| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
สวัสดีครับ สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านมา ผมมีโชคดีได้เข้าไปร่วมพิธีกรรมในวาติกัน โดยมีพระสันตะปาปาเป็นผู้ประกอบพิธี จึงขอนำประสบการณ์นี้มาเล่าสู่กันฟังครับ วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ พิธีนมัสการกางเขนที่พระวิหารนักบุญเปโตร จัดขึ้นในเวลา 17.00 น. ผมออกจากบ้านที่พัก ประมาณ 16.00 น. รอรถเมล์คนแน่นไปหมด และในรถเมล์ที่เบียดกันอย่างปลากระป๋อง ก็มีเสียงคุยกันดังลั่นไปทั้งคัน ฟังไม่ออกเลย เพราะว่ามีหลายภาษา แต่เข้าใจว่าทุกคนคงจะไปร่วมพิธีนมัสการกางเขนที่พระวิหารนักบุญเปโตร ดูท่าทางจะเป็นอย่างนั้น และพอถึงป้ายที่วาติกัน คนเกือบทั้งคันรถลงหมด และทุกคนก็รีบเดินไปที่พระวิหาร เพราะเวลาใกล้แล้วเหลือประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง ผมก็รีบเช่นกัน ใช้เวลาเดินประมาณ 3 นาที ถือว่าเร็วมาก เมื่อไปถึง มองไปก็เห็นแถวยาวมากทีเดียว และก็มีคนตรวจบัตรหลายคนคอยดูแลความเรียบร้อยและตรวจข้าวของที่มีคนพกติดตัวไปด้วย สำหรับผมก็ผ่านไปด้วยดี เพราะว่าไม่ได้นำอะไรติดตัวไป ทีแรกตั้งใจว่าจะนำกล้องไปด้วยแต่กลัวฝนตก ก็เลยไม่ได้นำมา เมื่อผ่านทางเข้าแรก แล้วก็ยังมีอีก 2 ด่านที่คอยตรวจดูความเรียบร้อย ผมก็พยายามรีบเข้าไปเพราะเห็นว่าคนเข้าไปกันมากแล้วคงจะหาที่นั่งที่ใกล้ๆลำบาก จึงเดินไปข้างหน้าทางด้านซ้ายมือ เห็นคนยังไม่เต็มเลยเดินเข้าไปนั่ง ต้องถือว่าโชคดีมากเพราะได้อยู่ใกล้พระแท่นประมาณ 25 เมตรเท่านั้น หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที ผู้คนก็เต็มไปหมด และไม่มีที่นั่งแล้วคนที่มาทีหลังต้องยืนและก็จะไม่เห็นพระแท่นด้วย เพราะว่ามีเสาขนาดใหญ่บังกั้นไว้ หลังจากที่ได้ที่นั่งแล้วก็รออยู่ประมาณ 20 นาที ก็ได้ยินเสียงปรบมือดังก้องไปทั้งพระวิหาร แสดงว่าพระสันตะปาปากำลังเสด็จออกมาแล้ว เสียงปรบมือดังกึกก้องอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งพระสันตะปาปาหยุดอยู่ที่หน้าพระแท่น และก็ทรงก้มลงนอนราบกับพื้น ระหว่างนี้ผู้คนในพระวิหารเงียบเสียง แบบว่าตรงกันข้ามกับเมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาเลย แม้แต่พ่อแม่ที่พาลูกมาด้วยยังต้องหันมากำชับลูกให้เงียบ บรรยากาศดูแล้วชวนให้ศรัทธาและรู้สึกได้ถึงพลังของพระจิตเจ้าที่มีอยู่ในพระศาสนจักร โดยผ่านทางพระสันตะปาปาเป็นพิเศษ ความเงียบถูกทำลายลงเมื่อพระองค์ทรงลุกยืนขึ้นและก็เริ่มพิธี ภาษาที่ใช้ในพิธีส่วนใหญ่เป็นภาษาลาตินสลับกับอิตาเลียนเล็กน้อย และจะขับเป็นทำนองเกรโกเรียนด้วย ซึ่งก็เพราะมาก น่าประทับใจจริงๆ มิน่าทำไมเขาถึงบอกว่าเพลงลาตินเหมือนกับเสียงฑูตสวรรค์กำลังประสานสรรเสริญพระเป็นเจ้าในสวรรค์ ทั้งบทอ่านและพระวรสาร ผู้อ่านก็จะอ่านเป็นทำนองเกรโกเรียนเช่นกัน ทุกคนที่เข้าไปร่วมในพิธีต่างก็มีความพยายามกันอย่างมาก เป็นต้นผู้ที่ไม่มีที่นั่งต้องใช้ความอดทนสูงมาก พระคงอวยพรพวกเขามากด้วย หลังจากที่พระวรสารจบแล้ว พระสงฆ์คณะดอมินิกันเป็นผู้เทศน์ โดยใช้เป็นภาษาอิตาเลียน หลังจากนี้แล้วก็เป็นช่วงของบทภาวนาเพื่อจุดประสงค์ของพระศาสนจักร 10 ข้อด้วยกัน ซึ่งใช้ 10 ภาษาเช่นกัน สำหรับทวีปเอเซียก็มีภาษาฟิลิปปินส์เป็นตัวแทน หลังจากนั้นก็เป็นขบวนแห่กางเขนซึ่งเริ่มจากหน้าพระวิหารค่อยเดินเข้ามาถึงหน้าพระแท่นและมาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าพระสันตะปาปา พระองค์ได้ร้องบทสร้อยเป็นภาษาลาติน และพวกเราก็ตอบรับ ทำอย่างนี้ 3 ครั้งและเสียงสูงขึ้นทุกครั้ง เนื่องจากพระองค์ทรงชราแล้วทำให้เสียงของไม่สู้จะร้องได้ จึงมีผู้ร้องช่วยซึ่งทำได้ดีมากจริง จากนั้นพระองค์ก็ทรงจูบกางเขนเป็นคนแรก และต่อด้วยบรรดาคาร์ดินัลและพระสังฆราช และตามด้วยตัวแทนฆราวาสและนักบวช ซึ่งไม่มากนักส่วนคนอื่นๆที่มาร่วมก็ถือว่าได้รับพระด้วยใจกันทั่วหน้า ผมก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนเหล่านี้ด้วยที่รับพรด้วยความปรารถนา และพระสันตะปาปาก็เริ่มภาครับศีลด้วยการนำสวดบทข้าแต่พระบิดาเป็นภาษาลาติน หลังจากนั้นก็มีพระสงฆ์จำนวนมากกระจายกันไปตามจุดต่างๆเพื่อส่งศีลมหาสนิทให้ผู้ที่มาร่วมพิธี พิธีเป็นไปอย่างสง่างามมากและทำให้ผู้ที่มาร่วมทุกคนกลับไปอย่างมีความสุข ผมสังเกตจากบรรยากาศ หลังพิธีพระองค์ก็เสด็จออกจากพระวิหาร ผู้คนยังคงปรบมือเหมือนเช่นเคยแสดงถึงความยินดีและความเคารพในพระสันตะปาปา ระหว่างที่ออกจากพระวิหารผู้คนมากมาย ทำให้รู้สึกว่าติดขัดพอสมควร และก็มั่นใจว่าคนไม่ใช่น้อยที่มาร่วมนี้จะยังคงต่อเนื่องไปที่โคลีเซียม เพื่อเดินรูปร่วมกับพระสันตะปาปาอีกเช่นกัน สำหรับผมคงต้องกลับไปบ้านก่อนเพราะว่าต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่ คาดว่าอากาศจะหนาวและคงต้องทานอาหารเย็นก่อนไม่งั้นคงไม่ไหวแน่ๆกับการไปเดินรูป ซึ่งพิธีจะเริ่มในเวลาประมาณ 21.00 น. และเสร็จพิธีที่วาติกันก็ 19.00 น.เข้าไปแล้ว หลังจากกลับบ้าน ผมได้พักนิดหน่อยและทานอาหาร เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวให้ดีขึ้น หมายถึงป้องกันความหนาวมากขึ้น ก็ออกเดินทางและก็ต้องนั่งรถไปใต้ดินไป ก่อนถึงป้ายโคลีเซียมเขาประกาศเป็นภาษาอิตาเลียนฟังไม่ค่อยออก นึกว่าเขาบอกว่าป้ายต่อไปนั้นจะมีพิธีมรรคาศักดิ์สิทธิ์ ที่ไหนได้เขาไม่จอดป้ายนี้ เพราะผู้คนจะเยอะมากในการขึ้นลงจึงให้ไปขึ้นอีกป้ายหนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที พอเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าผู้คนมากมายจริงๆ หนังสือและเทียนที่เขานำมาแจกหมดเสียนานแล้ว ผมมาไม่ทันรับแจก และกว่าจะถึงเวลาที่พระสันตะปาปาเสด็จมาทำพิธี อีกประมาณ 20 นาที ก็ยืนรอกัน ผมก็เลยเบียดเสียดผู้คนเข้าไปยืนด้านใน เพื่อจะได้เห็นได้ใกล้มากขึ้นและจากด้านที่ผมยืนทำให้เห็นกางเขนใหญ่ที่มีไฟอยู่รอบได้อย่างชัดเจน และอยู่ตรงหน้าพระที่นั่งของพระสันตะปาปาด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพระองค์เสด็จมาถึง ก็มีการปรบมือต้อนรับแต่ก็ไม่นานนัก ก็เริ่มพิธีเลย ผมเข้าใจว่าพระองค์คงจะเหนื่อยมากเช่นกัน และเนื่องจากท่านชรามากแล้วก็ไม่ทรงร่วมเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์เหมือนเช่นเคย แต่ให้พระคาร์ดินัลเดินแทน ส่วนท่านก็นั่งเป็นประธานในการภาวนา และเมื่อถึงสถานที่ 12 ท่านก็ทรงลุกขึ้นร่วมกับขบวนมรรคาศักดิ์สิทธิ์ จนถึงสถานสุดท้าย และสวดปิด ที่ๆท่านยืนนั้นสง่างามมากมีกางเขนใหญ่อยู่เบื้องหลังและมีไฟส่องไปยังท่านให้ผู้คนได้เห็นอย่างชัดเจน แล้วท่านก็ทรงอวยพรและหลังจากนั้นก็เดินทางกลับไปยังวาติกัน บรรยากาศดีมาไม่ร้อนและไม่หนาว และก็มีโคลีเซียมเป็นที่ๆคร่าชีวิตมรณสักขีไม่น้อย ถึงแม้ว่าจะยืนกันตลอดแต่ก็เป็นบรรยากาศของคาทอลิกจริงๆ ส่วนผม กว่าจะกลับถึงบ้านก็ประมาณ 23.30 น. กลับมาถึงบ้านก็รู้สึกสบายตัวดีและก็ได้พักอย่างดีด้วย ขอบคุณพระองค์ที่ให้ได้มีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศดีๆอย่างนี้ วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ บรรยากาศที่กรุงโรมในช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์นี้ค่อนข้างจะคึกคักมาก ผู้คนก็หลั่งไหลมากันมากมาย ทั้งที่วัดในกรุงโรมก็มีมากและแต่ละวัดก็ได้จัดพิธีเช่นเดียวกันในช่วงนี้ และก็มีผู้คนไปมากเช่นกัน สำหรับที่วาติกันแล้วเป็นที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอย่างแน่นอน และเป็นต้นนักท่องเที่ยวหรือผู้แสวงบุญทั้งหลาย ที่เนืองแน่นไปทั้งพระวิหาร ผมเริ่มออกเดินทางจากที่พักเวลาประมาณทุ่มครึ่ง วันนี้ค่อนข้างจะออกสาย เพราะว่าพิธีจะเริ่มเวลาสองทุ่ม เนื่องจากผมได้ทำอาหารเย็นทานกันเอง และชวนเพื่อนจากเวียตนามและมาเลเซีย ที่อยู่พักที่หอไม่ได้ไปช่วยงานตามวัดเช่นเดียวกับผม มาทานอาหารเย็นด้วยกัน ก็เลยทำให้ช้าไปสำหรับวันนี้ แต่อย่างไรก็ตามวันนี้รถว่างเพราะว่าผู้คนคงจะไปกันก่อนแล้ว และก็ใช้เวลาเพียง 10 นาทีก็ถึงพระวิหาร และก็รีบเดินตรงไปในพระวิหารซึ่งมียามและเจ้าหน้าที่ของพระวิหารคอยตรวจบัตรผ่านประตู ถ้าใครไม่มีบัตรก็ไม่ได้เข้าไปร่วมพิธีในพระวิหาร ได้แต่อยู่ที่ลานหน้าพระวิหารและดูโทรทัศน์วงจรปิดที่ถ่ายทอดออกมา ซึ่งวันนี้อากาศหนาวมากและมีลมพัดค่อนข้างแรง เมื่อผ่านเข้าไปในพระวิหารแล้วก็ให้รู้สึกได้ว่าผู้คนมากและแลดูว่าพระวิหารเล็กไปถนัดตาจริงๆ ที่หน้าพระวิหารตรงประตูกลางมีคนยืนล้อมรอบกองไฟซึ่งพระสันตะปาปาจะเสด็จมาเป็นประธานในการเสกไฟและเทียนปาสกา ผมไม่โชคดีหมือนเมื่อวาน ตรงกันข้ามจะหาที่จะยืนยังหายากเลย ต้องไปยืนพิงเสาที่ไม่มีคนไปยืนเท่าไหร่นัก เพราะได้ยินแต่เสียงไม่เห็นพิธีอะไรเลย เมื่อรออยู่สักพัก ไฟในพระวิหารก็ปิดลงทีละดวงๆ จนบรรยากาศค่อนข้างมืดและผู้คนก็รู้ว่านี่เป็นสัญญาณที่พิธีกำลังจะเริ่ม และพระสันตะปาปาก็ค่อยๆเสด็จออกมาจากประตูข้างพระวิหาร ซึ่งนำด้วยกางเขนและเทียนและผู้ช่วยพิธี ส่วนพระคาร์ดินัลและพระสังฆราชที่มาร่วมนั้น ก็ไปนั่งที่หน้าพระแท่นอยู่ก่อนแล้ว พระสันตะปาปาหยุดตรงหน้าพระวิหาร และก็เริ่มพิธีกรรม วันนี้ใช้ภาษาลาตินทั้งหมดและขับร้องเกรโกเรียนตลอดทั้งพิธีด้วย หลังจากที่เสกไฟแล้วก็ทรงจุดเทียนปาสกาและเริ่มแห่เทียนปาสกาเข้าพระวิหาร โดยทรงประกาศว่า Lumen Christi และพวกเราก็รับว่า Deo gratias ที่หน้าพระวิหาร 1 ครั้ง ที่กลางพระวิหาร 1 ครั้งและที่หน้าพระแท่น 1 ครั้ง จากนั้นแสงไฟในพระวิหารก็สว่างขึ้นพร้อมกัน จากนั้นก็เป็นการประกาศสมโภชปาสกา เป็นทำนองเกรโกเรียน ซึ่งไพเราะมากแต่ก็ยาวมากเช่นกัน สำหรับการยืนฟังก็ทำให้เมื่อยต้องเปลี่ยนอิริยาบทหลายครั้งเช่นกัน เมื่อจบการประกาศแล้วก็เริ่มด้วยบทอ่านที่ 1 ซึ่งใช้เป็นภาษาอังกฤษจากหนังสือปฐมกาล และตามด้วยบทสดุดีที่ขับเป็นทำนองเกรโกเรียนและบทภาวนาที่พระสันตะปาปาเป็นผู้ขับเป็นทำนองเกรโกเลียน บทอ่านที่ 2 เป็นภาษาฝรั่งเศสและสลับด้วยบทสร้อยจบด้วยบทภาวนา บทอ่านที่ 3 เป็นภาษาสเปน บทอ่านที่ 4 เป็นภาษาเยอรมันและหลังจากนี้ก็เป็นการขับสิริมงคลอย่างสง่าและตามด้วยบทอ่านที่ 5 เป็นภาษาอิตาเลียนและขับอัลเลลูยา ตามด้วยพระวรสารที่เป็นทำนองเกรโกเรียนและพระสันตะปาปาเทศน์อีก 10 นาที ตามด้วยพิธีเสกน้ำล้างบาปและล้างบาปเด็กและผู้ใหญ่ ตรงนี้ไม่ทราบว่ากี่คนเพราะว่าไม่เห็นเลยได้ยินแต่เสียงเท่านั้น ระหว่างพิธีก็จะมีผู้คนเข้าออกอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่ได้ทำให้พิธีติดขัดอะไรเพราะว่ามีการจัดไว้อย่างดีและมีทั้งทหารสวิสและเจ้าหน้าที่มากมายคอยดูแลและให้ความสงบ ผู้คนที่ไม่มีที่นั่งก็ยืนบ้างและก็นั่งกับพื้นบ้าง ซึ่งเย็นมากเพราะเป็นปูนแบบหินขัดบ้านเรา ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนของพิธี จนแล้วเสร็จใช้เวลา 3 ชั่วโมงกับอีก15 นาที หลังจากนั้นก็ทะยอยกันกลับ เมื่อออกมานอกพระวิหารอากาศหนาวมากและมีลมพัดแรงด้วย ซึ่งต่างจากเมื่อคืนวันศุกร์ที่อากาศเย็นไม่หนาว ดังนั้น ผมจึงต้องรีบเดินไปรอรถที่ป้ายรถเมล์และก็โชคดีที่รอรถไม่นานมากเพียง 5 นาทีและกลับถึงที่พัก ประมาณ 23.30 น. นี่คือบรรยากาศของคืนวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนคงจะมีความสุขที่ได้เห็นพระสันตะปาปาและได้ร่วมพิธีการประกาศปาสกาที่พระวิหารนักบุญเปโตร ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีซึ่งครั้งหนึ่งได้มีโอกาสร่วมพิธีสำคัญๆกับพระสันตะปาปา ถึงแม้จะไม่ได้เห็นพิธีแต่ก็ได้ชื่อว่ามีส่วนร่วมแล้วก็เกินพอแล้ว สวัสดีครับ
|
21 เมษายน 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000