issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
บันทึกจากพ่อถึงลูกโดม (3)
"พ่อของลูก"

หลังจากเวลาผ่านสี่ทุ่มไปได้เล็กน้อย คุณหมอที่จะทำการคลอดให้ลูกก็เข้ามาในห้องเตรียมทำคลอดให้คุณแม่ คุณหมอชื่อ Rosenberg เป็นหมอคนหนึ่งในทีมคุณหมอของคลินิคที่พาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพทุกเดือน ที่จริง คุณหมอประจำของคุณแม่ก็คือ คุณหมอ Reddy แพทย์หญิงใจดี แต่พอดีคืนนี้เป็นคืนที่คุณหมอ Rosenberg เข้าเวร คุณหมอ Rosenberg ก็เลยมารับหน้าที่ทำคลอดให้ลูกแทน คุณหมอ Rosenbergเคยตรวจท้องของคุณแม่ครั้งหนึ่งก่อนที่ลูกจะคลอดสักสองสามเดือน บอกว่าลูก very active สงสัยว่าเวลาที่คุณหมอตรวจท้องคุณแม่ ลูกคงจะดิ้นหลบไปหลบมาจากเครื่องตรวจของคุณหมอแน่เลย

คุณหมอ Reddy เคยบอกว่า วันกำหนดคลอดน่าจะตรงกับวันที่ 6 พฤศจิกายน แต่เห็นใครๆ ก็บอกว่าไม่มีใครได้คลอดตรงวันที่กำหนดไว้หรอก ลูกก็เหมือนกัน คืนนี้ลูกก็กำลังจะออกมาลืมตาดูโลกแล้ว ไม่ตรงกับวันที่กำหนดไว้เลย

พ่อเคยได้ยินคนเล่าว่า พ่อแม่บางคนไปดูดวง หาฤกษ์คลอดเวลาตกฟาก อะไรต่างๆ ที่ดีที่สุดสำหรับลูกของตัวเอง พอถึงเวลาก็ไปโรงพยาบาล เพื่อให้คุณหมอทำคลอดโดยการผ่าออก เพื่อจะได้ฤกษ์คลอดที่ดีที่สุด เผื่อว่าโตขึ้นจะได้เป็นใหญ่เป็นโต พ่อจำได้ว่า เมื่อปีค.ศ. 2000 เป็นปีมังกรทอง ใครๆก็อยากให้ลูกตัวเองออกมาปีนี้ ก็เลยอยากมีลูกกันยกใหญ่ เพราะเชื่อกันว่าเป็นคนมีบุญ มีวาสนา

พ่อกับแม่ไม่ได้ใส่ใจหรอก ลูกจะเกิดมาวันไหน ตกฟากเมื่อไหร่ ก็ช่าง ขอเพียงให้ลูกแข็งแรง สมบูรณ์ เป็นเด็กดีน่ารัก พ่อกับแม่ก็ดีใจแล้ว ส่วนจะมีบุญญาวาสนาส่งหรือเปล่า พ่อกับแม่ไม่รู้ รู้แต่ว่า ถ้าลูกมีการศึกษาที่ดี มีสติปัญญา อุตสาหะ มีความรับผิดชอบ เป็นคนดี ลูกก็คงจะประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิตได้ แต่ถ้าลูกไม่ได้รับการศึกษาที่ดี ไม่มีความรับผิดชอบ งอมืองอเท้า ไม่ทำงาน มีบุญญาวาสนาสักแค่ไหน ก็คงไม่มีประโยชน์

หลังจากคุณหมอเข้ามาได้ไม่นาน คุณหมอก็เริ่มดูจอคอมพิวเตอร์ เริ่มจัดเตียงของคุณแม่ จากที่นอนเหยียดธรรมดา กลายเป็นเตียงสำหรับเตรียมคลอดเตียงด้านศีรษะของคุณแม่เริ่มยกสูงขึ้น ส่วนเตียงด้านปลายเท้าก็พับลง ขาสองข้างของคุณแม่ก็กางออกไปเหยียบบนขาหยั่ง อยู่ในท่าเตรียมคลอดเต็มที่

คุณแม่ของลูก พร้อมรบแล้วล่ะ

มีพยาบาลอีกกลุ่มหนึ่งก็เข้าในห้อง จัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับชั่งน้ำหนัก ทำความสะอาด เตรียมต้อนรับลูกที่กำลังจะเกิดมา ตอนนั้นมีคนอยู่ในห้องคุณแม่ประมาณ 8 คน รวมพ่อกับแม่ด้วย

ส่วนพ่อเองก็จัดเตรียมกล้องวิดีโอไว้พร้อมสรรพ ตั้งใจว่าจะถ่ายให้ได้ภาพ และมุมกล้องที่ดีที่สุด คุณหมอเห็นพ่อขยับกล้องไปมา คุณหมอก็เลยบอกว่า "You'll have time. I promise you" สงสัยเห็นว่า พ่อกลัวว่าลูกจะออกมาเดี๋ยวนั้น เวลาผ่านไปสักพัก คุณหมอก็ชวนพ่อคุย สงสัยว่าอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศ ถามว่านามสกุลของเราอ่านอย่างไร คำถามนี้ พ่อต้องตอบคนอเมริกันไปหลายสิบคนแล้ว เพราะนามสกุลของคนไทยเรา ยาวเหลือเกิน คุณหมอพยายามพูดอยู่สองสามครั้ง ก็เลิกล้มความตั้งใจเพราะออกเสียงไม่ค่อยถูก ก็เสียง 'ง' ไม่มีในภาษาอังกฤษนะสิ

ถึงตอนนี้ คุณหมอเริ่มบอกให้คุณแม่เบ่ง "Push Push" คุณหมอร้องบอกคุณแม่ และบอกให้คุณพ่อช่วยจับปลายเท้าของคุณแม่ด้านหนึ่งดันไปทางหัวเตียง ส่วนขาอีกข้างพยาบาลอีกคนเป็นคนจับ มือข้างหนึ่งของพ่อก็จับปลายเท้า ส่วนมืออีกข้างก็จับกล้องวิดีโอ ปากก็ช่วยคุณแม่เบ่ง พ่ออยากแบ่งแรงเบ่งไปให้คุณแม่จัง

ตอนคุณแม่เบ่งสองสามครั้งแรกพ่อยังไม่เห็นอะไร แต่พยาบาลกับพ่อก็ช่วยกันดันปลายเท้าของคุณแม่ไปทางหัวเตียง เพื่อช่วยให้คุณแม่มีแรงเบ่ง พอครั้งที่สี่ พ่อเริ่มเห็นเส้นผมบนหัวของลูกแล้วล่ะ แต่ออกมาได้นิดหน่อย ลูกก็ผลุบกลับเข้าไปอีก คุณหมอเลยบอกให้หยุดรอก่อน รอจนกว่ามดลูกจะหดตัวอีกครั้ง ตอนนี้คุณแม่หน้าแดง ดูท่าทางเหนื่อย และอิดโรยทีเดียว พ่อคิดภาวนาอยู่ในใจ ลูกช่วยคุณแม่ด้วยนะครับ ขอให้ลูกออกมาง่ายๆ อย่าให้คุณแม่ลำบากมากนัก

พอครั้งสุดท้าย เวลาที่พ่อกับแม่รอคอยก็มาถึงหมอบอกให้คุณแม่เบ่งเต็มที่ เท่านั้นแหละ ลูกก็คลอดออกมา หลับตาปี๋ ลูกออกมาเฉพาะแค่หัว หมอก็บอกให้คุณแม่หยุดเบ่งก่อน เพื่อคุณหมอจะได้ใช้ลูกยางดูดน้ำออกจากปากและจมูกของลูก พอคุณแม่เบ่งอีกครั้ง ลูกก็คลอดออกมาอย่างสมบูรณ์ ตลอดเวลาช่วงที่ลูกคลอดออกมา พ่อใช้วีดีโอบันทึกภาพไว้ตลอด

คุณหมอบอกว่า หมอจะตัดสายรกแล้วนะ ที่จริง พ่อตั้งใจจะเป็นคนตัดสายรกให้กับลูกเอง แต่สงสัยหมอคงเห็นพ่อง่วนอยู่กับการถ่ายวิดีโอ พ่อก็เลยไม่ได้ตัดสายรกของลูกเลย พ่อลืมยืนยันกับหมอว่าพ่อขอตัดสายรกเอง เพราะถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่พ่อจะได้มีส่วนในการคลอดของคุณแม่ และเป็นการบ่งบอกว่า ชีวิตหนึ่งได้เริ่มต้นแล้ว และจะมีชีวิตอยู่ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาอาหารและอากาศจากสายรกของคุณแม่อีกแล้ว

พยาบาลอีกคนก็มารับตัวลูกไปทำความสะอาด เช็ดตัวเสร็จก็เอาผ้าห่อตัวลูก แล้วก็มาให้คุณแม่อุ้มทันที เพราะที่นี่ เขาเชื่อกันว่าคุณแม่ควรจะเป็นคนแรกที่เด็กได้เห็นหน้าและอยู่ใกล้ชิดกัน เพื่อสร้างความรักและความผูกพันระหว่างแม่และลูก พ่อโชคดีที่โรงพยาบาลที่นี่อนุญาตให้พ่อได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำคลอด แม้ว่าพ่อจะไม่รู้สึกเจ็บปวดเหมือนคุณแม่และไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่า ดันปลายเท้าและช่วยให้กำลังใจคุณแม่ แต่พ่อก็ภูมิใจที่ได้เห็นทุกขั้นตอนของชีวิตช่วงที่ลูกถือกำเนิดมา

จะมีความสุขอื่นใดของพ่อแม่ที่จะมากไปกว่าการได้เห็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองเกิดมาอย่างสมบูรณ์แข็งแรงอีกเล่า จริงไหม

ลูกถือกำเนิดมาตอน 22.46 น. น้ำหนักตอนแรกเกิด 7 ปอนด์กับ 1 ออนซ์ หรือประมาณ 3 กิโล 2 ขีด ความสูง 20 นิ้ว ไม่เล็ก ไม่ใหญ่ ขนาดกำลังดีเลยล่ะ ลูกพ่อ

หลังจากคุณแม่อุ้มลูกได้สักพัก พยาบาลก็มารับตัวลูกทำความสะอาดอีกครั้ง อาบน้ำสระผมอย่างดี ระหว่างอาบน้ำสระผม ลูกก็ไม่ค่อยร้องเลย จนพยาบาลบอกว่า "You may cry" ลูกก็เหมือนจะรู้ พอพยาบาลพูดจบ ลูกก็ร้องไห้จ้าออกมา พอทำความสะอาดเสร็จ พยาบาลอีกคนก็มาพิมพ์รอยเท้าของลูกให้โรงพยาบาล และพ่อกับแม่เก็บไว้

พ่อกับแม่เตรียมตั้งชื่อไว้ให้ลูกตั้งนานแล้ว นานหลายเดือนเลยก่อนที่จะลูกจะคลอด เราพยายามหาชื่อที่อ่านและเขียนได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และมีความหมายทั้งสองภาษา ที่สุดลูกก็ได้ชื่อแรกว่า Seth หรือ ภาษาไทย ก็คือ เศรษฐ์ Seth ภาษาอังกฤษแปลว่า The appointed one หรือผู้ถูกเลือกสรร ที่จริง ชื่อ Seth นี้ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ เป็นลูกคนที่สามของอาดัม ต่อจาก คาอิน กับ อาเบล ส่วนภาษาไทย เศรษฐ์ แปลว่า ผู้ประเสริฐสุด

ส่วนชื่อกลาง ที่ปกติคนฝรั่งมักจะมี พ่อกับแม่ก็ให้เป็นชื่อนักบุญของลูกแทน ก็คือ Dominic นักบุญเด็ก ที่เป็นเด็กดีมากและมีคติพจน์ในการดำเนินชีวิตว่า "ยอมตายดีกว่ายอมทำบาป" และได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญ แม้ว่าท่านจะมีอายุเพียง 12 ปีก็ตาม

และชื่อนักบุญดอมินิก ของลูกนี่เอง ที่เรียกสั้นๆกลายมาเป็นชื่อเล่นของลูกว่า "โดม" สรุปแล้ว ลูกมีตั้ง 4 ชื่อแน่ะ ทั้งชื่อต้น ชื่อกลาง นามสกุล และชื่อเล่น ลูกโตขึ้นจะงงหรือเปล่าเนี่ย

หลังจากคลอดเสร็จเรียบร้อยแล้ว พยาบาลก็พาคุณแม่ไปพักฟื้นที่ห้องพัก พยาบาลก็มาช่วยสอนคุณแม่ให้นมลูก คุณแม่มือใหม่กับลูกคนใหม่ ก็ยังไม่ค่อยรู้ใจกัน ต้องสอนให้นมกันอยู่นานสองนาน ประกอบกับคุณแม่ก็ยังไม่มีน้ำนมให้ลูกทันที เพราะปกติต้องรอประมาณสามวัน คุณแม่ถึงจะเริ่มมีน้ำนม

คืนนั้นเอง พยาบาลเข้ามาเช็คอุณหภูมิตัวลูกได้ต่ำกว่า 97 องศาเซลเซียสนิดหน่อย พยาบาลก็เลยบอกว่าพ่อต้องช่วยลูกหน่อย เพราะลูกควรจะมีอุณหภูมิประมาณ 97.7 องศา พยาบาลให้พ่อนอนลงที่เตียงสำหรับคนเฝ้าไข้ พร้อมกับเอาลูกวางนอนที่หน้าอกของพ่อและเอาผ้าห่มหลายผืนทีเดียวมาห่มตัวลูกไว้ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้กับลูก คุณแม่บอกว่าท่าที่ลูกกำลังนอนอยู่บนหน้าอกของพ่อน่ารักดี คุณแม่ก็เลยลุกจากเตียง มาถ่ายรูปเก็บไว้

พ่อรู้สึกอบอุ่นและรู้สึกดีมากที่ได้อยู่ใกล้ชิดทั้งแม่และพ่อทั้งคืน ถึงทุกวันนี้ ลูกคงจะจำกลิ่นตัวของพ่อได้แม่นแล้วแน่ๆ เพราะทั้งวัน พ่อไม่ได้อาบน้ำเลย ฮา

คุณแม่พักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลเพียงสองคืนกับอีกหนึ่งวัน คุณหมอก็อนุญาตให้เราพาลูกกลับบ้านได้ มีเพื่อนๆ ของพ่อแม่มาเยี่ยมกันเยอะแยะ แต่เสียดาย ไม่มีพี่ ป้า น้า อา คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายแท้ๆของลูกเลย ทุกคนอยู่เมืองไทยกันหมด มีแต่พ่อกับแม่เท่านั้นเอง ที่อยู่ร่วมดีใจกับลูก

คืนแรกที่อยู่ที่บ้าน พ่อกับแม่วุ่นวายกันทั้งคืนเพราะทำอะไรไม่ค่อยจะถูก ไหนจะเปลี่ยนผ้าอ้อม เช็ดตัวให้ลูก ให้กินนม พ่อกับแม่ไม่ค่อยได้นอนเลยแต่ก็มีความสุขที่ได้ดูแลลูก จากที่พ่ออุ้มลูกไม่เป็น เปลี่ยนผ้าอ้อมก็ไม่ค่อยได้ เก้ๆ กังๆ แค่วันเดียวพ่อกับแม่กลายเป็นมืออาชีพไปแล้ว

ช่วงสองสามวันแรก คุณแม่ยังไม่ค่อยมีน้ำนม พ่อกับแม่ก็กังวลใจกลัวว่าลูกจะกินไม่อิ่ม เริ่มรู้สึกเหมือนว่ายิ่งเลี้ยงๆ ไป ตัวลูกเล็กลงๆ พ่อกับแม่ก็กลัวไปเองแหละ เพราะที่จริงเด็กทุกคนที่เกิดมา น้ำหนักตัวจะลดลงเล็กน้อยประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเข้าสัปดาห์ที่สองเด็กจะกลับมามีน้ำหนักตัวเท่าแรกเกิด พ่อกับแม่ตั้งใจแน่วแน่เลยว่าจะให้ลูกกินนมแม่ไปจนกว่าลูกจะหย่านมไปเอง เพราะคุณแม่อยู่บ้านทุกวัน มีโอกาสเลี้ยงและให้นมลูกได้ตลอดเวลา ไม่เหมือนคุณแม่สมัยใหม่หลายๆ คน ที่ต้องออกไปทำงาน หยุดอยู่บ้านเลี้ยงลูกได้เพียงหนึ่งเดือนก็ต้องกลับไปทำงาน ก่อนไปทำงานก็ต้องปั๊มน้ำนมเก็บไว้ ก็ให้ได้เฉพาะเช้ากับเย็น ตอนเที่ยงก็เอาที่ปั๊มเก็บไว้มากิน แต่ไม่นาน น้ำนมก็แห้งไป เพราะเด็กไม่ได้กินน้ำนมจากอกของแม่ตลอดเวลา

ถ้าเป็นไปได้ พ่ออยากให้เมืองไทยของเราออกกฎหมายไปเลยว่า สามารถให้คุณแม่ลาคลอดไปได้เลยหกเดือน เหมือนบางประเทศในยุโรป เพราะน้ำนมของแม่นี่แหละประเสริฐที่สุด มีสารอาหารครบถ้วน และสามารถสร้างภูมิต้านทานให้กับลูกได้เป็นอย่างดี เป็นสายใยแห่งความรักและความผูกพันที่แม่ให้กับลูกได้อย่างลึกซึ้งที่สุด สำหรับลูกแล้ว จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกเล่ากับการที่ได้รับน้ำนมจากอกของแม่ ได้รับความรักและความอบอุ่น พร้อมกับสายตาที่ทอดมองไปยังคุณแม่ พ่อคิดว่าภาพที่คุณแม่กำลังให้นมลูกจากหน้าอก เป็นภาพที่งดงามที่สุดภาพหนึ่งทีเดียว สำหรับชีวิตมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้

นอกจากเรื่องกินแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่พ่อกับแม่คอยระวังกันมากเลยก็คือ ระวังว่าจะไม่ให้มีอะไรไปปิดที่จมูกของลูก เพราะด้วยความกลัวว่าลูกจะหายใจไม่ออก คุณหมอที่นี่จะย้ำนักย้ำหนาว่า ต้องให้ลูกนอนหงาย ห้ามนอนคว่ำเด็ดขาด ผิดกับการเลี้ยงดูแบบไทยๆ ที่จะให้ลูกนอนคว่ำ เพราะอยากให้หัวลูกทุยๆ ตัดผมแล้วจะได้ดูสวยๆ สาเหตุที่หมอแนะนำให้ลูกนอนหงายก็คือ มีการวิจัยแล้วพบว่า การให้เด็กนอนหงาย สามารถลดอัตราการตายโดยไม่รู้สาเหตุของเด็กทารกได้มากมาย หรือที่นี่เรียกกันว่า Sudden Infant Death Syndrome(SIDS) อันมีสาเหตุมาจากการขาดอากาศหายใจนั่นเอง พ่อแม่บางคนถึงกับไม่ให้มีหมอน หรืออะไรนุ่มๆอยู่บนเตียงของลูกเลยทีเดียว เพราะกลัวจะไปอุดจมูกของลูกเข้า พ่อกับแม่ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แต่ก็คอยระวังเสมอๆและจะจับลูกนอนหงายทุกครั้ง

อีกอย่างหนึ่งที่คุณหมอจะเตือนคุณแม่ก็คือหลังจากคลอดแล้ว คุณแม่อาจจะรู้สึกหดหู่ อารมณ์เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ซึ่งที่นี่เขาเรียกว่าPostpartum อันเป็นผลมาจากการที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอาจจะเหน็ดเหนื่อยจากการคลอดและเลี้ยงดูลูก พ่อก็รู้สึกได้ว่า ในช่วงสองสามวันแรก คุณแม่มีความรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน พ่อลางานไปเลยหนึ่งอาทิตย์ คุณแม่จะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียวและจะได้อยู่ช่วยคุณแม่ได้ตลอดเวลา หุงข้าว ทำกับข้าว ซักผ้า ฯลฯ สนุกดี ถ้าไม่มีลูก พ่อก็ไม่ค่อยได้ทำงานพวกนี้หรอก

แต่ลูกรู้ไหม ลูกโชคดีมาก เพียงสองสามวันหลังที่ลูกคลอด คุณแม่ก็โทรไปหาคุณยายที่กรุงเทพฯ ขอให้มาช่วยเลี้ยงดูลูก คุณแม่โทรไปเช้าวันอังคารวันพุธเย็น คุณยายก็มาถึงที่นี่แล้วพร้อมกับคุณป้า พี่สาวของคุณแม่ ตั้งแต่นั้นมา พ่อก็เลยสบาย มีคุณยายมืออาชีพ มาช่วยเลี้ยง เพราะคุณยายเลี้ยงลูกมาแล้วถึงหกคน รวมทั้งคุณแม่ด้วย แล้วจะไม่ให้เรียกมืออาชีพได้ยังงัย

ตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ลูกเกิดมา พ่อกับแม่รู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในบุญคุณของคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย และพ่อแม่ของเด็กทุกคนที่เฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูจนลูกเติบโตขึ้นมา กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ท่านต้องผ่านความลำบากทั้งกายและใจมามากมาย พ่อเข้าใจได้เลยว่า ทำไมคนไทยถึงบอกว่า การทำร้ายบุพการีหรือทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์เสียใจ เป็นบาปร้ายแรงยิ่งนัก ก็ใครเล่าจะมีบุญคุณต่อเรา มากไปกว่าพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เกิด

ถึงตรงนี้ พ่ออยากจะบอกกับลูกว่าพ่อกับแม่รักและเป็นห่วงลูกมาก อยากให้ลูกแข็งแรง เป็นเด็กดี มีสุขภาพจิตดี เติบโตขึ้นมามีการศึกษาที่ดี รู้จักรับผิดชอบ มีศีลธรรม เป็นคนดีมีคุณภาพของสังคม มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อต่อเพื่อนมนุษย์รอบข้าง พ่อกับแม่ไม่ได้อยากเห็นลูกเป็นคนเก่งเลอเลิศ ที่มีแต่สติปัญญา แต่ไร้ซึ่งวุฒิภาวะทางอารมณ์

พ่อกับแม่เชื่อเสมอว่าการที่ครอบครัวหนึ่งเลี้ยงลูกขึ้นมาให้กลายเป็นปัญหาของสังคม มิได้เพียงแต่สร้างตราบาปให้กับเด็กไปชั่วชีวิตเท่านั้น แต่กำลังสร้างปัญหาที่ส่งผลกระทบไปถึงครอบครัวอื่นๆ และคนอื่นๆ ในสังคม ไม่มีเด็กคนไหนที่เลวร้ายมาแต่กำเนิดหรอก แต่ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นมา ก็เป็นผลมาจากการอบรมเลี้ยงดู การขาดความรักและความเอาใจใส่ของพ่อแม่ และบุคคลรอบข้างต่างหาก

เหมือนที่มีคนกล่าวไว้เสมอๆ ว่าครอบครัวเป็นหน่วยเล็กที่สุดในสังคม ถ้าหน่วยเล็กๆทุกหน่วยแข็งแรง เติบโตขึ้นมาด้วยบรรยากาศแห่งความรัก สังคมก็จะแข็งแรงดีและมีคุณภาพ แต่ถ้าหน่วยเล็กๆเหล่านี้อ่อนแอ ขาดความอบอุ่น เติบโตขึ้นมาด้วยความเกลียดชัง ความไม่เอาใจใส่ สังคมก็จะอ่อนแอ กลายเป็นสังคมที่มีแต่ปัญหาวุ่นวาย

พ่อกับแม่ไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่า พ่อกับแม่กำลังพยายามสร้างหน่วยเล็กๆหน่วยหนึ่งในสังคมให้แข็งแรง เพื่อสักวันหนึ่งสังคมที่ลูกอยู่ จะได้อบอุ่นและแข็งแรงด้วย

เรามาช่วยกันสร้างครอบครัวของเราให้อบอุ่นตลอดไปนะลูก

รักลูกที่สุด

พ่อกับแม่

10 พฤศจิกายน 2544
 

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง |

24 พฤศจิกายน 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001