| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
การเข้าเงียบก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ถูกกำหนดใน 26 พ.ค. - 1 มิ.ย. 2001 ด้วยการเข้าหลักสูตรเพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์ ในหัวข้อการฝึกการวิเคราะห์ตนเองแบบ PRH โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่จะเข้ารับการอบรม จะต้องผ่านหัวข้อ ฉันคือใคร ( Who Am I? ) ก่อน ทำให้ผมพลาดโอกาสและต้องไปเลือกเข้าเงียบส่วนตัวเอาเองตามอัธยาศัย วันหนึ่งผมไปรับบราเดอร์ที่บ้านคณะพระมหาไถ่ ซอยร่วมฤดี เพื่อพากลับบ้านเณรใหญ่ที่สามพราน และได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับคุณพ่อท่านหนึ่งที่โต๊ะอาหาร ท่านมีบุคลิกภาพคล้าย ๆ ทหาร คงจะเป็นคำพูดที่หนักแน่น ท่าทางขึงขัง เอาจริงเอาจัง เสียงดังฟังชัด แบบชัดถ้อยชัดคำ ท่านถามถึงโปรแกรมของผมว่าปิดเทอมนี้จะทำอะไร ผมตอบท่านไปว่า ในช่วงเดือนเมษายนจะไปออกค่ายคำสอนที่ อ.เมืองพล และ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ต่อจากนั้น ก็จะไปเข้าเงียบตามลำพัง เพราะผมยังไม่ได้ผ่าน Who Am I? ท่านก็พูดสวนมาทันทีว่า "ยังไม่ผ่าน ก็ไปให้มันผ่านเสียสิ พ่อจะเปิดการอบรมที่อุดร ในปลายเดือนมีนาคมนี้" ผมมาทราบภายหลัง คุณพ่อที่ผมคุยด้วยคือ คุณพ่อวิเชียร ลิขิตธรรม ผู้ได้รับใบอนุญาต PRH ในประเทศไทย และเป็นวิทยากรในการอบรม "ถ้าจะไป ก็ให้ไปถึงบ้านเณรเล็กที่อุดร (บ้านเณรสันติราชา) ก่อนหกโมงเย็น วันที่ 25 มีนาคม ว่างหรือเปล่า" คุณพ่อเอ่ยถาม ผมนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อตรวจสอบ แล้วตอบว่า "ตรงล็อคว่างของผมพอดีเลย ฟลุ๊คจริง ๆ ครับ ทั้งในเรื่องของเวลาที่ลงตัว และความบังเอิญที่ได้พบกับคุณพ่อ" "ก็พระจัดให้นี่ โอเค แล้วค่อยเจอกัน" คุณพ่อกล่าวสรุป ก่อนจากกันที่โต๊ะอาหาร เป็นอันว่า ผมต้องเดินทางไปจังหวัดอุดรธานี โดยถึงในเช้าวันที่ 25 มีนาคม 2001 ก้าวแรกที่ผมออกจากรถทัวร์เหยียบแผ่นดินอุดร หมู่สามล้อเครื่องก็กรูกันเข้ามาหาผม ร้องถามว่า "ไปไหนครับ ไปไหนครับ" พลันก็คว้ากระเป๋าเดินทางของผม เกือบจะมีสภาพถูกฉุดกระชากลากถู ผมจึงตอบไปว่า "ไปโรงแรมใกล้ ๆ ถูก ๆ แถวนี้" เพราะเวลานั้น เพิ่งจะตีห้า ยังมีเวลานอนอีกเยอะ ก่อนถึงเวลาจริงของการเข้าหลักสูตร สามล้อพาผมวนไปเวียนมา ตระเวนตามถนนตรอกซอกซอยแห่งมหานครอุดรธานี จนถึงที่หมาย ผมถามว่า "เท่าไหร่" คำตอบคือ "แปดสิบบาทครับ" ผมส่งธนบัตรใบละร้อยให้หนึ่งใบและยืนคอยเงินทอนอยู่ครู่ใหญ่ คนขับสามล้อเครื่องจกกระเป๋าซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง ทั้งกระเป๋าเสื้อ การเป๋ากางเกง แล้วเงยหน้าขึ้นพูดว่า "ผมไม่มีเงินทอนครับ" "เออ ไม่ต้องทอนก็แล้วกัน โชคดีนะ" เป็นคำพูดที่ผมเองก็ไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าใดนัก พร้อมกับย่างเท้าเดินเข้าโรงแรมไป เพราะง่วงและอ่อนเพลียเต็มที และแล้วเมื่อผมตื่นขึ้นในตอนเช้า อาบน้ำอาบท่าแต่งตัวให้หล่อพอประมาณ แล้วออกเดินแสวงหาของกินใส่ท้อง ผมเดินข้ามถนนหน้าโรงแรม เดินไปได้สิบก้าว เป็นสี่แยกเลี้ยวขวา เดินไปอีกสิบห้าก้าว พลันทันใดนั้นเอง ผมมองไปฝั่งถนนตรงกันข้ามด้านซ้ายมือ สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาผมคือ สถานที่ตั้งสำนักงานของบริษัทรถทัวร์ที่ผมเพิ่งก้าวลงมาจากรถเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง มันเป็นบทเรียนที่แสนจะเจ็บปวด เวลาผ่านไปหลายเดือน จนในที่สุด ผมก็มีความจำเป็นต้องมาอุดรอีกครั้งหนึ่ง "คราวนี้ กูไม่พลาดแน่" ผมนึกในใจ บรรยากาศเป็นแบบเดิม ๆ เมื่อผมก้าวเท้าลงจากรถทัวร์ ผมเบือนหน้าหนี หมู่ขับรถสามล้อรับจ้าง พร้อมกับตอบปฏิเสธอย่างนุ่มนวล สุภาพว่า "ไม่เป็นไรครับ ที่พักผมอยู่ใกล้แค่นี้เอง" แล้วก็เดินผละหนีไป พร้อมกับคิดในใจอีกว่า "ร้อยนึง ก็จะไม่ได้แอ้มอีกแล้ว พอกันที" เมื่อผมเดินมาถึงสี่แยกไฟแดง ทัศนียภาพที่ปรากฏแก่สายตาผม มันไม่คุ้นเคยเลย แต่ผมมั่นใจว่า ความจำผมไม่เสื่อมแน่ หรือว่าผมโดนผีหลอก หลังจากผมสอบถามชาวบ้านแถวนั้นที่รีบตื่นขึ้นมาเปิดร้านรวง สรุปได้ว่า ท่ารถทัวร์ที่ผมลงเป็นคนละที่กับเมื่อครั้งก่อน เพราะบริษัททัวร์นี้ มี 2 สาขาด้วยกัน ผมมองซ้าย มองขวา ไม่มีโรงแรมเลยแถวนี้ จะย้อนกลับไปหารถสามล้อรับจ้างอีกก็กลัวเสียฟอร์ม และกลัวถูกหลอกอีก ผมต้องเดินไปประมาณกิโลเศษ ผ่านประมาณ 2 สี่แยก จึงมาถึงโรงแรมที่ผมเคยพัก พร้อมกับเหงื่อที่ท่วมตัว เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของคุณป้าสุดที่รักของผม อันเป็นบทสรุปที่มีความเป็นรูปธรรมมาก หลังจากที่ผมได้เล่าประสบการณ์หนึ่งให้ท่านฟัง "ป้าครับ ผมว่าผมต้องเป็นคนมีบุญแน่เลย เพราะมีอยู่วันหนึ่ง ผมยืนรอรถเมล์ มีคนหลงทางมาขอค่ารถกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ผมให้ไปสองร้อยบาท คนยืนกันตั้งเยอะแยะกลับไม่ไปขอ แต่เดินตรงมาหาผมคนเดียว แสดงว่าเขาเห็นหน้าผมแล้ว เขาคงมีประสาทสัมผัสที่ 6 รู้ว่าผมจะต้องเป็นคนใจดีแน่ ๆ เลย" ผมร่ายยาว ตามนิสัยประจำตัวผม ที่ชอบพูดคนเดียวยาว ๆ คุณป้าพูดขึ้นว่า "ก็มันเห็นหน้าเอ็งแล้ว มันก็รู้ได้ทันทีว่า คนหน้าโง่แบบนี้ หลอกเอาสตางค์ได้ง่ายนะซิ มันเลยไม่ไปขอกับคนอื่น" แล้วคุณป้าก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดปิดท้ายเพื่อปลอบใจว่า "แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก นึกเสียว่าได้ทำบุญก็แล้วกัน เขาอาจจะเดือดร้อนจริง ๆ ก็ได้" ปัจฉิมลิขิต : คนที่ยอมเสียเปรียบคนอื่น อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ในโลกกว้าง แต่คนที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น หาที่อยู่ลำบาก เพราะคนส่วนมากไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบ
|
20 มีนาคม 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002