่
หลังจากนั้นไม่กี่วันเมื่อมะขามเดินทางกลับมาที่สำนัก มะขามก็พยายามที่จะหาคำตอบให้กับเรื่องนี้
ว่าทำไมการไปวัดไม่ได้ช่วยเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์อะไรให้กับคนไปวัดเลยหรือ
มะขามครุ่นคิดหลายวันและก็พยายามหาหนังสือมาอ่านหวังที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่างทั้งตัวเองและผู้อื่น
เพราะตอนที่คุณแม่ของมะขามเค้าตั้งกระทู้ขึ้นมามะขามก็อึ้งเหมือนกันครับที่ไปฝึกที่สำนักหลายปีดีดัก
แต่อธิบายอะไรไม่ได้ จนกระทั่งวันหนึ่งอาจารย์ในสำนักฝึกชวนมะขามไปซื้อของเข้าสำนักที่ห้างสรรพสินค้าด้วยกัน
ระหว่างทางนั้นมะขามก็พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา อาจารย์จึงได้พูดถึงเรื่องที่มะขามตามหามาแต่ต้นแต่ได้ลืมไปแล้ว
นั่นคือ ความศรัทธา และความศักดิ์สิทธิ์
มะขามรู้สึกเขลาไปชั่วขณะเพราะรู้สึกว่าคำตอบอยู่ปลายจมูกนี่เอง อาจารย์บอกมะขามว่าเราต้องแยกแยะให้ออกระหว่างความศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์
คาทอลิกเราแต่ไหนแต่ไรมีความเชื่อเป็นหลักซึ่งมาคู่กับความศรัทธา ความศรัทธาต่อพระบ้างล่ะต่อตัวบุคคลบ้างล่ะ
จึงไม่แปลกใจที่พอหมดความศรัทธาในตัวบุคคลทุกอย่างก็จบตามไปซึ่งเป็นความศรัทธาที่ไม่ถูกต้องเท่าไรนัก
ส่วนความศักดิ์สิทธิ์นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่เขาศรัทธา
ไม่ใช่ครั้งคราวแต่ต้องทำเป็นชีวิต หากเขาพูด วิจารณ์ วิเคราะห์ ในเรื่องของศาสนาอย่างยอดเยี่ยมแต่เขาไม่ได้เอาสิ่งเหล่านั้นมาปฏิบัติ
เขาก็ไม่อาจจะบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ได้ ถ้าเขาบอกว่าเขาศักดิ์สิทธิ์แต่เขาทำกับพี่น้องคนรอบข้างอย่างอยุติธรรม
ไร้ซึ่งความเมตตากรุณา ก็ดูเหมือนว่าเขาไม่เข้าใจถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง
มะขามรู้สึกประทับใจกับคำอธิบายของอาจารย์มาก วันนี้มะขามก็เลยจะโทรไปหาคุณแม่และป๊ะป๋า
เล่าให้ท่านฟัง หวังว่าท่านคงจะสบายใจขึ้น และจะทำให้ศรัทธาของพวกท่านกลับคืนมาเป็นแน่
มะขามหวังว่าเรื่องที่แบ่งปันไปจะมีประโยชน์แก่ทุกคนที่ได้อ่านนะครับ อย่าหยุดอยู่เพียงแค่ความศรัทธาแต่จงก้าวต่อไปให้ถึงความศักดิ์สิทธิ์
เพราะไม่เช่นนั้นความศรัทธาอย่างเดียวคงไม่ช่วยให้เรารอดอย่างแน่นอน