| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | ||
ชัยณรงค์ สมิงชัยโรจน์ ถอดความ |
ชาวคาทอลิกที่ดีและเคร่งจำนวนมาก กลัวอย่างเกินเหตุว่าคนนอกศาสนาจะรู้เรื่องบางเรื่องที่น่าอับอายของพระศาสนจักร หรือของคนสำคัญในพระศาสนจักรในอดีตที่หนีไม่พ้นจากความอ่อนแอตามธรรมชาติของมนุษย์เช่นคนทั่วไป ด้วยเหตุนี้ สันตปาปาเลโอที่ 13 จึงอ้างถึงคำพูดของนักบุญอัมโบรส (Ambrose) สังฆราชแห่งมิลานในศตวรรษที่ 5 ว่า "พูดความจริงเถอะ พระผู้เป็นเจ้าไม่ต้องการให้โกหก" เมื่อท่านสันตปาปาเปิดห้องเก็บบันทึกทั้งหมดของวาติกัน ให้แก่นักประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร นักเขียนด้านชีวประวัติของนักบุญ และนักวิชาการที่ได้รับความเชื่อถือ ให้เข้าไปทำการค้นคว้าศึกษาได้ การกระทำครั้งนั้นนับเป็นความกล้าหาญของท่านสันตปาปา เพราะในบันทึกเหล่านั้น มีเรื่องราวน่าอับอายของพระศาสนจักรอยู่มาก แต่หากใครจะอ้างว่าต้องปิดบังเรื่องเหล่านั้นเพื่อพิทักษ์พระศาสนจักร ก็ย่อมแสดงว่าผู้นั้นขาดความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า อย่างไรก็ดี หากนักประวัติศาสตร์ที่ได้ค้นคว้าในบันทึกเหล่านั้นบางคนมีพฤติกรรมเยี่ยงนกแร้ง คือนำเรื่องราวไปเผยแพร่เพียงเพื่อสนองตัณหาของพวกที่ชอบทึ้งสิ่งปฏิกูลเล่น ก็คงจะสร้างบาดแผลให้กับพระศาสนจักรได้ มีหนังสือชื่อ บาดแผลทั้ง 5 ของพระศาสนจักร (The Five Wounds of the Church) เขียนโดยชาวคาทอลิกที่น่าศรัทธาชื่อ อันโตนิโอ รอสมินิ (Antonio Rosmini) ซึ่งเมื่อรวมกับบาดแผลอื่นๆก็อาจมีมากถึงห้าพันบาดแผลก็ได้ที่เกิดกับพระศาสนจักร แต่บาดแผลเหล่านี้ไม่มีวันทำลายพระศาสนจักรได้ ศัตรูพยายามเปิดโปงเรื่องน่าอับอายเพื่อทำลายพระศาสนจักร แต่เรื่องเหล่านี้กลับถูกเปิดเผยมากกว่าโดยผู้จงรักภักดี เช่น นักบุญเบอร์นาร์ด ที่ประนามการกระทำของนักรบฝ่ายคริสต์ในสงครามครูเสดครั้งที่สอง ว่าชั่วร้ายด้วยกิเลสตัณหา และความโหดร้ายทารุณ จนสร้างความหายนะไปทั่วยุโรป และดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ทั้งๆที่เดิมถือกันว่านักรบฝ่ายคริสต์เหล่านี้เป็นวีรบุรุษและนักบุญผู้เสียสละ แคทเธอรีน แห่งเซียนนา (Catherine of Siena) และนักบุญบริจิด แห่งสวีเดน (St. Brigid of Sweden) ก็พูดถึงคนชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในพระศาสนจักรได้แรงอย่างที่ไม่มีมานับแต่สมัยของอีซียา(Isaias) และเจเรมาย(Jeremiah) ในพระคัมภีร์เก่า ถ้าจะมีใครที่ศึกษาความเป็นมาในด้านลบของพระศาสนจักรจะถามว่า ทำไมองค์กรที่ถูกทำให้เสียหายด้วยเรื่องร้ายแรงมากมายมาอย่างยาวนานเช่นนี้ จึงยังตั้งอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีองค์กรใดๆทำได้ในประวัติศาสตร์ ก็อาจจะพบคำตอบจากพระวรสารว่า "ประตูแห่งนรกจะไม่อาจต่อสู้กับพระศาสนจักรได้" ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า พระศาสนจักรไม่ได้เป็นเพียงองค์กรของมนุษย์ธรรมดาๆเท่านั้น ยังมีถ้อยคำของพระเยซูอีกที่กล่าวว่า ศัตรูของคน คือผู้ที่อยู่ในบ้านเดียวกับเขา" ซึ่งพยากรณ์ถึงความเป็นไปของพระศาสนจักร ว่าจะต้องผจญกับการกระทำที่ผิดๆของคนในพระ ศาสนจักรเอง แต่พระศาสนจักรจะยึดถือความซื่อตรง และความจริงเสมอ ดังนั้นจึงไม่ต้องใช้การโกหก
มีการล่ำลือกันว่านักบุญฟรานซิส ซาเวียร์ พูดเผยแพร่ศาสนาแก่ชาวอินเดียและญี่ปุ่นให้เข้าใจได้อย่างดี โดยท่านไม่ต้องเรียนภาษาท้องถิ่น ทั้งๆที่ตามความเป็นจริงท่านนักบุญเองได้บอกเล่าว่า ท่านเหนื่อยยากกับการเรียนภาษาเหล่านั้นมาก นี่คือตัวอย่างหนึ่งของความนิยมแต่งเติมชีวประวัตินักบุญให้ยิ่งใหญ่เกินจริง ซึ่งเกิดจากนิสัยชอบแต่งแต้มสีสันของผู้คน และในกรณีนี้ก็เป็นความประสงค์ดีเสียด้วย นักแต่งเติมผู้หวังดีเหล่านี้คงจะไม่ค่อยพึงพอใจกับชีวประวัติจริงๆของนักบุญที่มักจะยึดตามแบบอย่างของพระเยซู คือเรียบง่ายและเคร่งครัด คงจะเห็นว่าคุณสมบัติเช่นนี้ออกจะจืดเกินไป จึงช่วยเติมอะไรที่ดูดีเพิ่มเข้าไปให้ แท้ที่จริงการแต่งแต้มนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อเหล่านักบุญเลย อย่างเช่นกรณีนักบุญฟรานซิส ซาเวียร์นั้น เราควรจะเห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่จากความอุตสาหะของท่าน มากกว่าจากตำนานเสริมแต่งที่ไม่จริง พระศาสนจักรยึดถือความจริงว่าเป็นสิ่งงดงาม เพราะพระผู้เป็นเจ้าคือองค์แห่งความจริงและความรักอันสูงสุด ดังจะเห็นได้จากเรื่องราวของสันตะปาปาองค์แรกของเรา ที่ปฏิเสธพระเยซูถึง 3 ครั้ง หากมีนักแต่งเติมแฝงอยู่ในพระศาสนจักรมาก พอถึงรุ่นของเราก็คงไม่มีวันได้รู้ว่า นักบุญเปโตรได้เคยปฏิเสธพระเยซูถึงขั้นสบถสาบานด้วย 3 ครั้ง ก่อนที่ท่านจะได้เป็นพระสันตปาปา
ครูวิชาเรียงความอาจใช้พระวรสารเป็นตำราสอนนักเรียนได้ ในแง่การบอกเล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา เรียบง่าย กระชับและไม่เยิ่นเย้อ นอกจากนี้ หากดูตัวอย่างจากพระวรสารตอนที่ชาวยิวเลือกให้ปล่อยบารับบาสแทนพระเยซูนั้น เป็นการบอกเล่าเหตุการณ์โดยไม่มีอารมณ์ของผู้บันทึกเจือปน และไม่มีการขยายความว่าพระเยซูรู้สึกอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าหากเป็นนักข่าวสมัยนี้รายงานเหตุการณ์เดียวกัน ก็คงมีเนื้อความที่ห่างไกลจากความเรียบง่ายในพระวรสารมากมายนัก นักบุญแมทธิว นักบุญมาร์ค นักบุญลูกา และนักบุญยอห์น ต่างก็ไม่มีภูมิหลังทางด้านการเขียนหนังสือ แต่กลับเขียนเล่าเหตุการณ์ได้ในมาตรฐานทางวรรณกรรมชั้นยอด เพราะได้รับการดลใจจากพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง
ถ้าเราเป็นคนที่รักความจริงและความสันติสุข บางทีเราอาจไม่ได้สิ่งที่เรารักพร้อมกันในบางเวลา เพราะเราอาจจะสูญเสียสันติสุข ถ้าเราพูดความจริง หรือหากจะรักษาสันติสุขไว้ ก็ต้องหย่อนยานด้านความจริงลงบ้าง สันตปาปาเกรกอรีที่ 7 ผู้เป็นนักปฏิรูปของพระศาสนจักรพูดว่า "เราต้องตายอย่างคนถูกเนรเทศ เพราะเรารักความยุติธรรม และเกลียดความไม่เป็นธรรม" แต่พระคัมภีร์เก่าตอนหนึ่งบอกว่า "เจ้ารักความยุติธรรม และเกลียดความไม่เป็นธรรม ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าจึงมอบความยินดีในจิตใจของเจ้าเหนือผู้อื่น" ดูท่าโลกจะชั่วร้ายมากจนเราจะถูกลงโทษ แทนที่จะได้รับคุณจากการพูดความจริง บรรดาผู้นำประเทศต่างๆเลี่ยงหนีความจริงกันอย่างกับกลัวโรคระบาด พวกเขาไม่ได้ยึดถือในแนวทางของพระเยซูเป็นแน่ เพราะพระองค์บอกว่าซาตานคือ "บิดาแห่งการโกหก"
อันที่จริง "ความจริง" ไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำลาย "ความสันติสุข" แต่ผลที่ออกมาให้ดูคล้ายอย่างนั้นเกิดจากซาตาน "เจ้าผู้ทรงอำนาจแห่งโลกนี้" ซึ่งใช้การโกหกเป็นเครื่องมือ ชัยชนะของเราต่อซาตานจึงเป็น การใช้ "ความจริง" เพื่อรักษา "สันติสุข" บนโลก
|
12 กุมภาพันธ์ 2003
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2003