| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
ขอคุณพ่อช่วยพูดถึงหน้าที่รับผิดชอบในปัจจุบัน ผมทำงานอยู่ที่สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานของสภาพระสังฆราช ตอนนี้ก็เป็นรองผู้อำนวยการ โดยแบ่งหน้าที่กับคุณพ่อวรยุทธ กิจบำรุง ผมดูแลเรื่องการพิมพ์ทั้งหมด ซึ่งได้แก่อุดมสารรายสัปดาห์ อุดมศานต์รายเดือน แล้วก็ต้องพิมพ์หนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค ซึ่งจะคัดเลือกเล่มไหนก็จะมีคณะกรรมการพิจารณา ส่วนพ่อวรยุทธ ก็ดูแลเรื่องวิทยุโทรทัศน์ วีดีโอ พ่อทำงานที่นี่นานเท่าไรแล้วครับ? สองปีกับอีกสักสี่เดือนได้ เต็มที่เลย? เต็มที่ครับ ทำประจำทุกวัน เดี๋ยวนี้ก็ไปเช้ากลับเย็น พักที่วัดอัสสัมชัญ ก็พยายามมาแต่เช้า ที่นี่ ทุกเช้าจะสวดก่อนเริ่มงาน จะมีช่วงเวลาที่ผมแบ่งปันพระวรสาร เพราะทุกวัน การทำงานในออฟฟิส อย่างนี้ อาจจะแห้งแล้งหน่อย จึงให้ข้อคิด บางครั้งเป็นข่าว บางครั้งเป็นข้อคิดที่คิดได้ ท้าทายพวกเจ้าหน้าที่เค้าบ้าง หรือให้พวกเขามีสำนึกว่างานนี้ไม่ใช่งานประจำ แต่จะมีความคิดความอ่านแทรกเข้ามา เพื่อจะได้นำเสนอตัวเองเข้าไปในงานของเค้าได้ด้วย นอกนั้นก็มีงานประชุมอื่นๆที่ต้องไปประสานกับหน่วยงานอื่นเขา คิดอย่างไรกับการที่ได้มาทำงานสื่อมวลชนคาทอลิก? ผมก็คิดว่า...คือ... เราไม่ได้เป็นคนเลือก จริงอยู่ ผมบวชมาได้สักประมาณปีครึ่ง ผู้ใหญ่ก็ให้ผมไปเรียนเรื่องสื่อมวลชน ที่ประเทศฝรั่งเศส แต่ว่าสิบเดือนที่ไปเรียน ไม่สามารถหล่อหลอมเราจนเป็นคนทำงานสื่อมวลชนได้หรอก เพราะเราไม่เคยคิดมาก่อนว่าเราจะต้องมาทำงาน แต่สิ่งหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกันคือ สื่อมวลชนเป็นงานถ่ายทอดความคิดความอ่าน เราซึ่งมีความสนใจเรื่องสื่อบ้าง ก็รู้สึกว่ามีอะไรที่เกี่ยวๆกันบ้าง แต่ยังไง เราก็เป็นพระสงฆ์อยู่ดี แล้วกลับมาก็จริงด้วย เราไม่ได้ทำงานสื่อมวลชน อบรมเสร็จกลับมาก็อยู่วัดนักบุญเปโตรหกเดือน แล้วก็ไปเชียงใหม่ทำงานสามปี ไม่ได้เกี่ยวกับสื่อมวลชนเลย จากนั้นก็ลงมาเป็นเจ้าอาวาสวัดศีลมหาสนิท ก็เช่นกัน แล้วก็มาอยู่ตรงนี้ ฉะนั้นที่ถามว่าคิดยังไง ก็มาเพราะผู้ใหญ่ให้มา ผู้ใหญ่ก็คงเห็นอะไรบางอย่างจึงมา ฉะนั้น เมื่อมาแล้ว ก็รู้สึกว่าต้องสนใจสื่อมวลชนมากขึ้น จะได้ทำงานที่รับมอบหมายให้สำเร็จ ตอนนี้ ก็เลยอยู่ในช่วงคล้ายๆว่าทำงานประจำ พยายามจะมีความคิดอ่านเข้าใจเรื่องสื่อมวลชน คิดค้นแสวงหาว่าสื่อฯแง่ไหนจะเหมาะสมกับชีวิตของคุณพ่อกับสัตบุรุษ และวิธีที่จะอาศัยสื่อมวลชนมาใช้ในการแพร่พระวรสาร พยายามศึกษาอยู่ทุกวัน ก็พอดีเข้าเรื่องคำถามที่อยากจะถาม เกี่ยวกับเอแบคโพลล์ (poll) ที่จัดทำขึ้นขณะระดมสมองวางทิศทางงานอภิบาล ช่วงนั้นทางสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทยขอให้เขาสำรวจให้ใช่ไหมครับ? ครับ แล้วตามผลการสำรวจที่ว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้สอบถามประเมินความสำเร็จของสื่อมวลชนไปทางลบ คืองานสื่อมวลชนคาทอลิกประสบความสำเร็จค่อนข้างน้อยในการเผยแผ่คำสอนและพระวรสาร มีความเห็นอย่างไรครับในเรื่องนี้? โพลล์ของเอแบค เขาก็พยายามทำ แต่เราถือเอาตามตัวเลขจะได้ลบแน่นอน เพราะความคิดอ่านของคนที่ตอบโพลล์นี้เขาจะวัดสิ่งที่ปรากฏภายนอก แต่เรื่องปรากฏภายในเราไม่สามารถจะวัดได้ ผมเชื่อว่าสื่อมวลชนที่แวดวงคาทอลิกนำมานี่ มันมีผลอยู่เยอะเหมือนกัน เช่น ชีวิตที่เป็นพยานของพวกคุณพ่อนี่ก็เป็นวิธีสื่ออย่างหนึ่ง ชีวิตคริสตังในกลุ่มคริสตชนก็เป็นวิธีสื่ออย่างหนึ่ง มีพลังของพ่อแม่ที่มีต่อลูก มิสชันนารีบาทหลวงที่มีต่อคนไทยทำให้เขามีความเชื่อมั่นคง มีหลายวิธี แล้ว...บางครั้ง...สภาพแวดล้อมในไทย สื่อในยุคเก่าที่มัน work มากนี่ก็คือสื่อเพื่อชีวิต ผมคิดว่ามันตัดสินกันไม่ได้ มันไม่สามารถทำให้เด็กรุ่นใหม่ตัดสินได้ว่าเขาได้ผลพวงอะไรจากบรรพบุรุษจากพ่อแม่ สิ่งนี้ พอเราตั้งคำถามว่าในเรื่องสื่อมวลชนคิดเห็นยังไง เขาก็จะนึกถึงว่ามีรายการวิทยุกี่รายการ มีหนังสือพิมพ์กี่ฉบับ อันนี้มันก็จะปรากฏว่ามันมีอยู่น้อยมากเลย แล้วสำหรับผม ผมคิดว่าที่มันมีน้อย เพราะสื่อมวลชนเป็นเรื่องใหม่จริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่เรารู้จักมาก่อน สื่อมวลชนที่เป็นคลื่นวิทยุก็ดี ทีวีก็ดี อันนี้ เป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่เขามีมานานแล้ว อย่างประเทศอเมริกาเขาก็สร้างชาติด้วยสื่อมวลชน ด้วยหนังสือพิมพ์ ข่าวสารจากซีกตะวันออกไปยังตะวันตก ที่เขาเรียกว่าพิชิตตะวันตกนี่ เป็นไปได้ก็เพราะหนังสือพิมพ์ มันก็ทำให้คนหลั่งไหลไปทางตะวันตก แต่คนไทย เมื่อมิสชันนารีมาจากตะวันตกนี่ เขาตื่นตัวเรื่องสื่อมวลชน แต่คนไทยไม่รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่ มันมีความสำคัญ แล้วพอเราจะตื่นตัวเรื่องสื่อมวลชน ก็ไม่คิดว่ามันสำคัญเลย เวลาค่อยเป็นค่อยไป อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คิดเห็นว่าสื่อมวลชนคาทอลิก ชาวบ้าน โดยเฉพาะคริสตัง เขามีความสนใจน้อย แล้วถ้าเราจะพูดเรื่องนี้ มันก็มีข้อจำกัด เช่น สื่อมวลชนของเมืองไทยนี่ค่อนข้างจะเป็นเอกลักษณ์ คือเป็นของรัฐและทหาร ไม่สามารถเข้าไปได้ดังใจ ไม่เหมือนฟิลิปปินส์ที่เขาเป็นประเทศคาทอลิก ตรงนี้ที่ผมรู้สึกว่าจะมีอุปสรรคอยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อผลมันออกมาทางลบ เราก็ต้องยอมรับ แต่ว่ามันไม่ได้แปลว่าไม่มีการสื่อสารมวลชนในพระศาสนจักร ชีวิตของคุณพ่อก็สื่อมาก แล้วโดยเฉพาะทุกวันอาทิตย์ที่คุณพ่อขึ้นไปเทศน์บนธรรมาสน์ก็เป็นวิธีการสื่อที่มีพลัง แล้วคนคริสต์ ก็เลยเอาสื่อมวลชนมารับใช้ชีวิตคริสต์ แต่ปัจจุบัน คิดกันว่าน่าจะทำอะไรมากกว่านี้ ผมก็เห็นด้วยว่าน่าจะทำอะไรมากกว่านี้ จากการเสวนาทิศทางงานอภิบาล เรื่องสื่อมวลชน ดูเหมือนจะมีผู้ให้ข้อคิดว่าที่เป็นดังนั้นอาจเป็นเพราะว่าองค์กรสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย เป็นองค์กรปฏิบัติงานมากว่าองค์กรที่ทำหน้าที่ส่งเสริม ให้แนวทาง ตามภาพที่ปรากฏก็คงต้องเข้าใจอย่างนั้น เรามีสื่อในมือ ที่ชาวบ้านรู้จักดีที่สุดก็คืออุดมสาร ซึ่งสืบต่อเนื่องมาจากสารสาสน์ วิทยุก็เริ่มต้นในต่างสังฆมณฑล เพราะวิทยุทรานซิสเตอร์เป็นชีวิตประจำวันของชาวบ้านธรรมดาชาวไร่ชาวนา ทุกวันนี้ เมื่อเรามีสื่ออย่างนี้ เราก็ต้องมีคนทำงานต่อไป แต่ที่พูดว่าไม่ได้สนับสนุนในการนำสื่อต่างๆมาใช้ ผมคิดว่า พระศาสนจักรก็กำลังคิดอยู่นะครับว่าจะนำสื่อต่างๆมาใช้ยังไง แต่ว่าพระศาสนจักร เนื่องจากว่าอย่างที่ผมบอก คนไทยตื่นตัวเรื่องสื่อมวลชนช้า บางคนยังไม่รู้สึกว่ามาถึงชีวิตหรือสำคัญอย่างไรมีผลอะไรกับชีวิต เหมือนกับว่าจนกระทั่งน้ำท่วมมาถึงจมูกแล้วถึงจะรู้ตัว ตอนนี้คนทำงานทุกวันนี้ ทำงานเพียงแค่หน้าที่ประจำวัน ผมอยากพูดเลยไปถึงเรื่องการที่เราต้องเตรียมบุคลากรเพื่อจะรับมือเรื่องสื่อมวลชน นี่ไม่มีการเตรียมตัว เช่น ให้เขามีความคิดอ่านเข้าใจสื่อแท้จริง โลกนี้ก้าวไปอย่างรวดเร็ว เราไม่สามารถละเลยเรื่องนี้ได้ พอวันนึง เราเอาคนที่เป็นคุณพ่อ อย่างผมนี่ เข้ามารับหน้าที่ตรงนี้ สิ่งที่ผมทำคือรับผิดชอบให้งานตรงนี้มัน run (ดำเนิน) ต่อไปได้ แต่ผมควรจะต้องมีความคิดอ่านมากกว่านี้มั้ย ที่ผมจะรู้ว่าโลกมันมีแนวโน้มไปทางไหน เราควรจะเตรียมรับมือเรื่องนี้ยังไง ถึงจะเตรียมตัวให้สถานที่นี้ใช้สื่อประเภทนี้ สถานที่นั้นใช้สื่อประเภทนั้น ผมคิดว่าพระศาสนจักรต้องเตรียม สร้างคนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือนักบวชพระสงฆ์ก็ได้ คือให้เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน เขาฟังเขาดูแล้วรู้เลยว่าเดี๋ยวประเทศไทยจะมีตรงนี้ตรงนั้น แล้วเราจะต้องทำอย่างไรเพื่อเตรียมตัวส่งเสริมยังไง ทุกวันนี้ เรามีเหลือแค่บุคลากรที่เป็นเสาหลัก พอให้รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่บริษัท ไม่ใช่องค์กรที่ไร้จุดหมาย แต่มีคุณพ่อเป็นตัวแทนของพระศาสนจักรให้เขา หน้าที่ของเราก็เลยเป็นเหมือนปฏิบัติหน้าที่ประจำวัน มีโครงการอะไรที่จะเสริมสร้างบุคลากรไหมครับ? ตอนนี้ มีเรื่อง media education ในสภาพระสังฆราชโดยพระคุณเจ้ายอด
ที่รับผิดชอบเรื่องสื่อ ท่านมีความเห็นว่า
จริงๆแล้วควรจะต้องให้ฆราวาสหรือว่านักบวชก็ได้ ไปเรียนเรื่อง media education เรื่องการให้การศึกษา
แล้วก็กลับมาทำเป็นทีม mobile (โมบาย ...เคลื่อนที่) แล้วทำเต็มเวลา
จ่ายเงินเดือนให้ ทีมนี้จะไปทุกโรงเรียน องค์กร หมู่บ้าน
นำทีมไปแล้วให้ความรู้เรื่องสื่อมวลชน
อันนี้เป็นโครงการหนึ่งที่พระคุณเจ้ายอดก็ขอให้สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทยสรรหา แล้วส่งคนไปเรียน แล้วกลับมาตั้งทีมโมบาย
นี่เป็นโครงการหนึ่งที่เป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่อย่าลืมนะครับ การที่เราจะสร้างนักการศึกษา
สร้างบุคลากรแบบนี้ จนชีวิตเขากลายเป็นนักการศึกษาสื่อมวลชน มีวิสัยทัศน์
มองสื่อทะลุปรุโปร่ง ก็ต้องส่งเสริมอีกขั้นหนึ่งต่อไป เช่น
ให้เขามีโอกาสได้คลุกคลีอยู่ในวงการสื่อมวลชนทั้งในระดับโลก ระดับชาติหรือชาวบ้านท้องถิ่น
โครงการระดับนั้น ผมก็ยังไม่ได้ยิน
|
20 กันยายน 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001