| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล | ||
เรื่องสั้น-เรื่องแปล |
"ข้าฯได้ยินเสียงจากฟ้าสวรรค์ร้องบอกว่า 'จงเขียนดังนี้ว่า: นับแต่นี้ผู้ที่ตายเพื่อพระเป็นเจ้าคือผู้มีบุญ' แล้วพระจิตจึงตรัสว่า 'เขาคือผู้มีบุญแท้ เขาจะได้หยุดพักจากการงานของเขา เพราะสิ่งที่เขาได้กระทำนั้นจะติดตามเขาไป'" (วว. 14:13) วันนี้บรรยากาศ ณ สถานสวรรยาดูไปคล้ายงานรื่นเริงลีลาศ ด้วยความหอมหวานแห่งพระเป็นเจ้าที่อบอวลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คุณสามารถกระสาได้ถึงกลิ่นชัยชนะที่หอมนาน กลิ่นหอมนั้นย่อมเหมาะแก่โอกาสดีเยี่ยงนี้ยิ่งนัก เพราะวันนี้ผู้ศักดิ์สิทธิ์กลุ่มสุดท้ายที่มีสิทธิ์เข้าสวรรค์จะเดินทางมาถึงครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว วาระสุดท้ายของโลกกำลังย่างก้าวเข้ามา นับแต่นี้จะไม่มีผู้ศักดิ์สิทธิ์กลุ่มไหนได้รับเกียรติและรับสิทธิ์ให้เข้าสวรรค์อีก ทุกคนเตรียมตัวพร้อมเพรียงเพื่อให้แน่ใจว่างานเฉลิมฉลองครั้งสุดท้ายจะดำเนินไปไม่มีบกพร่อง และแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เรียบร้อย แตรเงินงอนขนาดใหญ่ส่งสัญญาณการมาถึง ขบวนผู้มาใหม่ค่อยเคลื่อนผ่านทวารบาลที่สุกใสราวไข่มุกเข้ามาอย่างช้า ๆ รอยยิ้มอิ่มเอิบแห่งความยินดีที่มิอาจบรรยายได้ปรากฏบนใบหน้า ผู้มาใหม่คนแรกเป็นแม่บ้านธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เธอทุ่มเทชีวิตจิตใจให้แก่การเตรียมอาหารค่ำแก่ครอบครัวและแขกเหรื่อมาตลอดชีวิต กิจการดีนี้นับว่าชอบด้วยความสุขในสวรรค์อย่างแน่นอน เทวดาหนุ่มผายมือเชื้อเชิญให้เธอนั่งลง ไก่ย่างทั้งตัวในจานเงินวาววับถูกนำมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมหวานของมันทำให้ทุกคนรู้สึกได้ถึงความสุขใจ ผู้มาใหม่คนที่สองเป็นชายหนุ่มผู้ทุ่มเทหัวใจให้กับการเล่นดนตรีในสวนสาธารณะยามที่ว่างจากการงาน เพื่อเป็นการต้อนรับแขกพิเศษ ซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบีโธเฟนดังกระหึ่มด้วยเสียงร้องของคนเรือนล้าน หลังจากนั้นจึงถึงคราวของหญิงคนเย็บผ้า ผู้ให้บริการลูกค้าอย่างสุดฝีมือมาตลอดชีวิต ในวันนี้เสื้อผ้าของเธอได้รับการปะชุนโดยบรรดานักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่อาสาทำแก่เธอเป็นพิเศษ ผู้มาใหม่คนถัดมาเป็นบุรุษไปรษณีย์ ถุงเมล์ใบเก่าของเขากลับกลายเป็นถุงทองคำ เทวดาน้อยสององค์แบกถุงนั้นเดินนำหน้าเขาเข้ามา เมื่อผู้มาใหม่ทุกคนปรากฏตัวขึ้นบริเวณทวารบาลไข่มุก เสียงโห่ร้องยินดีมีชัยก็อึงคะนึง เสียงสรรเสริญแซ่ซ้องกึกก้องไกร ต่อจากบุรุษไปรษณีย์เป็นคุณครูประจำชั้น เธอใช้เวลาหลายสิบปีทำบันทึกผลการเรียนและตรวจข้อสอบ เธอนั่งอยู่บนเสลี่ยงเงินที่แห่แหนเข้ามาโดยเทวดาผู้สง่างาม ต่อจากคุณครู คนกวาดถนนค่อยปรากฏกาย ไม้กวาดด้ามประดับเพชรถูกนำมามอบแก่เขาโดยนักบุญองค์อุปถัมภ์ที่เป็นคนบ้านเดียวกัน จากนั้นจึงเป็นคราวของคุณแม่ลูกเก้า หมวกกะบังของเธอเปล่งประกายด้วยมรกตวับวาวเก้าเม็ด ถัดจากนั้นชาวนาผู้ทระนงแบกจอบใส่บ่าเดินเข้ามา ด้ามจอบประจำกายเปล่งแสงสีทอง ถัดจากนั้นอีกหลายต่อหลายคนต่างก็เป็นคนธรรมดาที่เดินกินข้าวแกงเหมือนเราท่านนั่นเอง พวกเขาทั้งร้อยพันพากันเริงรื่นยินดีทั่วหน้า ความงามที่ฉาบฉายคล้ายภาพวาดปรากฏอยู่เบื้องหน้าการแห่แหนเทิดทูน ทั้งหมดถูกนำมายังท้องพระโรงอันโอ่อ่าโอฬาร ที่ซึ่งองค์กษัตริย์จะกล่าวต้อนรับพวกเขาเป็นการส่วนตัว ตามแบบที่พระองค์ทรงกระทำเสมอมา ขณะนั้นเองผู้มาใหม่คนสุดท้ายก็หลุดรอดทวารบาลอันวับวาวราวไข่มุกที่กำลังจะสับกลอนลง ท่าร่างละล้าละลังซัดเซอยู่ท้ายขบวน ใบหน้าฉายแววขลาดกลัวแลอับอาย รอบคอมีเชือกผูกปมขมวดไว้ สำนึกสุดท้ายในชีวิตที่เหลืออยู่ในความคำนึงคือ ฉันคือชายที่ตายเพราะการแขวนคอ เขาคือยูดาส ชายผู้ขายพระเยซูด้วยรอยจูบ และไถ่พระองค์คืนมาด้วยชีวิตของตน! ผู้คนที่รายรอบจำเขาได้ บางเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ "ไอ้ขี้ครอกขายเพื่อนคนนั้นมาทำอะไรที่นี่?" หลายคู่กระซิบสู่กันด้วยความมั่นใจว่า ความพิโรธขององค์กษัตริย์ย่อมซัดฟาดใส่มันที่อาจเอื้อมถึงปานนี้ ทุกคนสะกดตนข่มใจไว้เป็นปรกติ ป่าวร้องสรรเสริญพระเป็นเจ้า ขณะที่พิธีกรรมอลังการยังดำเนินต่อไป ผู้มาใหม่คนแล้วคนเล่าก้าวเข้าสู่ปะรำพิธีเบื้องหน้าบัลลังก์ พร้อมด้วยเหล่าผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ร่วมโห่ร้องยินดี ณ ที่นั้นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดสามพระบุคคลประทับเหนือราชอาสน์ องค์กษัตริย์ประทับเบื้องกลาง ให้ผู้มาใหม่แต่ละคนเข้ามากล่าวถวายพระพร พระองค์ทรงโอบกอดพวกเขาอย่างอบอุ่น และกล่าวเชื้อเชิญพวกเขาเข้าร่วมบรมสุขกับพระองค์ แต่เมื่อถึงคราวของผู้มาใหม่คนสุดท้าย กลับไม่มีใครสักคนออกปากประกาศชื่อของเขา คนพรรค์นี้จะมีธุระอันใดในสถานสวรรยาแห่งนี้ได้? คนขี้ครอกดุ่มเดินเดียวดายไปเบื้องหน้าบัลลังก์ วงเชือกยังคาคอ เพราะเขาไม่มีปัญญาคลายปมมันออกได้ ความเงียบสุดบรรยายเกิดขึ้นกลางที่ประชุม สายตาทุกคู่รอคอยการร่วมเป็นพยานถึงวิถีแห่งพระพิโรธขององค์กษัตริย์ ยูดาสยืนเดียวดายต่อหน้ากลางท้องพระโรง สายตาหลุบต่ำไม่กล้าสู้หน้าใคร โดยเฉพาะผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสาม วงเชือกที่ผูกคอเปรียบเสมือนสายสร้อยแห่งความอับอาย แต่ละคืบแต่ละศอกแห่งความเป็นเขาคือไอ้ขี้ครอกขายเพื่อนทุกกระเบียดนิ้ว องค์กษัตริย์ทรงผุดลุกขึ้น ก้าวลงจากบัลลังก์ มาประทับยืนต่อหน้าชายคนโฉด "เพื่อนรัก" พระองค์ตรัสถามเสียงเรียบ "เธอเคยมอบสิ่งใดให้ฉันบ้าง?" ยูดาสรำพึงถึงตลอดเวลาหลายปีที่เคยเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ และแล้วคำตอบก็มาจุกอยู่ที่ลำคอ บ้าฉิบ! เป็นคำตอบที่แย่อะไรอย่างนี้! "รอยจูบครับ อาจารย์" เขาโพล่งตอบอย่างสิ้นหวัง เขาไม่คิดปิดบังสิ่งใดอีกในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแห่งชีวิตเยี่ยงนี้อีกแล้ว "รอยจูบแห่งการทรยศ" องค์กษัตริย์ยิ้มเยือนยอมรับ "เอาละ ยูดาส นั่นคือสิ่งที่เธอมอบให้ฉันใช่ไหม ให้ฉันบอกไหมว่าฉันได้มอบอะไรให้แก่เธอ - รอยจูบแห่งสันติอย่างไรล่ะ" แล้วองค์กษัตริย์ก็โอบกอดเขา ริมฝีปากของพระองค์ประทับที่แก้มของเขา วงเชือกที่ผูกคอพลันหลุดร่วงลงสู่พื้นดิน "มาเถอะ เพื่อนรัก" องค์กษัตริย์ตรัส "ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ฉันรอคอยการกลับมาของเธอเสมอ" น้ำตาของยูดาสไหลรื้นอาบหน้า สิ่งที่ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาแล้ว เขาโซซัดโซเซมาถึงสวรรค์ด้วยแรงกระตุ้นอันมืดบอด หลังจากที่พเนจรร่อนเร่ไปในโกฏิปีแห่งความเกลียดชังที่มืดมนและไร้หวัง ดูเหมือนไม่มีหนทางใดอันจะนำเขาไปพบกับอาจารย์ที่รักอีกแล้ว เขาไม่หวังจะได้รับการอภัยใด ๆ เลย ขอเพียงได้เห็นใบหน้าของอาจารย์ที่รักสักแวบก็พอ อา ใช่สินะ! หนทางเดียวที่จะช่วยให้บรรลุสิ่งนั้นได้คือการผ่านหุบเหวแห่งความอับอาย นั่นคือหนทางเดียวที่เขาต้องผ่านพ้นไป "พระองค์รอคอยให้ผมกลับมาอีก?" ยูดาสถามอย่างไม่อยากเชื่อ "ใช่แล้ว เพื่อนรัก คนเลี้ยงแกะไม่เคยได้พักผ่อนจนกว่าแกะตัวสุดท้ายจะกลับเข้ามาในฝูงดอก" แล้วองค์กษัตริย์จึงประทับรอยจูบบนแก้มอีกข้างของเขา เป็นเครื่องหมายแห่งการให้อภัยอย่างแท้จริง บรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้รู้ซึ้งถึงพระทัยเมตตาอันอ่อนหวานของพระองค์ จึงโห่ร้องรองรับด้วยความยินดีปรีดา | |
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001