issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง l บทความ

article

ของขลังของใคร
ลี ปัทมคนธ์


เรื่องราวที่แสนประหลาดของผม เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องราวที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับผม แต่มันก็เกิดขึ้น จนทุกวันนี้ยังมีคนพูดถึงเรื่องนี้กันไม่จบไม่สิ้น

ตอนนั้น ผมทำงานอยู่แถวถนนวิภาวดี ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจังกับงาน ใครๆก็ว่าผมว่า “บ้างาน” แต่ผมว่ามันเป็นธรรมดาของวัยรุ่นไฟแรงอย่างผม ยิ่งได้ทำงานหนักยิ่งรู้สึกมีความสุข จึงทำให้ผมต้องอยู่ที่ทำงานดึกๆ ทุกคืน

คุณคงมีคำถามขึ้นในใจว่า ผมทำงานอะไร ผมดูแลงานด้านเอ๊กซ์ปอร์ต อิมปอร์ต การจัดซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์และวัตถุดิบ ฯลฯ หลังเวลางานในสำนักงานผมจะเข้าไปในโรงงานทุกคืน คอยดูแลการผลิตสินค้า ผมจะตรวจสอบการผลิต และการบรรจุหีบห่อสินค้า ผมจะไล่สินค้าให้ขึ้นรถบรรทุกไปส่งที่ท่าเรือทันเรือออกครบทุกชิ้น ถ้ามีผมอยู่ในโรงงานทุกคนจะมั่นใจได้ว่าของทุกอย่างจะถูกนำขึ้นรถครบทุกชิ้น ไม่ตกเรือบรรทุกสินค้าอย่างแน่นอน

ส่วนน้องสาวของผม อายุห่างจากผมห้าปี เธอทำงานอยู่บริษัทขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศแถวๆถนนพระรามสี่ คลองเตย ซึ่งเรื่องราวที่ใครๆก็บอกว่าประหลาด ได้เกิดขึ้นกับผมก็เพราะน้องสาวผมคนนี้

วันที่เกิดเหตุเป็นวันที่น้องสาวของผมโทรศัพท์มาหาผมที่ทำงานบอกว่า ตอนเย็นวันนี้ให้ช่วยมารับเธอเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน เพราะวันนี้ฝนตกหนักมาก เธอไม่อยากออกไปตากฝน ที่ทำงานของผมฝนตกหนักเหมือนกัน ผมขึ้นทางด่วนที่ด่านดินแดง ไปลงตรงท่าเรือแถวๆกรมศุลกากร ....

เมื่อออกจากทางด่วนตรงป้ายท่าเรือ ถึงถนนทางราบ ผมเลี้ยวซ้าย ....ทันใดนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงดังโครม! มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมจำได้ตอนนั้นคือ ผมเจ็บศีรษะมากและรู้สึกชาไปทั่วตัว

ผมรู้ตัวอีกที ก็ตอนที่ได้ยินเสียงคนกลุ่มใหญ่พูดกันเซ็งแซ่ดังอยู่ข้างรถของผม
“เร็วเข้า ...ช่วยกันดึงศพออกมาก่อน” ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ในละแวกนั้นตะโกนอยู่ข้างตัวผม
นี้มันคืออะไร ศพที่ว่า “เขาหมายถึงใครกัน!”

แล้วก็มีคนจำนวนมากๆพยายามมาเขย่าหรือกระชากประตูรถด้านที่ผมนั่งขับ เอ๊ะ! นี่มันอะไรกัน ใครมาเขย่ารถผมทำไม!
ผมยังไม่ตายอย่างที่ทุกคนบอก เกิดอะไรขึ้น ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ ผมยังหายใจอยู่นะ
แล้วก็มีชายมากกว่าห้าคนอุ้มร่างของผมออกไปจากรถ...
ถึงตอนนี้ผมพอจะเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นลางๆแล้ว ....

เรี่ยวแรงจากชายฉกรรจ์ห้าคน ทำให้ผมตัวลอยออกมาจากรถอย่างง่ายดาย ผมพูดกับพวกเขาว่า “ผมยังไม่ตาย” ทุกคนทำท่าขนหัวลุกตกใจตาโตอ้าปากค้าง มองหน้าผมเหมือนเจอผี ดีที่ยังไม่โยนผมทิ้งลงพื้นถนนเสียก่อนรถตำรวจมาถึง!
ที่ผมเห็นตอนนี้คือประชาชนร่วมร้อยคนกำลังยืนมุงดูผม ภาพของรถยนต์ของผมที่ผมเห็นลางๆคือรถของผมในสภาพบี้แบนเข้าไปมุดอยู่ใต้รถบรรทุก!
มีคนอุ้มผมเข้าไปในรถตำรวจ ผมยังรู้สึกตัวอยู่ถึงขนาดยังนึกถึงกระเป๋าของผมได้

“กระเป๋า ...กระเป๋าของผมอยู่ในรถ ช่วยเอากระเป๋าให้ผมที” ผมพูดด้วยเสียงเบาๆ แล้วก็มีผู้มีน้ำใจช่วยหยิบกระเป๋าให้ผม เอาขึ้นรถตำรวจมาด้วย ตลอดทางที่เขาอุ้มผม ผมได้ยินเสียงคนแถวนั้นพูดกันต่างๆนานา...

“ยังไม่ตาย เขายังไม่ตาย”
“ดูสิ สภาพรถอย่างนี้ไม่รอดแน่”
“ไม่ตายตอนนี้ แต่เดี๋ยวก็ไปตายโรงพยาบาล...”
“จะพิการไหม”
“ไม่แน่หรอก อาจจะเป็นเจ้าชายนิทราก็ได้”

ตำรวจพาผมไปยังโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด หมอก็สั่งให้ทำการเอ็กซเรย์ จากผลเอ๊กซเรย์ก็พบว่าผมไม่เป็นอะไรเลย ไม่มีกระดูกหัก ไม่ฟกช้ำดำเขียว หมอขอให้ผมนอนที่โรงพยาบาลถึง 2 วัน ทั้งๆที่ผมอยากกลับบ้านมาก แต่ด้วยความที่หมอไม่แน่ใจ อยากตรวจดูอาการผมอย่างละเอียดอีกสักวันสองวัน คุณพ่อคุณแม่และน้องๆ รวมถึงทุกคนจากที่ทำงานเดินทางมาเยี่ยมผมและคอยดูแลผมอย่างดีทุกวัน ส่วนคุณตำรวจที่ช่วยเหลือผมวันนั้นก็มาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาลวันละหลายครั้ง เขาคิดว่าผมคงรอดยาก แต่พอมาดูอาการผมตอนนี้แล้ว เขาก็รู้สึกดีใจปนแปลกใจ

วันที่สองของการนอนพักในโรงพยาบาล สมองของผมหลังจะผ่านเครื่องสแกนเนอร์มาแล้วก็พบว่าปรกติดีทุกอย่าง ตำรวจ หมอและพยาบาลทั้งโรงพยาบาลยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า...เหลือเชื่อ! คุณตำรวจมากันถึง 8 คน เรียกได้ว่ายกโรงพักมากันที่นี้เลย ผมไม่รู้จักว่าใครเป็นใคร เขานำภาพถ่ายสภาพรถของผมหลายใบมาให้ผมดู เขาไม่ได้มาเยี่ยมผมแต่เขามาเพื่อต้องการคำตอบจากผม

รถพังขนาดนั้น รอดมาได้อย่างไร เขาคงคิดกันอย่างนั้น รถของผมอยู่ในสภาพพังยับเยินทั้งคัน เสาเก๋งทุกต้นขาดสะบั้น หลังคายุบลงมาแบนติดเก้าอี้นั่ง กระจกรถทุกบานแตกละเอียด สภาพเหมือนรถยนต์ที่ถูกอัดให้แบนเรียบร้อยแล้วเตรียมจะส่งเข้าเครื่องย่อยเศษเหล็กไม่มีผิด!

“ผมถามจริงๆเถอะ คุณมีของขลังอะไร คุณถึงรอดมาได้” ตำรวจพูดกับผมพร้อมทั้งหยิบสร้อยพร้อมด้วยพระเครื่องและรูปหล่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายหลากที่เขาเคารพนับถือออกมานอกคอเสื้อให้ผมดู

“ที่ผมห้อยคออยู่นี่ก็ยังไม่ขลังเท่าของคุณ ผมโดนกระสุนถากเป็นแผลลึกไปเมื่อเดือนก่อน....”

“บอกผมมาเถอะ คุณห้อยพระรุ่นไหน วัดอะไร...”

“ของขลังแบบคุณผมไปขอได้ที่ไหน”
ฯลฯ

ผมไม่ได้พกพาเครื่องรางของขลังอย่างที่คุณตำรวจทุกท่านเข้าใจเลย ผมบอกเขาว่า... “ผมไม่ได้มีเครื่องรางของขลังอะไรผมมีพระอยู่ในใจ พระเจ้าสถิตกับผมตลอดเวลา พระองค์ทรงนำพาผมให้พ้นจากผองภัยและความมืดมนทั้งปวง พระองค์ทรงหล่อเลี้ยงผม พระองค์ดูแลผมให้รอดชีวิตและปลอดภัย ....” ที่พูดไปอย่างนี้เขาเข้าใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือนึกว่าผมพูดอย่างงั้นไปเพื่อเลี่ยงที่จะแบ่งปันเครื่องรางของขลังที่ผมซ่อนไว้ในตัว

“คุณใช้ของขลังอะไรถึงรอดมาได้ก็น่าจะบอกพวกผมบ้าง พวกผมไม่บอกใครหรอก ... พวกเราทำงานเสี่ยงต่อภัยอันตราย คุณไม่ควรหวงของขลังไว้คนเดียวแบบนี้.... ” ผมนึกแล้วเชียวว่าที่พูดไปน่ะเขาไม่เข้าใจ.. บางคนโกรธผมนิดๆด้วยซ้ำไปว่าผมหวงของดีของผมไว้คนเดียว

ผมพูดต่อ... “ผมมีเพียงสิ่งเดียวที่ผมเชื่อถือตลอดมา สิ่งเดียวที่ผมไว้ใจในทุกๆอย่าง ก็คือพระผู้เป็นเจ้า บางคนยึดเหนี่ยวพระ แต่พอครั้นเมื่อไม่ได้ดั่งใจ ก็หันไปหาภูตผี หาคนเข้าเจ้าเข้าทรง หาหมอดู หาเครื่องรางของขลัง สิ่งเหล่านี้มันก็แล้วแต่ละบุคคลว่าใครจะเชื่ออะไร แต่ผมเชื่อของผมอย่างนี้....”

ผมรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ก็เพราะพระ แม้ผมไม่ได้เห็นพระองค์ก็เหมือนได้เห็นครับ ผมได้เห็น ผมได้เชื่อ และได้รัก ผมมีบุญตรงที่ได้รู้จักและเชื่อในพระองค์ ผมมั่นใจ ผมจะระลึกถึงพระคุณและเชื่อพระองค์แต่เพียงผู้เดียวเสมอไป


 

หน้ารัง | บทความ

2 กุมภาพันธ์ 2005
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2005