issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
โฮโมเซ็กช่วลกับคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก
นางสาวชาวแบงค์

"มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ" ( 1 ซามูเอล 16:7 ) บทความต่อไปนี้เป็นการมองภาพสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโฮโมเซ็กช่วล (รักร่วมเพศ) ในปัจจุบัน โดยวิเคราะห์จากข้อมูลทางจิตวิทยา สังคมศึกษาและคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก รวมทั้งความคิดเห็นของนักพระคัมภีร์และนักเทววิทยาที่มีต่อปัญหานี้

ความเชื่อ

ในสังคมของเรานั้น คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าเกย์ (รักร่วมเพศในชาย) และเลสเบี้ยน (รักร่วมเพศในหญิง) เป็นกลุ่มคนที่ "ผิดปรกติ" "ผิดมนุษย์" และ "ผิดธรรมชาติ" โดยเฉพาะในสังคมคาทอลิก เรื่องราวการทำลายล้างเมืองโสดมและโกโมราห์ถูกอ้างอิงอยู่เสมอ เพื่อเป็นการสนับสนุนว่าโฮโมเซ็กช่วลนั้นเป็นบาปร้ายแรง สมควรแก่การถูกลงโทษจากพระเจ้า สังคมยังเชื่ออีกว่าคนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนเช่นนี้ ควรต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ ให้กลับมาเป็น "คนปรกติ" ตาม "ธรรมชาติ" ที่ควรจะเป็น

ผลของความเชื่อ

จากความเชื่อข้างต้นส่งผลให้เกิดการกีดกันและการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพวกรักร่วมเพศ จนกลายเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา เด็กถึง 30-40 % ต้องหนีออกจากบ้านหรือถูกขับออกจากบ้าน เนื่องจากพ่อแม่ไม่สามารถรับพฤติกรรมการเป็นโฮโมเซ็กช่วลของพวกเขาได้ วัยรุ่นหลายคนฆ่าตัวตาย หลายต่อหลายคนถูกไล่ออกจากงาน หรือเคยมีปัญหาในการไม่มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเพราะผู้ร่วมงานสงสัยว่าพวกเขาเหรือเธอเป็นพวกรักร่วมเพศ บางรายถูกเผาบ้าน ผู้เป็นเกย์และติดเชื้อ HIV บางคนต้องตายอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีแม้การรักษาพยาบาล เพราะครอบครัวของเขาอายที่จะให้ผู้อื่นรู้ว่ามีสมาชิกในครอบครัวเป็นเกย์

กลุ่มคนรักร่วมเพศมักตกเป็นเป้าของการทำร้ายร่างกายเสมอ ในกรณีหนึ่ง หญิงสาวถูกลักพาตัวไปในบริเวณบ้านเช่าของเธอเอง เธอถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ รวมทั้งถูกข่มขืนเป็นเวลาติดต่อกัน 1 สัปดาห์ เพราะว่าพ่อแม่ของเธอได้ว่าจ้างชายคนหนึ่งให้ทำงานนี้ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมรักร่วมเพศของลูกสาว ทั้งพ่อและเมื่อเชื่อว่าการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายเป็นการ "ช่วยชีวิต" ลูกสาวของพวกเขาเอง

ความจริงทางจิตวิทยา

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 สมาคมจิตเวชศาสตร์แห่งอเมริกา ( American Pshchiatric Asociation) ได้ตัดคำว่า "รักร่วมเพศ" ออกจากคู่มือรายชื่อโรคที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดปรกติทางจิตและอารมณ์ และสมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา (American Psychological Association) ให้การสนับสนุนเรื่องนี้อย่างหนักแน่น ทั้งสองสมาคมเรียกร้องให้นักจิตวิทยาทั่วประเทศให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเสียใหม่ ว่าโฮโมเซ็กช่วลไม่ได้เป็นความผิดปรกติทางจิตอย่างที่เคยเข้าใจกัน

สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกาให้ความรู้แก่ประชาชน ว่าการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีพฤติกรรมรักร่วมเพศนั้น มิใช่เป็นสิ่งที่บุคคลนั้นเลือกได้เสมอไป เช่นเดียวกับพฤติกรรมรักต่างเพศหรือกลุ่มคนที่สังคมให้การยอมรับว่าเป็นปรกตินั้น ก็มิได้เป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถเลือกเองได้เช่นกัน ความสนใจในเพศเดียวกัน ต่างเพศหรือทั้งสองเพศเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ยังไม่เป็นที่กระจ่างชัดนักต่อนักวิทยาศาสตร์ มีหลายทฤษฎีที่เสนอสาเหตุที่แตกต่างกันไป บ้างก็ว่าเกิดจากพันธุกรรมหรือจากปัจจัยของฮอร์โมนที่มีมาแต่กำเนิด บ้างก็ว่าเป็นเหตุของสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเห็นพ้องต้องกันว่าความสนใจทางเพศนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของชีวิต ผ่านทางปฏิสัมพันธ์รวมไปถึงปัจจัยที่ซับซ้อนอื่นๆทางชีววิทยา จิตวิทยาและสังคมวิทยา

ท่าทีของพระศาสนจักร

เรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหม่ที่พระศาสนจักรคาทอลิกให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ มีการให้ความรู้ความเข้าใจแก่สัตบุรุษผ่านทางจดหมายอภิบาลหลายฉบับ รวมทั้งต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดกับบุคคลรักร่วมเพศอย่างชัดเจน ดังตัวอย่างคำสอนและจดหมายอภิบาลของพระสังฆราช แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีใจความดังต่อไปนี้

1. ความสนใจในเพศเดียวกัน มิใช่สิ่งที่บุคคลสามารถเลือกเองได้ "บางคนพบว่าความสนใจในเพศเดียวกันของเขานั้น ไม่ได้เกิดจากการกระทำของเขาเอง…พวกเขาควรได้รับความเคารพ สิทธิเสรีภาพ มิตรภาพและความยุติธรรม พวกเขาควรมีบทบาทและส่วนร่วมในพระศาสนจักรคาทอลิก" (จดหมายอภิบาลของสภาพระสังฆราชสหรัฐอเมริกา, To love in Christ Jesus)

"กลุ่มหญิงและชายที่มีแนวโน้มในเรื่องรักร่วมเพศ เป็นกลุ่มคนที่ไม่สมควรถูกละเลย พวกเขามิได้เป็นคนเลือกที่จะสนใจเพศเดียวกัน" (Catechism of the Catholic Church, #1995)

2. การมีความสนใจในเพศเดียวกันไม่เป็นบาป "ความเอนเอียงในทางเพศเดียวกันของคนรักร่วมเพศไม่เป็นบาป…เนื่องจากมนุษย์แต่ละคนถูกสร้างขึ้นมาตามพระฉายาของพระเจ้า การที่บางคนถูกอ้างถึงโดยมุมมองที่จำกัดเพียงเพราะเขาหรือเธอเป็นพวกรักร่วมเพศนั้น เป็นการอ้างอิงที่ไม่มีเหตุเพียงพอ" (Vatican Congregation for the Doctrine of Faith (CDF) "Letter to the Bishops of the Catholic Church on the Pastoral Care of Homosexual Person")

3. การมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกัน ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรม เหมือนในกรณีของการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส พระศาสนจักรจึงเรียกร้องให้มีการดูแลเอาใจใส่กลุ่มคนรักร่วมเพศอย่างดี

"การมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกัน…ซึ่งต่างจากการมีความสนใจในเพศเดียวกันนั้น ถือว่าผิดศีลธรรม ทั้งผู้ที่มีความสนใจในเพศเดียวกันและผู้ที่มีความสนใจในเพศตรงข้าม ถูกเรียกให้เป็นพยานในการงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส และโดยอาศัยพระเมตตาของพระเจ้า จึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ถือว่าผิด…อย่างไรก็ดี ผู้ที่สนใจในเพศตรงข้ามมีโอกาสที่จะเข้าสู่พิธีสมรสได้ ส่วนกลุ่มคนรักร่วมเพศไม่มีโอกาส ดังนั้นชุมชนคาทอลิกควรให้การอภิบาลดูแลเอาใจใส่ และให้ความเห็นอกเห็นใจแก่พวกเขาเป็นพิเศษ" (จดหมายอภิบาลของสภาพระสังฆราชสหรัฐอเมริกา, To love in Christ Jesus)

สู่ความเข้าใจใหม่ในพระคัมภีร์

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา คนทั่วไปเข้าใจว่าเมืองโสดม (ดู ปฐมกาล 19:1-11) ถูกพระเจ้าลงโทษ เนื่องจากบาปของการรักร่วมเพศ นักพระคัมภีร์และนักเทววิทยาปัจจุบันส่วนหนึ่ง ให้ความเห็นแตกต่างออกไป โดยกล่าวว่าบาปของเมืองโสดมเป็นบาปที่เกี่ยวเนื่องจากการที่ไม่ได้ให้การต้อนรับผู้มาเยือน ( Helminiak, Daniel A. What the Bible really says about homosexuality ) ซึ่งในเขตทะเลทรายที่หนาวเหน็บ การไม่ต้อนรับแขกเข้ามาพักอาศัยในบ้านเรือน ปล่อยให้แขกต้องรอนแรมอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็น หมายถึงอันตรายถึงชีวิตทีเดียว ซึ่งกฎข้อนี้เป็นกฎที่สำคัญในทะเลทราย แม้กระทั่งในปัจจุบัน กฎนี้ก็ยังถูกใช้อยู่

ในพระคัมภีร์เก่าเอง ก็มีการอ้างอิงถึงเมืองโสดม 21 ครั้ง ในทั้งหมด 21 ครั้งนี้ก็ไม่มีครั้งใดที่ได้กล่าวถึงบาปของเมืองโสดมอันเกิดจากการรักร่วมเพศเลย แต่กลับเป็นบาปของความอยุติธรรม การกดขี่ข่มเหง การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสและการโกหก แม้แต่พระเยซูเจ้าก็อ้างถึงเมืองโสดมในแง่ของการปฏิเสธผู้นำสารของพระเจ้า

เสียงร้องจากมุมมืด

"แม่ครับ…ถ้าแม่จะกรุณา ได้โปรดเข้าใจด้วยว่าผมไม่ได้เลือกที่จะเป็นเกย์…ถึงจะเป็นเกย์ แต่ผมก็เป็นคนดี ผมมีความรักให้ผู้อื่น ผมอยากให้แม่รู้จักและรักผม….จดหมายจากแอนดรูว์ถึงแม่"

"ตั้งแต่ผมเรียนอยู่ในวิทยาลัย ผมปฏิเสธความเป็นเกย์ของตัวเอง ผมโกหกตัวเอง กลัวตัวเอง ผมทำให้ตัวเองตกอยู่ในความทุกข์ทรมานด้วยการใช้ชีวิตอย่างขัดแย้งกับความรู้สึกของตัวเอง…จดหมายจากบัตต์ถึงพ่อและแม่"

"มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่ผมอยากจะเล่าให้พ่อแม่ฟังเหลือเกิน แต่ผมต้องเก็บมันไว้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความสนใจทางเพศของผม…จดหมายจากดั๊กถึงพ่อแม่"

นี่เป็นตัวอย่างของคน 3 คนที่ต้องโกหกตัวเอง เพื่อให้เป็นไปตามที่สังคมต้องการ เขาทั้งสามได้มีโอกาสได้รับการช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาคนหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศของตนเอง แต่เพื่อเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง บอกความจริงกับตัวเอง ครอบครัวและสังคม พวกเขาเป็นคนในจำนวนน้อยคนนักที่ได้มีโอกาสรับรู้ว่า เขาไม่ใช่คน "ผิดปรกติ" "ผิดมนุษย์" หรือ "ผิดธรรมชาติ" แต่เป็นมนุษย์ที่มีความสามารถที่จะรัก และสมควรที่จะมีคนอื่นที่รักเขาอย่างที่เขาเป็น ยังมีเกย์และเลสเบี้ยนอีกเป็นจำนวนมากในโลกใบนี้ ที่ต้องตกอยู่ในความโดดเดี่ยว ไร้คนเข้าใจ ต้องโกหกตัวเองหรือแม้แต่ปฏิเสธความเป็นตัวของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักจะถูกมองว่าเป็นคนบาป ทั้งจากคนในครอบครัวและสังคม มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ บางคนถูกฆาตกรรมอย่างทารุณ ต้องตายไปโดยไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่าชีวิตของพวกเขามีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเป็นเจ้ามากเพียงใด

พระเยซูเจ้าเองบังเกิดมาในโลกท่ามกลางความอยุติธรรม การแบ่งแยกขีดขั้น การดูถูกเหยียดหยามของ "มนุษย์" ด้วยกันเอง ทรงบังเกิดมาเพื่อรวบรวมฝูงแกะของพระองค์อีกครั้ง ทรงเข้าสังคมกินเลี้ยงกับผู้ที่สังคมตราหน้าว่าเป็น "คนบาป" ทรงแตะต้องคนโรคเรื้อนที่ทุกคนขยะแขยง ทรงไถ่กู้ศักดิ์ศรีของโสเภณีที่ถูกสังคมประนาม

พระเยซูได้ทรงชุบชีวิตลาซารัสเพื่อนของพระองค์ให้ฟื้นจากความตาย นำเขาออกมาจากหลุมศพ จากที่อ้างว้างโดดเดี่ยว เมื่อพระองค์เรียกให้ลาซารัสออกจากหลุมศพ ลาซารัสถูกมัดทั้งมือและเท้า มีผ้าปกคลุมใบหน้าเหมือนดั่งคนที่ต้องซ่อนเร้นความเป็นตัวของตัวเอง พระคริสต์บอกทางให้คนอื่นๆ เข้าไปช่วยแก้มัดเขา ปลดปล่อยให้เขาเป็นอิสระจากพันธนาการ

เราในฐานะผู้ดำเนินรอยตามพระคริสต์ควรจะเป็นคนนั้น ที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้พ้นจากพันธนาการ เราพร้อมหรือยังที่จะคืนศักดิ์ศรีความเป็นบุตรพระเจ้าให้กับพวกเขา เราพร้อมหรือยังที่จะบอกพวกเขาว่า "ฉันรักเธอ" เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักเราโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น

(บทความนี้เคยตีพิมพ์ใน นิตยสาร "อิสระ" ปีที่ 21 ฉบับที่ 3 พฤษภาคม - มิถุนายน 2541 การนำมาลงครั้งนี้ได้ขัดเกลาเล็กน้อยเพื่อความกระชับสำหรับการอ่านบนจอคอมพิวเตอร์ คณะผู้จัดทำอิสระดอทคอมขอขอบคุณ คุณ "นางสาวชาวแบงค์" และ บรรณาธิการ คุณ "กวี อมรพัฒนา" เป็นอย่างยิ่งครับ)

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง |

25 สิงหาคม 2000
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000