issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล

story

เรื่องสั้น-เรื่องแปล

ลูกชายพระราชา (Of Royal Blood)
มักดาเลนา
"…และถ้าเราทั้งหลายเป็นบุตรแล้ว เราก็เป็นทายาท เป็นทายาทของพระเจ้า…" (รม. 8:17)

เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้วในดินแดนกาลัวเนีย เมื่อครั้งยังมีพระราชา ราชินี และเหล่าอัศวินใส่ชุดเกราะ อันที่จริงแลงฟรองค์ พระเอกหนุ่มของเรา รู้เรื่องของคนพวกนี้จากขี้ปากของคนอื่นอีกที เขาเกิดในครอบครัวชาวไร่ อาศัยในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อโมริมองด์ ไม่เคยมีเจ้าใหญ่นายโตเดินทางผ่านมาให้เห็นสักคน แต่นั่นก็ไม่อาจทำให้เด็กบ้านนอกหายขาดจากโรคเห่ออัศวินไปได้ พวกเขาจะเล่นเป็นอัศวินของพระราชา คอยช่วยเหลือสาวชาวบ้านที่ถูกก่อกวนจากบารอนผู้ชั่วร้าย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า กับความฝันลมแล้งทำนองนี้ แลงฟรองค์ เด็กหนุ่มผมทองของเราก็เห่อกับเขาด้วย ถึงจะเป็นคนเงียบ ๆ พูดไม่เก่ง แต่เขาก็ต่อสู้อย่างกล้าหาญ เลยถูกเลือกจากเพื่อน ๆ ให้เป็นหัวหน้าอัศวิน ทั้งที่ใจจริงไม่อยากได้รับตำแหน่งนี้เลย การละเล่นยามว่างของลูกชาวนาวนเวียนอยู่ประมาณเทือกนี้แหละ แต่นั่นก็เป็นอดีตไปแล้ว เมื่อยังเด็ก เด็กชายแลงฟรองค์อาจมีเวลาไปโรงเรียนและเล่นหัวกับเพื่อน ๆ แต่ตอนนี้หนุ่มแลงฟรองค์กำลังมุ่งมั่นกับงานในไร่นาอย่างจริงจัง

เคลเซีย แม่ทูนหัว จะเดินทางมาเยี่ยมแลงฟรองค์ทุกปีในโอกาสครบรอบวันเกิดของเขา นางเป็นครูอยู่ที่เมืองลอร์ซี อายุจะห้าสิบอยู่แล้ว เคลเซียเป็นคนฉลาดมีบุคลิกน่านับถือ เคยมีคนพูดกันว่า นางเป็นคนสู้ชีวิต ผ่านปัญหาและอุปสรรคมามากมายทีเดียว แต่ก็แค่เดากันไปเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นใครมาจากไหน รู้กันแต่ว่าจู่ ๆ เธอก็มาที่เมืองลอร์ซีพร้อมกับทารกน่ารักน่าชังคนหนึ่ง ดูก็รู้ว่าไม่ใช่แม่ลูกกัน เพราะเคลเซียผิวดำซีดเหมือนลูกพรุนแห้ง เจ้าหนูนั่นถูกนายรูเพิร์ท ชาวนาจน ๆ จากโมริมองด์ ขอไปเลี้ยง เคลเซียเลยหันไปเปิดโรงเรียนสอนเด็ก ๆ ที่ลอร์ซี และพำนักที่นั่นมาจนบัดนี้ นางจะเดินทางก็ปีละครั้งเท่านั้น คือมาเยี่ยมแลงฟรองค์ในโอกาสครบรอบวันเกิดของเขา

ปีนี้ดูจะพิเศษกว่าทุกปี เพราะแลงฟรองค์อายุครบสิบแปดปีเต็ม ไม่ใช่เด็กอีกแล้ว แต่เป็นหนุ่มเต็มตัว มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ในกรณีของแลงฟรองค์คงไม่หนักหนาอะไร เพราะเขาเป็นลูกชาวนา เขาเต็มใจรับงานต่อจากพ่อแม่ที่เป็นชาวนา ถึงพ่อกับแม่จะไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริงของเขา แต่แลงฟรองค์ก็รักคนทั้งสองมาก

เมื่อเคลเซียมาถึงนางไม่ได้อวยชัยให้พรแลงฟรองค์เหมือนเคย แต่เขารู้ดีว่า นางมีความสุขใจเพียงไร ในเมื่อใบหน้าของนางสดใสขนาดนั้น เคลเซียกล่าวทักทายตามธรรมเนียมอย่างรวบรัด แล้วนั่งลงที่โต๊ะ เหมือนจะรีบมาจัดการธุระให้เสร็จจะได้รีบไป นางเรียกทุกคนเข้ามาในห้อง พิธีเฉลิมฉลองกำลังจะเริ่มขึ้น สมาชิกทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า แลงฟรองค์นั่งอยู่ข้างซ้ายของเคลเซีย นายรูเพิร์ทนั่งอยู่ด้านตรงข้าม มีคนอื่นนั่งอยู่รายรอบ การเรียกมาประชุมพร้อมหน้ากันเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องปรกติเป็นแน่

เคลเซียหันไปทางสองสามีภรรยา พยักหน้าให้ด้วยความเคารพ "รูเพิร์ทและกีโลนา วันนี้เป็นวันเกิดครบสิบแปดปีของแลงฟรองค์แล้ว ฉันมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายมาบอกแก่เธอทั้งสอง ข่าวร้ายก็คือ ฉันรู้ดีว่า เธอทั้งสองต้องทนลำบากเลี้ยงดูแลงฟรองซ์มาหลายปี แต่วันนี้ถึงคราวที่ฉันต้องพรากเขาไปจากพวกเธอเสียแล้ว"

ทั้งโต๊ะเงียบกันหมด พวกพี่น้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะเพิ่งทราบความจริงเรื่องนี้ แลงฟรองค์ยังคงนั่งเงียบอยู่ เขารู้สึกหวาดหวั่นอย่างอธิบายไม่ได้ เหมือนคนตาบอดกำลังคลำหาแสงสว่าง เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของพ่อ แต่พ่อก็ไม่เคยบอกว่าเขาเป็นใครมาจากไหน และเวลานี้คงถึงเวลาแล้วที่เขาจะออกสืบหาฐานะที่แท้จริงของตน

"แลงฟรองค์จำเป็นต้องไป ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าเลยสำหรับการจากลาครั้งนี้ เพราะเขาจากไปเพื่อชีวิตที่ดีกว่า" เคลเซียเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายจะรวบรวมความคิด "สิบเจ็ดปีที่แล้ว ตอนที่ฉันถามเธอทั้งสองว่าจะรับเลี้ยงทารกนี้เหมือนลูกแท้ ๆ ของตัวเองได้ไหม ฉันไม่รู้หรอกว่าอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร ใจกลัวไปว่าถ้าใครรู้ภูมิหลังของเขาเข้าจะทำให้เป็นอันตราย แต่ตอนนี้เขาโตเป็นหนุ่มแล้ว ถึงเวลาต้องเผชิญหน้ากับความจริงเสียที ถึงเวลาแล้วที่เขาจะได้ประกาศฐานะที่แท้จริงของตน เพื่อความสงบร่มเย็นของอาณาจักรกาลัวเนียของเรา"

นางหันไปมองเด็กหนุ่มที่นั่งทางเบื้องขวา ยิ้มให้เขาอย่างอบอุ่น สายตาจับจ้องด้วยความชื่นชม

"ลูกรัก จงเข้มแข็งไว้เถิด สิ่งที่แม่จะบอกต่อไปนี้เป็นสิ่งที่เจ้าไม่เคยคาดฝันมาเลย และ…" เสียงเธอแตกพร่าไป แต่ก็ครองสติได้ดังเดิม "…มันก็เป็นเรื่องที่อันตรายเหลือเกิน"

แลงฟรองค์นิ่งฟังอย่างใจจดใจจ่อ เขารู้ดีว่า ลึก ๆ แล้วเขาอยากเป็นยอดอัศวินของพระราชามาตั้งแต่เด็ก ถึงเวลานี้ความปรารถนานั้นก็ยังคงอยู่ และเขายังต้องการทำฝันนั้นให้สำเร็จ

"แม่ไม่เคยบอกเจ้าหรือพ่อแม่ของเจ้าเลยว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน นั่นเพราะเพื่อป้องกันเจ้าจากการปองร้ายของศัตรู แม่เก็บเรื่องชาติกำเนิดของเจ้าไว้เป็นความลับ คิดว่าจะเปิดเผยให้เจ้าได้รู้เมื่อเจ้าโตพอที่จะช่วยเหลือตนเองได้ ตอนนี้เจ้าอายุสิบแปดปีเต็ม แข็งแรงพอที่ทนรับความยากลำบากและฝ่าฟันอันตรายไปข้างหน้าเพื่อจุดหมายของเจ้าเอง" เคลเซียกล่าวอย่างกล้ำกลืน ราวจะรวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อกล่าวสิ่งนั้นออกมา

"เจ้าเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ เป็นโอรสแต่องค์เดียวของกษัตริย์แห่งกาลัวเนีย โอรสองค์นั้นหายสาบสูญไปเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนพร้อมกับนางนมคนเลี้ยง ขณะนั้นพระราชบิดาของเจ้า กษัตริย์สเตฟาน ถูกกองทัพของศัตรูมารุกราน แต่ดยุ๊กแห่งฮิงค์มาร์ ลุงของเจ้ากลับไม่ให้การช่วยเหลือ พระมารดาของเจ้าสิ้นพระชนม์ลงหลังจากให้กำเนิดเจ้าได้ไม่กี่วัน ก่อนสิ้นใจ พระนางขอให้แม่ดูแลเจ้าอย่างดีแทนพระองค์ท่าน เพราะแม่เป็นต้นห้องที่พระนางไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุด หลายเดือนหลังจากนั้นแม่ได้ข่าวว่า ดยุ๊กแห่งฮิงค์มาร์วางแผนจะฆ่าเจ้าเพื่อให้ได้บัลลังก์กษัตริย์ เจ้าคงเข้าใจใช่ไหม เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้งมาแล้วในอดีต ลุงของเจ้าคิดว่าพระราชาคงสิ้นพระชนม์ไปแล้วในสนามรบ ก็เหลือแต่เจ้าเท่านั้นที่เป็นก้างขวางคอของเขา ดังนั้นเขาจึงต้องกำจัดเจ้าเพื่อขึ้นครองบัลลังก์แทน กษัตริย์สเตฟานก็ยังไม่กลับจากการศึก แม่จะทำอะไรได้นอกจากทำตามที่ใจแม่บอก แม่พาเจ้าหนีออกมาจากราชวัง ในใจบอกว่าต้องเดินไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ขาของแม่จะพาไปได้ ที่สุดแม่ก็มาถึงลอร์ซี แปลงชื่อปลอมเสียงนับแต่วันนั้น เพราะแม่เชื่อว่าดยุ๊กแห่งฮิงค์มาร์จะต้องส่งสายสืบออกตามหาราชโอรสแน่ ผู้หญิงที่อุ้มทารกผมทองย่อมเป็นที่สังเกตได้ง่าย แม่จึงจำใจนำเจ้ามาซ่อนไว้ที่บ้านโมริมองค์แห่งนี้ ทั้งหมดที่เล่ามาคือเรื่องราวของเจ้า เจ้าชายแลงฟรองค์ของแม่"

แลงฟรองค์พูดอะไรไม่ออก ความยินดีแผ่ซ่านไปทั่วร่าง รู้สึกยากที่จะเชื่อเรื่องพาฝันเช่นนี้ เรื่องเล่าของเคลเซียคล้ายได้นำเขาเข้าสู่พิธีแต่งตั้งการเป็นอัศวินที่เขาใฝ่ฝันมาแสนนาน มีอยู่บ่อยครั้งที่มีเสียงกระซิบสั่งภายในใจ บอกว่า "กลับไปหาพระราชบิดาของเจ้าเถิด" และบัดนี้หญิงชราคนนี้ได้ทำให้ความฝันของเขาแจ่มชัดขึ้นแล้ว แต่เราจะเชื่อหญิงแก่คนนี้ได้หรือ? นางมิได้กุเรื่องขึ้นมาบ้า ๆ เพื่อปั่นหัวเราแน่หรือ?

เหมือนจะอ่านความคิดของเขาออก เคลเซียจึงว่า "เจ้าชายอาจจะยังสงสัยในเรื่องที่แม่เล่า แต่แม่มีหลักฐานสามประการที่จะทำให้อาณาจักรกาลัวเนียได้รู้ว่า เวลานี้องค์กษัตริย์ของพวกเขาได้กลับมาแล้ว ประการแรกคือตัวแม่เอง เมื่อแม่ออกไปปรากฏตัวต่อหน้าศาล ทุกคนย่อมจำเลดี้เคลเซียคนนี้ได้ แม้ว่าแม่จะแก่ตัวลงไปมากแล้วก็ตาม ประการที่สองรอยแผลที่แสดงว่าเป็นเชื้อกษัตริย์บนหน้าอกของเจ้าชายเอง ดูตรงหัวใจนั่นเถิด มีรอยกากบาทสีขาวอยู่ที่นั่น บรรดาขุนนางและข้าราชการทั้งหลายต่างรู้ดีว่า ทารกเพศชายที่เป็นเชื้อสายโดยตรงของกษัตริย์แห่งกาลัวเนียจะมีเครื่องหมายนี้ติดตัวอยู่ ดยุ๊กแห่งฮิงค์มาร์ไม่มีเครื่องหมายที่ว่านั่นแน่นอน เพราะเขาเป็นแค่ญาติห่าง ๆ เท่านั้น ประการที่สามก็คือการเปิดเผยความจริงทั้งหมด" ถึงตรงนี้เคลเซียก็เงียบไป เหมือนนึกไม่ออกว่าจะกล่าวอันใดต่อไป "เมื่อเจ้าชายออกไปยืนเคียงข้างองค์กษัตริย์ บรรดาประชาราษฎร์ก็จะทราบว่า นี่คือองค์รัชทายาทที่แท้จริง"

ฟังจากสิ่งที่เคลเซียพูด แลงฟรองค์ก็ยิ่งเชื่อนางมากขึ้น ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นจริง แต่มันก็เป็นไปแล้ว เขามีรอยแผลเป็นขององค์รัชทายาทที่หน้าอกอยู่จริง (พวกเพื่อน ๆ เคยล้อเลียนเขาเรื่องแผลเป็นนี้ตอนที่ไปว่ายน้ำกันในลำธาร) มันเป็นเรื่องจริงที่เขาหน้าตาไม่เหมือนใครในบ้านเลย แม้แต่ในหมู่ญาติก็เช่นกัน อันที่จริงเรื่องของกษัตริย์และอัศวินของพระองค์วนเวียนอยู่ในใจของเขามานานแล้ว แม้เวลาจะผ่านไป แต่เขาไม่เคยลืม มันเป็นภาพประทับที่ยากจะลืมเลือน บัดนี้แม่ทูนหัวที่แสนดีของเขาได้ปลุกสิ่งนั้นขึ้นในตัวเขาอีกครั้ง ดูนางสิ ช่างสูงสง่าและจริงใจเพียงใด เขยิบเข้าไปใกล้นางอีกนิด เขารู้สึกได้ว่า สิ่งนั้นไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป หญิงชราผู้สูงศักดิ์ผู้นี้ได้ค้นพบหน่อต้นโอ๊กจากดงเชอร์รี่ป่าแล้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ แลงฟรองค์ก็หันไปยิ้มให้แม่ทูนหัวอย่างมั่นใจ

"ข้าเชื่อแม่ ข้าเชื่อว่าแม่คือเลดี้เคลเซีย" เคลเซียรู้สึกผ่อนคลาย นางรู้ดีว่า หนทางเดียวที่จะนำเขาขึ้นสู่ฐานะที่แท้จริงของเขาได้ ก็คือทำให้เขาเชื่อมั่นในสิ่งที่นางพูดเสียก่อน

"แต่เราจะทำอย่างไรกันต่อไป?" เขาถาม

"อา ตอนนี้เจ้ารู้แล้วว่าเจ้าคือใคร ต่อไปเจ้าต้องเตรียมตัวของเจ้าให้พร้อมสำหรับงานใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า"

"แม่ปรารถนาให้ข้าทำประการใด?"

"เจ้าชายต้องสู้กับดยุ๊กชั่วแห่งฮิงค์มาร์ และพิสูจน์ให้องค์กษัตริย์เชื่อว่า เจ้าชายคือองค์รัชทายาทที่สาบสูญไป" เคลเซียอธิบายว่า หลังจากกรำการศึกอยู่หลายปี เมื่อกำราบศัตรูได้แล้ว กษัตริย์สเตฟานจึงเสด็จนิวัติสู่พระนคร แม้จะรู้เช่นเห็นชาติว่าดยุ๊กแห่งฮิงค์มาร์กระเหี้ยนกระหืออยากขึ้นครองบัลลังก์แทนพระองค์ แต่ด้วยพระวรกายที่อ่อนล้าจากการศึก ซ้ำร้ายเมื่อทราบว่าพระมเหสีมาสิ้นลง ราชโอรสก็สาบสูญ พระองค์ยิ่งกลัดกลุ้มพระทัยจนไม่เป็นอันบริหารราชการแผ่นดิน ปล่อยให้เจ้าฮิงค์มาร์ซ่องสุมกำลังไว้เพื่อคิดก่อการใหญ่ เคราะห์ดีที่แผนการปลงพระชนม์ของพวกมันไม่สำเร็จ เจ้าฮิงค์มาร์ยังเอาตัวรอดไปได้ เพราะองค์กษัตริย์ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ามันคือตัวการที่คิดกบฎต่อพระองค์ ถึงเวลานี้เจ้าดยุ๊กชั่วตัวนั้นยังยืนแอบอยู่ในเงามืดเบื้องหลังพระองค์ท่าน คอยลอบกัดพระองค์ตลอดเวลา แต่มันก็ไม่เคยเอื้อมไปถึงมงกุฎที่หวังไว้สักครั้ง

แลงฟรองค์ทราบดีว่า งานใหญ่ที่ยุ่งยากกำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้า แต่เด็กหนุ่มบ้านนอกไร้การศึกษาเช่นเขาจะทำอย่างไรได้ เขาต้องรวบรวมความกล้าและความมั่นใจสักเท่าใด ต้องมีฝีมืออีกแค่ไหนถึงจะไปต่อกรกับเจ้าฮิงค์มาร์ได้?

เคลเซียเหมือนจะจับความคิดของเขาได้อีก "ไม่ต้องกังวลอันใดเลยเจ้าชายของแม่ จงวางใจแม่เถิด แล้วชัยชนะจะเป็นของเจ้า หากเจ้าต้องการสวมกอดกับพระราชบิดาในวันหนึ่งข้างหน้า จงเดินหน้าไปพร้อมกับแม่ ทำตามคำแนะนำของแม่ แล้วความสำเร็จจะเป็นของเจ้า"

และแล้วการผจญภัยของเจ้าชายแลงฟรองค์ก็เริ่มต้นขึ้น เขาต้องจากครอบครัวไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ขณะที่เดินไปตามถนนพร้อมกับแม่ทูนหัว ภาพของบ้านป่าก็เลือนลางออกไปทุกที

เจ้าชายคิดว่าแม่ทูนหัวจะพาเขาเข้าไปสู่เมืองหลวงทันที แต่นั่นไม่ใช่แผนการของนาง "ขั้นแรกเจ้าชายต้องฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่ง สร้างสมประสบการณ์และวุฒิภาวะทางอารมณ์ให้เข้มแข็ง เจ้าชายต้องเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของผู้คนและสิ่งต่าง ๆ ในดินแดนกาลัวเนียเหมือนรู้จักหลังมือของตัวเอง เข้าใจในความลึกลับซับซ้อนแห่งหัวใจ(รวมทั้งหัวใจของเจ้าชายเองด้วย) เพื่อเจ้าชายจะได้เหมาะสมสำหรับตำแหน่งองค์รัชทายาทของกษัตริย์อย่างแท้จริง"

เจ้าชายตกลงใจทำตามแผนการที่แม่ทูนหัวได้วางไว้ ทั้งสองท่องเที่ยวไปทั่วเขตชนบทเป็นเวลาเจ็ดปี สั่งสมประสบการณ์ เที่ยวดูภาพชีวิต เรียนรู้ศิลปะวิทยาการ และรำพึงถึงสิ่งที่ได้พบเห็นจนเข้าใจถ่องแท้ สิ่งที่เจ้าชายได้มามิใช่แบบเรียนที่หาได้ตามโรงเรียนสำนักต่าง ๆ เคลเซียพาเจ้าชายไปใช้ชีวิตกับบรรดาคนยากจน ออกไปต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ถูกกดขี่ ต่อสู้กับความอยุติธรรม ช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอ ยินดีกับผู้ที่ยินดี และร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ บางเรื่องเป็นสิ่งที่เจ้าชายไม่อาจทนรับได้ โชคดีที่มีเคลเซียคอยเป็นกำลังใจและจุดประกายไฟให้แก่เขา นางชี้ให้เขาเห็นถึงความเลวร้ายของสิ่งที่เกิดขึ้น แนะนำเขาให้เข้าไปแก้ไข คอยเป็นกำลังใจให้เขากล้าหาญเมื่ออันธพาลเข้ามาข่มขู่ทำร้าย ทำแผลให้เมื่อเขาถูกทุบตีจนบาดเจ็บเพราะการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทะเลาะวิวาทของคนอื่น ระหว่างเจ็ดปีที่โชกโชนนั้น แลงฟรองค์เคยถูกรุมสกรัมจากแก๊งค์หัวขโมยครั้งหนึ่ง ถูกจับเข้าคุกหลายครั้ง ถูกลอบทำร้ายสองครั้ง ถูกใส่ร้ายและกลั่นแกล้งนับไม่ถ้วน ไม่ต้องแปลกใจเลยที่เขาเคยคิดเลิกช่วยเหลือคนอื่น เลิกสนใจกับแผนการใหญ่ที่จะเปิดเผยตัวเองต่อองค์กษัตริย์ในวันหนึ่งข้างหน้า แต่เคลเซียย้ำเตือนเขาเสมอว่า "จงกล้าหาญไว้เถิด เจ้าชายของแม่ วันหนึ่งกษัตริย์สเตฟานจะพบว่าเจ้าชายคือองค์รัชทายาทที่สูงค่าที่สุดของพระองค์"

แต่ก็ใช่ว่าในชีวิตเร่ร่อนตลอดเจ็ดปีของเจ้าชายจะเจอแต่เรื่องร้าย ๆ เสมอไป หลายครั้งที่เดินทางไปถึงหมู่บ้านที่กินอยู่กันอย่างสงบสุข เจ้าชายจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เขารู้สึกได้ถึงความเสมอภาคและความดีงามที่อบอวลไปทั่วบริเวณนั้น บางทีแม่หญิงบ้านนาส่งสายตาเอียงอายมาให้ เพราะต้องตาต้องใจในรูปกายอันงดงามของเขา เขารู้สึกเป็นสุขเมื่อได้อยู่กับบรรดาคนเหล่านี้ จนบางครั้งแทบไม่อยากเดินทางไปไหนอีกเลย บางคราวเขาฝันไปว่า อยากจะลงหลักปักฐานที่ไหนสักแห่ง แต่งงานและใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและเปี่ยมสันติ แต่เคลเซียก็กระซิบให้เขาตื่นขึ้น "เจ้าชายต้องกลับไปหาพระราชบิดามิใช่หรือ ที่นั่นมิใช่บ้านแท้ของเจ้าชายหรือ" บางครั้งเขาแทบทนไม่ได้ จึงถามกลับไปว่า "แม่ทูนหัว โปรดบอกข้าเถิดว่าบ้านที่แท้คืออะไรกันแน่?" นางตอบกลับด้วยถ้อยคำที่ตรงใจของเขา "บ้านแท้คือสถานที่ที่หัวใจจะได้พักผ่อนอย่างแท้จริง" เคราะห์ดีที่เจ้าชายยังคงความซื่อสัตย์ต่อตนเองได้ หลังจากนั้นไม่นานความสุขที่ทำให้จิตใจไขว้เขวก็ผ่านพ้นไป ความพึงพอใจชั่วครั้งชั่วคราวไม่อาจทำให้จิตใจของเขาได้พักผ่อนอย่างแท้จริงเลย ความปรารถนาเบื้องลึกกลับมาอีกครั้ง ฉันต้องกลับไปสู่อ้อมพระอุราของพระราชบิดาให้ได้ นับแต่นั้นมา ไม่ว่าจะพบเจอกับเรื่องเลวร้ายกาจปานใด เจ้าชายจะหันไปมองดูแม่ทูนหัวของเขา ราวจะขอให้ได้พบกับเรื่องที่ร้ายกาจกว่านี้

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง แลงฟรองค์พร้อมแล้วกับงานหนักที่สุดในชีวิตของเขา การเผชิญหน้ากับเจ้าคนชั่ว ดยุ๊กแห่งฮิงค์มาร์ นั่นเอง เจ็ดปีแห่งการเคี่ยวคร่ำผ่านพ้นไป (สำหรับเจ้าชายเจ็ดปีเหมือนตลอดทั้งชีวิต) เด็กหนุ่มบ้านนอกคนนี้กลายเป็นหนุ่มใหญ่เต็มตัว ผมยาวสลวยเป็นลอน ยามยืนขึ้นร่างก็สูงสง่า น่าประทับใจแก่ผู้พบเห็น ใคร ๆ ก็ว่า รูปงามราวเทพบุตร เคลเซียภูมิใจในตัวเจ้าชายมาก ทั้งสองเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงด้วยความมั่นใจ

เมื่อไปถึง ทั้งสองก็พบว่า ในเมืองหลวงกำลังเกิดวุ่นวายสับสน เพราะเป็นวันฉลองนักบุญอิสิโดโร องค์อุปถัมภ์แห่งอาณาจักรกาลัวเนีย วันนั้นองค์กษัตริย์ได้จัดงานเต้นรำสำหรับบรรดาขุนนางและข้าราชบริพารในท้องพระโรงที่วิจิตรงดงาม ไม่รอช้า เคลเซียจัดแจงตามแผนการทันที นางไปพำนักกับเพื่อนเก่า(เพื่อนเก่าตกใจแทบแย่เมื่อพบกับนางอีกครั้งหลังจากที่หายสาบสูยไป) เลือกเสื้อผ้าเนื้อดีสำหรับตัวนางเองและสำหรับเจ้าชายแลงฟรองค์ เมื่องานเฉลิมฉลองในราชวังเริ่มขึ้น นางก็นำเจ้าชายเข้าไปยังท้องพระโรง

การปรากฏกายของเจ้าชายสร้างความแตกตื่นให้แก่บรรดาแขกเหรื่ออย่างมาก บ้างซุบซิบไถ่ถามว่า หนุ่มรูปงามนั่นใครกันหนอ? และหญิงชราท่าทางสูงศักดิ์ที่เดินมาเคียงข้างเขาล่ะ คือใครกัน? องค์กษัตริย์ซึ่งประทับบนบัลลังก์ที่มุมห้องสังเกตเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้น แล้วทรงทอดพระเนตรเห็นแลงฟรองค์ พระทัยของพระองค์เต้นไม่เป็นส่ำ คลื่นแห่งความยินดีอาบเอ่ออยู่ในดวงหทัยอย่างไม่ทราบสาเหตุ พระองค์จับจ้องร่างสูงสง่าที่เดินใกล้เข้ามา และทรงระลึกได้ว่า ชายหนุ่มคนนั้นคือตัวพระองค์ในวัยหนุ่มนั่นเอง "นั่นใช่แลงฟรองค์ ลูกชายเราหรือเปล่าหนอ" คิดแล้วก็ให้ปลาบปลื้มในพระหฤทัย

แลงฟรองค์ดำเนินมาถึงแทบแท่นประทับ เลดี้เคลเซียเดินตามมาเบื้องหลัง ย่อกายโค้งคำนับ และกล่าวขึ้นว่า "ข้าแต่องค์กษัตริย์ มิต้องสงสัยเลยว่า พระองค์ย่อมจำได้ว่า หม่อมฉันคือเลดี้เคลเซีย ผู้เป็นแม่นมและแม่ทูนหัวขององค์รัชทายาทของพระองค์เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว" องค์กษัตริย์จำนางได้ เพราะนางแทบมิได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย

"ใช่แล้ว ข้าจำเจ้าได้ เคลเซีย แล้วบุรุษหนุ่มผู้นี้เล่า เขาคือใครกัน?" พระองค์ตรัสถาม เพื่อยืนยันว่าลางสังหรณ์ของพระองค์ถูกต้อง

"ข้าแต่องค์กษัตริย์ เขาผู้นี้คือองค์รัชทายาทที่หายไปนั่นเอง เจ้าชายแลงฟรองค์แห่งราชวงศ์กาลัวเนีย!"

ชายหนุ่มประสานสายตากับองค์กษัตริย์ "ใช่แล้ว เป็นกระหม่อมเอง" เขาลุกขึ้นยืน เปิดอกเสื้อให้องค์กษัตริย์ดู ตรงหัวใจของเขามีรอยแผลรูปกางเขน เครื่องหมายขององค์รัชทายาท องค์กษัตริย์ผุดลุกขึ้นทันใด พระพักตร์เปี่ยมไปด้วยความยินดี "มานี่เถิดลูกรัก เข้ามาใกล้ ๆ พ่อหน่อย" แล้วทั้งสองก็สวมกอดกัน แลงฟรองค์จำได้เพียงแต่ว่า ชั่วขณะแห่งความอบอุ่นนั้น คำของแม่ทูนหัวที่ว่า "บ้านแท้คือสถานที่ที่หัวใจจะได้พักผ่อนอย่างแท้จริง" ก็ดังก้องในหัวของเขา บัดนี้เขาแน่ใจแล้วว่า ตนได้กลับสู่บ้านที่แท้จริงแล้ว

ส่วนเจ้าดยุ๊กแห่งฮิงค์มาร์นั่นไปซุกหัวอยู่ที่ไหนหรือ? แน่นอน มันได้เห็นภาพที่น่าประทับใจนั่นเต็มสองตา เพราะมันยืนอยู่ทางเบื้องขวาของบัลลังก์นั่นเอง แต่มันจะทำอะไรได้ มันจะประท้วง ขอพิสูจน์ความจริงกับองค์รัชทายาทโดยการท้าดวลกันตัวต่อตัวหรือ? ไม่มีทาง ไม่มีการเผชิญหน้ากันระหว่างสิงห์หนุ่มและเสือเฒ่าอย่างแน่นอน ไม่มีใครต้องการให้เป็นเช่นนั้นแน่ อันที่จริงแล้วคำพูดคุยโตของมันก็เพียงแต่แสดงถึงความขี้ขลาดของมันเท่านั้นเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าชายหนุ่มรูปงามผู้นี้แล้ว บุคลิกภาพน่าเกรงขามของมันก็ไม่มีค่าอะไรเลย สิ่งเดียวที่มันนึกได้คือ มันจะหาทางหนีไปจากอาณาจักรเสียในคืนนั้น และจะไม่มีใครเอ่ยถึงมันอีกเลย

กษัตริย์สเตฟานและเจ้าชายแลงฟรองค์ทรงปกครองอาณาจักรกาลัวเนียสืบมาอีกหลายปี ด้วยความปรารถนาให้พสกนิกรร่มเย็นเป็นสุขถ้วนหน้า ทั้งสองพยายามทำให้อาณาจักรกาลัวเนียเป็นเสมือนบ้านอันอบอุ่นสำหรับทุกคน เป็นสถานที่ที่หัวใจจะได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

 

หน้ารัง

Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002