คำถามที่พระเยซู ทรงถามบรรดา อัครสาวกว่า คนอื่น ๆ ว่าพระองค์เป็นใคร และก็ทรงถามบรรดาอัครสาวกด้วย
ผู้คนก็คิดตามรูปแบบที่ตนเห็น ตามกิจการของพระองค์ แต่ก็ไม่มีใครที่บอกว่าพระองค์
คือพระคริสตเจ้า เป็นพระบุตรของพระเจ้า นอกจาก นักบุญเปโตร ความรู้แท้ของ
นักบุญเปโตรนี้ พระเยซูเจ้าทรงบอกนักบุญเปโตรว่า เป็นพระเป็นเจ้าที่ทรงเผยให้ท่านได้รู้
ไม่ใช่ความคิดอ่านของท่านเอง
ถ้าอย่างนั้น การที่เราจะรู้จักพระองค์คงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แล้ว เพราะใช้ความคิดอ่านของเราเอง(เนื้อหนัง)ไ่ม่ได้
ต้องเป็นความรู้แท้ ที่มาจากพระเป็นเจ้าเท่านั้น นักบุญยอห์นแบ็ปติส ก็ยังใช้ศิษย์ของท่านมาถามพระเยซูว่า
พระองค์เป็นผู้นั้นหรือเปล่า หรือว่าต้องรอใครอีก พระองค์ไม่ได้ตอบแต่ให้เขาดูที่กิจการของพระองค์
พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่านักบุญยอห์น คิดอย่างไรกับคำบอกเล่าจากศิษย์ของท่าน
ความหมายของคำตอบที่ท่านได้รับการบอกเล่าของศิษย์ของท่าน ก็คงมีความหมายกับท่านเป็นอย่างมาก
เพราะกิจการที่ท่านได้ทำ เป็นพันธกิจของท่าน ที่พระเป็นเจ้ามอบให้ท่าน เพื่อเป็นผู้ที่นำหน้าพระผู้ช่วยให้รอด
เพื่อเตรียมประชากรของพระองค์ให้กลับใจ และท่านได้ทำแล้ว คำตอบของพระเยซูก็เท่ากับยืนยันว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดด้วยกิจการของพระองค์
และต้องเป็นคำตอบที่ทำให้ท่านเป็นสุข (ผู้ที่ไม่เคลือบแคลงใจในเราย่อมเป็นสุข)
เพราะเท่ากับท่านก็เป็นผู้ที่พระเป็นเจ้ามอบหมายให้ทำหน้าที่นั้น และท่านรู้แล้วว่าท่านเป็น
เราคงต้องดูตัวเองว่าเราเองเหมาะสมกับความรู้แท้
ที่พระเป็นเจ้าจะประทานให้หรือไม่
เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วรู้หรือเปล่าว่ากูเป็นใคร เป็นคำถามเดียวกันกับที่
ลูกนักการเมืองถามเลย แต่ต่างกันตรงที่ไม่ได้เอาไปถามคนอื่น นึกแล้วเป็นคำถามที่น่าสมเพชมาก
ที่ไม่รู้ความจริงว่าตัวเองเป็นใคร สิ่งที่เห็นจากสภาพภายนอก ตามสถานภาพในสังคม
ตามกิจการที่เราทำ ที่บ้าน ที่ทำงาน ที่วัด นั้น เป็นการรับรู้ที่เราคิดเอง
เป็นการรับรู้ที่คนอื่นที่บอกเกี่ยวกับตัวเรา มักไม่ชัดเจน เพราะสภาพที่อ่อนแอของเรามนุษย์
มักหลงใหลในสิ่งที่ตนคิดว่าดี และคิดว่าจริงตามใจตัวเอง แต่มีกี่ครั้งที่เรารู้ความจริงของตัวเราเองจากพระผู้เป็นเจ้า
ลองมาพิจรณาถึงตัวเราที่พระเป็นเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เราดำเนินชีวิต
ตามแบบอย่างที่พระองค์ทรงสอนเราในพระวรสาร ที่จริงพระองค์ทรงบอกเราตรง ๆ
นั้นแหละ ให้เราทำอย่างไร ดำเนินชีวิตแบบไหน ที่จริง เราก็ซาบซึ้ง เราก็เข้าใจ(ตามที่เราเข้าใจ)
และเราก็มีความตั้งใจที่จะทำด้วย หรือบางที่เราเลือกทำบางส่วนที่เราอยากทำ
หรือที่ทำได้ก็เป็นแค่ชั่วคราว แต่ที่สุดเราไม่ทำ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเป็นความจริงตามสภาพเรามนุษย์
ด้วยว่าถ้าปราศจากพระองค์แล้วเราทำอะไรไม่ได้เลย (ทำตามน้ำพระทัย)
ฉะนั้นเราต้องวอนขอพระองค์ เราต้องขอสิ่งที่เป็นประโยชน์กับวิญญาณของเรา
แต่จะรูู้้ว่าเราต้องวอนขอจากพระองค์ได้อย่างไร ถ้าเราไม่รู้ตัวเราเองว่าเราขาด
เราขัดสน และที่สำคัญที่สุดก็เป็น อำเภอใจของเราเองที่จะค้นหาตัวเองหรือไม่ว่าเราเองที่ขัดสน
เป็นพระหรรษทานแต่อย่างเดียวเท่านั้นที่นำอำเภอใจของเรา เพื่อค้นหาตัวเองให้พบ
และเริ่มรู้จักตัวเอง แต่เราต้องร่วมมือด้วย ความรู้แท้ที่พระเป็นเจ้าทรงให้เรารู้จักตัวเอง
ก็เป็นความรู้เดียวกันที่ทำให้เรารู้จักพระองค์ และความรู้นี้จะเพิ่มพูลขึ้นด้วยความรัก
ของเราที่เราเป็นผู้ที่รักแบบที่พระองค์ทรงรักเรา
|