issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
ข่าวจากคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อสุขภาพอนามัย

การประชุมทางเทวศาสตร์ และการอภิบาลว่าด้วยเรื่องครอบครัว

มีการประชุมทางเทวศาสตร์ และการอภิบาลว่าด้วยเรื่องครอบครัวที่วาติกันระหว่างวันที่ 22-24 พฤศจิกายน 2544 ในหัวข้อเรื่อง มิติทางมานุษยวิทยาและการอภิบาลของพระสมณสาสน์เรื่อง “ครอบครัวคริสตชนในโลกปัจจุบัน” (Familiaris Consortio) โอกาสครบรอบปีที่ยี่สิบ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบยี่สิบปีของพระสมณสาสน์ “ครอบครัวคริสตชนในโลกปัจจุบัน” (Familiaris Consortio) ประธานในพิธีเปิดการประชุมคือพระคาร์ดินัล อัลฟองโซ โลเปซ ทรูจิลโล ประธาณสมณสภาเพื่อครอบครัว วิทยากรประกอบด้วยพระสังฆราชฟรังซิสโก กิล เฮลลิน และมองซินญอร์ ฟรานเชสโก ดิ เฟลิเช่ เลขาธิการและปลัดของสมณสภาตามลำดับ พระอัครสังฆราชตาร์ซิสโซ เบอร์โตเน่ เลขาธิการสมณกระทรวงข้อความเชื่อ พระคาร์ดินัล นอร์เบอร์โต ริเวร่า คาร์เรร่า พระอัครสังฆณาชแห่งเม็กซิโก พระอัครสังฆราชคาร์โล คัฟฟาร่า แห่ง เฟอร์ราร่า-โคมัคคีโอ อิตาลี และพระอัครสังฆราชจอร์จ เพล แห่งซิดนี่ย์ ออสเตรเลีย

แถลงการณ์แจ้งการประชุมระบุว่ามีการประชุมโต๊ะกลมหกวาระ ซึ่งทำการศึกษาหัวข้อต่อไปนี้อย่างละเอียด คือ “การศึกษาพระสมณสาสน์ ‘ครอบครัวคริสตชนในโลกปัจจุบัน’ ในรอบยี่สิบปี โดยคู่สมรสหลายคู่จากทั่วโลก” กฎหมายเกี่ยวกับตัวอ่อนมนุษย์ สถาบันครอบครัวและชีวิตมนุษย์ การสืบพันธุ์อย่างรับผิดชอบ และวิธีการแบบธรรมชาติ เพศศึกษา และประชากรศาสตร์ในปัจจุบัน

ทัศนคติของประชาชนที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอดส์

ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในประเทศไทยได้มีความรุนแรงมากขึ้นเกือบทุกพื้นที่ ซึ่งมีผลต่อสถาบันครอบครัวและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รัฐบาลได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนในการป้องกันและดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากเอดส์ และพยายามให้ประชาชนในสังคมมีความเข้าใจ เอื้ออาทรต่อผู้ติดเชื้อเอดส์ รวมทั้งยอมรับการที่จะอยู่ร่วมกันกับผู้ติดเชื้อเอดส์อย่างปลอดภัย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ทัศนคติของประชาชนที่มีต่อโรคเอดส์ โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์เรื่องเอดส์ พ.ศ. 2544

ผลการศึกษา พบว่า ประชาชนที่ทราบเกี่ยวกับการได้รับหรือการแพร่เชื้อเอดส์นั้น ส่วนใหญ่ทราบว่า ได้รับหรือแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 97.9 รองลงมา คือ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ร้อยละ 80.9 เชื้อจากมารดาสู่ทารก ร้อยละ 57.5 การรับเลือด-ถ่ายเลือดจากผู้อื่น ร้อยละ 57.2 ทางบาดแผลสดสัมผัสกับเชื้อเอดส์ และจากการถูกน้ำลายหรือสัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ ร้อยละ 37.0 และ 11.0 ตามลำดับ

ความรู้สึกที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอดส์

เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับความกลัวที่ประชาชนมีต่อเอดส์ ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ประมาณ 4 ใน 5 หรือร้อยละ 83.1 มีความกลัวโรคเอดส์ ร้อยละ 12.7 เป็นผู้ที่ไม่กลัวโรคเอดส์ และผู้ไม่ให้ความเห็น มีร้อยละ 4.2 ทั้งนี้ ผู้ที่กลัวโรคเอดส์ได้ให้เหตุผลที่กลัว เพราะทราบว่าเอดส์เป็นโรคที่ไม่มียารักษาให้หายได้ ถ้าเป็นโรคเอดส์แล้วต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ เป็นโรคที่ทำลายครอบครัว เป็นโรคที่แพร่เชื้ออย่างง่ายและรวดเร็ว และเป็นโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอมีสภาพที่ไม่น่าดู

สำหรับเหตุผลของผู้ที่ไม่กลัวโรคเอดส์ เนื่องจากมีความเห็นว่า ถ้ารู้จักป้องกันตนเองแล้วเอดส์ก็ไม่ใช่โรคที่น่ากลัว มีพฤติกรรมทางเพศที่ถูกต้องจะไม่เป็นโรคเอดส์ ขณะนี้มีการยอมรับให้ผู้ที่ติดเชื้อเอดส์อยู่ร่วมในสังคมได้ ผู้ติดเชื้อเอดส์มีสภาพร่างกายที่ปกติ มีวัคซีนป้องกันโรคเอดส์แล้ว และมีสมุนไพรรักษาให้หายได้ เป็นต้น

นอกจากนี้ได้สอบถามถึงความรู้สึกรังเกียจที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอดส์ พบว่า มีผู้ที่รังเกียจผู้ติดเชื้อเอดส์ ร้อยละ 38.8 ผู้ที่ไม่รังเกียจผู้ติดเชื้อเอดส์ มีร้อยละ 44.4 และผู้ไม่ตอบว่ารังเกียจหรือไม่รังเกียจ มีร้อยละ 16.8 เหตุผลของผู้ที่รังเกียจผู้ติดเชื้อเอดส์นั้น เนื่องจากมีความรู้สึกกลัวที่จะได้รับเชื้อเอดส์ถ้าอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อเอดส์ มีความรู้สึกว่าเอดส์เป็นโรคที่น่ารังเกียจ รูปและสภาพร่างกายผู้ติดเชื้อไม่น่าดู ผู้ติดเชื้อเอดส์เป็นพวกที่มีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ และ/หรือเป็นผู้ที่ติดยาเสพติด เป็นต้น

สำหรับเหตุผลของผู้ที่ไม่รังเกียจผู้ติดเชื้อเอดส์ คือ เห็นใจในเคราะห์กรรมของผู้ติดเชื้อ มีความคิดว่าเอดส์ไม่ใช่โรคที่ติดต่อได้ง่าย ตนเองมีความเข้าใจและยอมรับที่จะอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ และไม่อยากกดดันผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ เป็นต้น

การปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยจากเชื้อเอดส์

สำหรับการปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยจากเอดส์ ประชาชนส่วนใหญ่ประมาณ 4 ใน 5 หรือร้อยละ 80.1 มีความเห็นว่า ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่คู่สมรสหรือคู่รักของตน รองลงมา คือ การปฏิบัติตนเป็นคนรักเดียวใจเดียว มีร้อยละ 74.5 ควรตรวจเลือดก่อนแต่งงานหรือก่อนมีบุตร มีร้อยละ 63.0 ควรหลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น มีร้อยละ 58.2 ควรหลีกเลี่ยงการสักผิวหนังหรือเจาะหูด้วยเครื่องมือที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ และควรตรวจสุขภาพและตรวจเลือดปีละครั้ง มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 37.5 และ 37.1 ตามลำดับ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือน้ำหลั่งของผู้อื่น มีร้อยละ 33.7 การดูแลสุขภาพและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการหลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมที่ทำให้เกิดบาดแผลร่วมกับบุคคลอื่น มีร้อยละ 32.4 เป็นต้น
 

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง |

3 กุมภาพันธ์ 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002