เรื่องราวที่แสนประหลาดของผม เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องราวที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับผม
แต่มันก็เกิดขึ้น จนทุกวันนี้ยังมีคนพูดถึงเรื่องนี้กันไม่จบไม่สิ้น
ตอนนั้น ผมทำงานอยู่แถวถนนวิภาวดี ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจังกับงาน
ใครๆก็ว่าผมว่า บ้างาน แต่ผมว่ามันเป็นธรรมดาของวัยรุ่นไฟแรงอย่างผม ยิ่งได้ทำงานหนักยิ่งรู้สึกมีความสุข
จึงทำให้ผมต้องอยู่ที่ทำงานดึกๆ ทุกคืน
คุณคงมีคำถามขึ้นในใจว่า ผมทำงานอะไร ผมดูแลงานด้านเอ๊กซ์ปอร์ต อิมปอร์ต
การจัดซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์และวัตถุดิบ ฯลฯ หลังเวลางานในสำนักงานผมจะเข้าไปในโรงงานทุกคืน
คอยดูแลการผลิตสินค้า ผมจะตรวจสอบการผลิต และการบรรจุหีบห่อสินค้า ผมจะไล่สินค้าให้ขึ้นรถบรรทุกไปส่งที่ท่าเรือทันเรือออกครบทุกชิ้น
ถ้ามีผมอยู่ในโรงงานทุกคนจะมั่นใจได้ว่าของทุกอย่างจะถูกนำขึ้นรถครบทุกชิ้น
ไม่ตกเรือบรรทุกสินค้าอย่างแน่นอน
ส่วนน้องสาวของผม อายุห่างจากผมห้าปี เธอทำงานอยู่บริษัทขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศแถวๆถนนพระรามสี่
คลองเตย ซึ่งเรื่องราวที่ใครๆก็บอกว่าประหลาด ได้เกิดขึ้นกับผมก็เพราะน้องสาวผมคนนี้
วันที่เกิดเหตุเป็นวันที่น้องสาวของผมโทรศัพท์มาหาผมที่ทำงานบอกว่า ตอนเย็นวันนี้ให้ช่วยมารับเธอเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน
เพราะวันนี้ฝนตกหนักมาก เธอไม่อยากออกไปตากฝน ที่ทำงานของผมฝนตกหนักเหมือนกัน
ผมขึ้นทางด่วนที่ด่านดินแดง ไปลงตรงท่าเรือแถวๆกรมศุลกากร ....
เมื่อออกจากทางด่วนตรงป้ายท่าเรือ ถึงถนนทางราบ ผมเลี้ยวซ้าย ....ทันใดนั้นเอง
ผมก็ได้ยินเสียงดังโครม! มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมจำได้ตอนนั้นคือ ผมเจ็บศีรษะมากและรู้สึกชาไปทั่วตัว
ผมรู้ตัวอีกที ก็ตอนที่ได้ยินเสียงคนกลุ่มใหญ่พูดกันเซ็งแซ่ดังอยู่ข้างรถของผม
เร็วเข้า ...ช่วยกันดึงศพออกมาก่อน ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ในละแวกนั้นตะโกนอยู่ข้างตัวผม
นี้มันคืออะไร ศพที่ว่า เขาหมายถึงใครกัน!
แล้วก็มีคนจำนวนมากๆพยายามมาเขย่าหรือกระชากประตูรถด้านที่ผมนั่งขับ เอ๊ะ!
นี่มันอะไรกัน ใครมาเขย่ารถผมทำไม!
ผมยังไม่ตายอย่างที่ทุกคนบอก เกิดอะไรขึ้น ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ ผมยังหายใจอยู่นะ
แล้วก็มีชายมากกว่าห้าคนอุ้มร่างของผมออกไปจากรถ...
ถึงตอนนี้ผมพอจะเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นลางๆแล้ว ....
เรี่ยวแรงจากชายฉกรรจ์ห้าคน ทำให้ผมตัวลอยออกมาจากรถอย่างง่ายดาย ผมพูดกับพวกเขาว่า
ผมยังไม่ตาย ทุกคนทำท่าขนหัวลุกตกใจตาโตอ้าปากค้าง มองหน้าผมเหมือนเจอผี
ดีที่ยังไม่โยนผมทิ้งลงพื้นถนนเสียก่อนรถตำรวจมาถึง!
ที่ผมเห็นตอนนี้คือประชาชนร่วมร้อยคนกำลังยืนมุงดูผม ภาพของรถยนต์ของผมที่ผมเห็นลางๆคือรถของผมในสภาพบี้แบนเข้าไปมุดอยู่ใต้รถบรรทุก!
มีคนอุ้มผมเข้าไปในรถตำรวจ ผมยังรู้สึกตัวอยู่ถึงขนาดยังนึกถึงกระเป๋าของผมได้
กระเป๋า ...กระเป๋าของผมอยู่ในรถ ช่วยเอากระเป๋าให้ผมที ผมพูดด้วยเสียงเบาๆ
แล้วก็มีผู้มีน้ำใจช่วยหยิบกระเป๋าให้ผม เอาขึ้นรถตำรวจมาด้วย ตลอดทางที่เขาอุ้มผม
ผมได้ยินเสียงคนแถวนั้นพูดกันต่างๆนานา...
ยังไม่ตาย เขายังไม่ตาย
ดูสิ สภาพรถอย่างนี้ไม่รอดแน่
ไม่ตายตอนนี้ แต่เดี๋ยวก็ไปตายโรงพยาบาล...
จะพิการไหม
ไม่แน่หรอก อาจจะเป็นเจ้าชายนิทราก็ได้
ตำรวจพาผมไปยังโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด หมอก็สั่งให้ทำการเอ็กซเรย์
จากผลเอ๊กซเรย์ก็พบว่าผมไม่เป็นอะไรเลย ไม่มีกระดูกหัก ไม่ฟกช้ำดำเขียว หมอขอให้ผมนอนที่โรงพยาบาลถึง
2 วัน ทั้งๆที่ผมอยากกลับบ้านมาก แต่ด้วยความที่หมอไม่แน่ใจ อยากตรวจดูอาการผมอย่างละเอียดอีกสักวันสองวัน
คุณพ่อคุณแม่และน้องๆ รวมถึงทุกคนจากที่ทำงานเดินทางมาเยี่ยมผมและคอยดูแลผมอย่างดีทุกวัน
ส่วนคุณตำรวจที่ช่วยเหลือผมวันนั้นก็มาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาลวันละหลายครั้ง
เขาคิดว่าผมคงรอดยาก แต่พอมาดูอาการผมตอนนี้แล้ว เขาก็รู้สึกดีใจปนแปลกใจ
วันที่สองของการนอนพักในโรงพยาบาล สมองของผมหลังจะผ่านเครื่องสแกนเนอร์มาแล้วก็พบว่าปรกติดีทุกอย่าง
ตำรวจ หมอและพยาบาลทั้งโรงพยาบาลยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า...เหลือเชื่อ!
คุณตำรวจมากันถึง 8 คน เรียกได้ว่ายกโรงพักมากันที่นี้เลย ผมไม่รู้จักว่าใครเป็นใคร
เขานำภาพถ่ายสภาพรถของผมหลายใบมาให้ผมดู เขาไม่ได้มาเยี่ยมผมแต่เขามาเพื่อต้องการคำตอบจากผม
รถพังขนาดนั้น รอดมาได้อย่างไร เขาคงคิดกันอย่างนั้น รถของผมอยู่ในสภาพพังยับเยินทั้งคัน
เสาเก๋งทุกต้นขาดสะบั้น หลังคายุบลงมาแบนติดเก้าอี้นั่ง กระจกรถทุกบานแตกละเอียด
สภาพเหมือนรถยนต์ที่ถูกอัดให้แบนเรียบร้อยแล้วเตรียมจะส่งเข้าเครื่องย่อยเศษเหล็กไม่มีผิด!
ผมถามจริงๆเถอะ คุณมีของขลังอะไร คุณถึงรอดมาได้ ตำรวจพูดกับผมพร้อมทั้งหยิบสร้อยพร้อมด้วยพระเครื่องและรูปหล่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายหลากที่เขาเคารพนับถือออกมานอกคอเสื้อให้ผมดู
ที่ผมห้อยคออยู่นี่ก็ยังไม่ขลังเท่าของคุณ ผมโดนกระสุนถากเป็นแผลลึกไปเมื่อเดือนก่อน....
บอกผมมาเถอะ คุณห้อยพระรุ่นไหน วัดอะไร...
ของขลังแบบคุณผมไปขอได้ที่ไหน
ฯลฯ
ผมไม่ได้พกพาเครื่องรางของขลังอย่างที่คุณตำรวจทุกท่านเข้าใจเลย ผมบอกเขาว่า...
ผมไม่ได้มีเครื่องรางของขลังอะไรผมมีพระอยู่ในใจ พระเจ้าสถิตกับผมตลอดเวลา
พระองค์ทรงนำพาผมให้พ้นจากผองภัยและความมืดมนทั้งปวง พระองค์ทรงหล่อเลี้ยงผม
พระองค์ดูแลผมให้รอดชีวิตและปลอดภัย .... ที่พูดไปอย่างนี้เขาเข้าใจหรือเปล่าก็ไม่รู้
หรือนึกว่าผมพูดอย่างงั้นไปเพื่อเลี่ยงที่จะแบ่งปันเครื่องรางของขลังที่ผมซ่อนไว้ในตัว
คุณใช้ของขลังอะไรถึงรอดมาได้ก็น่าจะบอกพวกผมบ้าง พวกผมไม่บอกใครหรอก ...
พวกเราทำงานเสี่ยงต่อภัยอันตราย คุณไม่ควรหวงของขลังไว้คนเดียวแบบนี้....
ผมนึกแล้วเชียวว่าที่พูดไปน่ะเขาไม่เข้าใจ.. บางคนโกรธผมนิดๆด้วยซ้ำไปว่าผมหวงของดีของผมไว้คนเดียว
ผมพูดต่อ... ผมมีเพียงสิ่งเดียวที่ผมเชื่อถือตลอดมา สิ่งเดียวที่ผมไว้ใจในทุกๆอย่าง
ก็คือพระผู้เป็นเจ้า บางคนยึดเหนี่ยวพระ แต่พอครั้นเมื่อไม่ได้ดั่งใจ ก็หันไปหาภูตผี
หาคนเข้าเจ้าเข้าทรง หาหมอดู หาเครื่องรางของขลัง สิ่งเหล่านี้มันก็แล้วแต่ละบุคคลว่าใครจะเชื่ออะไร
แต่ผมเชื่อของผมอย่างนี้....
ผมรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ก็เพราะพระ แม้ผมไม่ได้เห็นพระองค์ก็เหมือนได้เห็นครับ
ผมได้เห็น ผมได้เชื่อ และได้รัก ผมมีบุญตรงที่ได้รู้จักและเชื่อในพระองค์
ผมมั่นใจ ผมจะระลึกถึงพระคุณและเชื่อพระองค์แต่เพียงผู้เดียวเสมอไป
|