issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
จดหมายถึงบก.นิตยสารศิลปวัฒนธรรม
คุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช

เรียนท่านบรรณาธิการนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ที่นับถือ

กระผม บาทหลวง ไพบูลย์ อุดมเดช กำลังศึกษาวิชา Moral Theology อยู่ที่กรุงโรม อิตาลีได้ติดตามอ่านข่าวคราวจากเมืองไทยผ่านทางอินเตอร์เน็ตอยู่เสมอ ได้อ่านบทความเรื่อง เปิดปูมนักเรียนนอกรุ่นพระเจ้าเหา ของคุณ ปรามินทร์ เครือทอง ด้วยความสนใจยิ่ง ขอปรบมือให้กับผู้เขียนที่อุตส่าห์เสาะหาข้อมูลในอดีตมาเผยแพร่ให้ผู้อ่านที่สนใจรับทราบ แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะหาไม่ได้ง่ายนักก็ตาม ผมเองแม้ไม่ได้เรียนเอกประวัติศาสตร์โดยตรงแต่ก็มีความสนใจประวัติศาสตร์คริสตศาสนาอยู่มาก ผมอยากขอเพิ่มเติมข้อมูลบางอย่างที่เห็นว่าผู้เขียนคงเข้าใจไม่แจ่มแจ้งถึงตำแหน่งของพระในทางศาสนาคาทอลิก เป็นต้นตำแหน่งในอดีตที่แฝงด้วยความหมายทางประวัติศาสตร์ของยุโรป

บทความกล่าวถึง มองซิเออร์ เดอ ลาม๊อต ลัมแบร์ต (Monsignor de la Motte Lambert) บาทหลวง แบริท (Bishop of Berythe) บาทหลวง เฮลิโอโปลิส (Bishop of Heliopolis) จุดนี้ผมเห็นว่าผู้เขียนสับสนเรื่องตำแหน่งของพระทางศาสนาคาทอลิก ที่ถูกต้องคือ มองซิเออร์ เดอ ลาม๊อต ลัมแบร์ต นั้น ถ้าจะแปลเป็นไทยที่เราคาทอลิคใช้ก็คือ พระสังฆราชลังแบร์ต เดอ ลาม๊อต คำว่า มองซิเออร์นั้นทางคาทอลิกใช้เรียกพระสังฆราชคาทอลิกในภาษาฝรั่งเศสและประเทศที่ใช้ภาษาตระกูลลาติน เช่น อิตาเลียน โปรตุเกส ส่วนภาษาอังกฤษใช้คำว่า Bishop ซึ่งมีความหมายอันเดียวกัน นอกนั้นยังใช้คำว่า พระคุณเจ้า ด้วย

คำว่า Bishop of Berythe นั้นหมายถึง พระสังฆราช ปีแอร์ ลัมแบร์ต เดอลาม๊อต นั่นเอง หาใช่ บาทหลวงอีกคนหนึ่งไม่ บางครั้งคนคาทอลิกจะเรียกพระสังฆราชของตนตามชื่อเมืองอันเป็นชื่อที่ทางสันตะสำนักที่วาติกันมอบให้ เช่นเรียกพระสังฆราชลังแบร์ตว่า พระสังฆราชแห่งเบริต ดังนี้เป็นต้น ชื่อนี้จะเอามาจากเมืองต่างๆในอดีต ชื่อเมืองจากพระคัมภีร์ ที่ในปัจจุบันคงหาไม่พบแล้วว่าอยู่ตรงไหนของโลก สรุปแล้วเมื่อพระคุณเจ้าลัมแบร์ตได้รับชื่อว่าเป็นพระสังฆราชแห่งเมืองแบริท คนทั่วไปจึงเรียกท่านว่า พระคุณเจ้าแห่งเบริท การแปลว่า บาทหลวงแห่งแบริทเหมือนว่าเป็นอีกคนนั้นเป็นความเข้าใจผิดครับ

คำว่า Bishop of Heliopolis ที่แปลว่า บาทหลวงเฮลีโอโปลิส ก็เช่นกัน ควรจะแปลว่าพระคุณเจ้าแห่งเฮลิโอโปลิส และท่านมีตำแหน่งสูงกว่าบาทหลวงเพราะเป็นสังฆราชที่ได้รับมอบหมายจากพระสันตะปาปาในปี 1660 ให้ดูแลเขตปกครองคริสตชนในเขตตังเกี๋ย(เวียตนามตอนเหนือ)และอีกห้าจังหวัดในจีน ท่านผู้นี้มีชื่อเต็มว่า มองซิเออร์ ฟรังซัว ปัลลือ อ่านแล้วคงจะสับสนหน่อยนะครับ ผมจะเรียงเวลาตามประวัติศาสตร์ให้เห็นชัดเจนขึ้นคือ

1658 พระสันตะปาปาอะเล็กซานเดอร์ที่ 7 แต่งตั้งคุณพ่อ ปีแอร์ ลังแบร์เดอร์ลาม๊อต ให้เป็นพระสังฆราชแห่งแบริท (แบริทเป็นชื่อเมือง) ปกครองดูแลเขตการปกครองที่เรียกว่ามิสซังในโคชินไชน่า (ซึ่งหมายถึงเวียตนามตอนกลางและตอนใต้ในปัจจุบัน)และอีกสี่จังหวัดในเมืองจีน เวลาเดียวกันนั้นก็แต่งตั้ง คุณพ่อ ฟรังซัว ปัลลือ ให้เป็นพระสังฆราชแห่งเฮลีโอโปลิส (เป็นชื่อเมืองในภาษากรีกอาจมีจริงหรือไม่มีจริงก็ได้ไม่มีใครยืนยัน) ปกครองดูแลเขตมิสซังตังเกี๋ยและอีกห้าจังหวัดในจีน (ตังเกี๋ยคือเวียตนามตอนเหนือ) ท่านสังฆราชฝรั่งเศสทั้งสองคนนี้ได้รับมอบหมายให้มาเผยแพร่ศาสนาที่เวียตนามและจีนตอนใต้พร้อมๆกับบรรดาคุณพ่อหรือบาทหลวงอื่นๆที่ทางโรมและปารีสจะจัดส่งมาสมทบภายหลัง

1662 ท่านลังแบร์ตเดินทางมาถึงอยุธยาวันที่ 22 สิงหาคม เพื่อพักระหว่างทางก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังจุดมุ่งหมายคือเวียตนาม ช่วงนั้นเกิดการเบียดเบียนศาสนาขึ้นที่เวียตนาม มีการต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส คริสตชนเวียตนามถูกเบียดเบียนไปด้วย พระคุณเจ้าลังแบร์ตจึงต้องยกเลิกแผนการเดินทางไปเวียตนามไว้ชั่วคราวและพักอยู่ที่อยุธยาจนกว่าปัญหาจะหมดไป ขณะที่อยู่อยุธยาก็เห็นว่าประชาชนให้การต้อนรับดีและเป็นเมืองที่มีสันติ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ให้การต้อนรับท่านอย่างดี ท่านจึงทำงานที่อยุธยาไปด้วย เมื่อมีโอกาสก็เดินทางไปเยี่ยมโคชินจีนอันเป็นเขตที่ท่านได้รับหน้าที่ปกครองคริสตชนโดยตรง

1664 พระคุณเจ้า ฟรังซัว ปัลลือก็เดินทางมาถึงอยุธยาโดยมีเป้าหมายที่ตังเกี๋ยแต่ก็เข้าไปไม่ได้เช่นกัน เลยอยู่ที่อยุธยาชั่วคราว เมื่อการเมืองทางตังเกี๋ยสงบแล้วท่านก็ได้เดินทางไปที่นั่น ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปเมืองจีนตอนกลางแต่เกิดเรืออัปปางที่ฟิลิปปินส์ ถูกทหารสเปนจับไว้และส่งท่านไปมะดริด(เนื่องจากปัญหาขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับสเปนเรื่องอำนาจในการเผยแพร่ศาสนา)ต่อมาท่านได้รับอิสระภาพ เดินทางไปโรมและไปที่ฝรั่งเศส จากนั้นก็กลับมาสยามอีกครั้ง

1679 พระคุณเจ้า ลังแบร์ต เดอลาม๊อต สิ้นชีวิต

1684 พระคุณเจ้า ฟรังซัว ปัลลือ สิ้นชีพ

(ประวัติศาสตร์ของพระคุณเจ้าลังแบร์ต เดอลาม๊อต หรือพระคุณเจ้าแห่งเบริท และพระคุณเจ้าฟรังซัว ปัลลือ หรือพระสังฆราชแห่งเฮลีโอโปลิส นั้นค้นหารายละเอียดได้ที่สำนักมิสซังกรุงเทพฯที่โบสถ์อัสสัมชัญ ซอยโอเรียลเต็ล บุคคลทั้งสองได้สร้างประวัติศาสตร์สำคัญยิ่งต่อการเผยแผ่คริสตศาสนาคาทอลิกในอาเซียตะวันออกเฉียงใต้)

บทความได้กล่าวถึง อันโตนิโอ ปินโต ลูกครึ่งที่มีแม่เป็นชาวสยามและพ่อเป็นแขกชาวบังคาลี จากหลักฐานของโบสถ์เรา อันโตนิโอนั้นมีแม่เป็นชาวสยามและพ่อเป็นชาวโปรตุเกส ขอให้สังเกตนามสกุล ปินโต นั้นเป็นนามสกุลภาษาโปรตุเกส ปัจจุบันมีคนที่ใช้สกุลนี้ทางตอนใต้ของอินเดียมากมายเพราะถือว่าเป็นลูกหลานของคนโปรตุเกสตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 หลักฐานของเราก็บอกตรงกันว่า อันโตนิโอ ปินโตนั้นมีความรู้ทางภาษาลาตินดีมากเพราะเรียนที่บ้านเณรนักบุญยอแซฟ ที่ค่ายโปรตุเกส อยุธยา ซึ่งก็ไม่น่าแปลกเท่าใดนักเนื่องจากภาษาลาตินเป็นภาษาทางศาสนาคริสต์ในยุคนั้น คนที่จะบวชเป็นพระได้ต้องรู้ภาษาลาติน หนังสือสวด หนังสือ ปรัชญาและเทววิทยาล้วนเขียนเป็นภาษาลาตินทั้งสิ้น เณรปินโตที่ตั้งใจจะบวชเป็นบาทหลวงจึงต้องเรียนวิชานี้ อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่า สามเณรอันโตนิโอ ปินโตไม่เก่ง ก็ไม่ได้เช่นกัน จากหลักฐานนั้นทราบว่าท่านได้เดินทางไปพร้อมกับคณะทูตเดอโชมง บาทหลวงตาชาร์ด ท่านได้มีโอกาสแสดงความสามารถทางภาษาลาตินต่อหน้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และที่วิหาร Notre Dame จนคนฝรั่งเศสให้การยกย่องอย่างมากเมื่อเห็นคนจากแดนไกลที่เขาคิดว่าไร้การศึกษานั้นจะมีความสามารถถึงปานนั้น เพราะแม้คนฝรั่งเศสทั่วไปก็น้อยคนนักที่จะรู้ภาษาลาตินระดับท่าน ในบทความผู้เขียนบอกว่า อันตวนเข้าสอบขั้นมหาปริญญาที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนนั้น อันนี้ผมสงสัยครับ จริงอยู่ที่บ้านเณรนักบุญยอแซฟนั้นจะมีการสอนปรัชญาและเทววิทยาแล้ว แต่ไม่น่าจะถึงระดับมหาปริญญา เนื่องจากระบบการสอนที่อยุธยาตอนนั้นยังไม่เป็นระบบที่ชัดเจนและมีมาตรฐานเท่าทางปารีส การที่เณรอันตวนไปสอบที่ซอร์บอนนั้นน่าจะเป็นการสอบเพื่อเลื่อนขั้นหรือทดสอบความสามารถว่าพอจะเรียนระดับสูงขึ้นไปได้หรือไม่มากกว่า ต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายของการส่งเณรปินโตไปยุโรปครั้งนี้ก็เพื่อไปเรียนเพิ่มเติมเพื่อจะมีคุณสมบัติบวชเป็นบาทหลวงที่จะกลับมาเป็นอาจารย์สอนที่สยามในอนาคต เหตุนี้เอง มหาวิทยาลัยอูร์บาโน ที่กรุงโรมจึงเป็นที่ที่ท่านจะเรียนในระดับสูงต่อไปมิใช่ที่ซอร์บอน

ราวปี 1688 เมื่อมาที่มหาวิทยาลัย อูร์บาโน ที่กรุงโรมแล้ว เณรอันตวนปินโต ได้สอบปากเปล่าภาษาลาตินต่อพระพักตร์สมเด็จพระสันตะปาปา อินโนเซ็นต์ที่ 11 ครั้งนี้ผมคิดว่าไม่ใช่การป้องกันวิทยานิพนธ์อย่างที่เราเข้าใจกันในปัจจุบันนี้ แต่เป็นการทดสอบว่าเณรจากดินแดนไกลโพ้นทั้งหลายจะมีความสามารถเรียนต่อในระดับสูงได้หรือเปล่า ที่บอกว่าเณรทั้งหลายนั้นเนื่องจากไม่ได้มีแต่เณรจากสยามเท่านั้นที่ไปเรียนที่กรุงโรม แต่มีเณรหลายคนจากอินเดีย จากญี่ปุ่น จากเวียตนาม จีนก็ไปเรียนต่อด้วยเช่นกัน ดังที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์คริสตศาสนาของญี่ปุ่นเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าเณรอันตวน ปินโตนั้นไม่มีความสามารถสูงก็หาไม่ ผมยอมรับว่าท่านอันโตนิโอ ปินโต มีความสามารถมากเมื่อดูที่อายุเพียง22 ปีเท่านั้น และผมคิดว่าหลังจากเรียนสำเร็จแล้ว ท่านคงจะได้รับการบวชเป็นบาทหลวง ผมเองไม่มีหลักฐานอื่นยืนยันเรื่องนี้ว่าท่านได้รับการบวชเมื่อไหร่ หรือหลังจากบวชแล้วท่านได้กลับไปสยามหรือไม่ หรือว่าทำงานที่ใด

มีอีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้คือ เณรปินโตได้รับแต่งตั้งให้เป็น Vicaire Apostolique ซึ่งในยุคนั้นก็หมายถึงพระสังฆราชนั่นเอง เราไม่มีหลักฐานบอกว่ามีคนสยามอยู่ในทำเนียบพระสังฆราชเลยประการที่หนึ่ง ประการที่สองคือเป็นไปไม่ได้ที่คนซึ่งยังไม่ได้เป็นบาทหลวงจะข้ามขั้นไปเป็นสังฆราชเลย ประการที่สามท่านอายุยังน้อยเกินไปที่จะได้เป็นสังฆราช อาจเป็นไปได้ว่าเนื่องจากท่านเป็นชาวสยามคนแรกก็คงจะมีการพูดหยอกล้อกันระหว่างเณรหรือบาทหลวงด้วยกันว่าอนาคตท่านจะเป็นพระสังฆราชปกครองคาทอลิกในสยาม ซึ่งก็เป็นธรรมดาของบรรดาบาทหลวงที่มักจะเย้าแหย่คนที่เรียนเก่งเช่นนั้นแม้ในปัจจุบันด้วย ส่วนจะได้เป็นจริงหรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จากหลักฐานของเรานั้น พระสังฆราชชาวสยามคนแรกคือ พระสังฆราช ยาโกโบ แจง เกิดสว่าง (จบการศึกษาจากโรมเช่นกัน) ได้รับการอภิเษกให้เป็นสังฆราชปกครองมิสซังจันทบุรีในปี 1944 (สองร้อยห้าสิบหกปีหลังจากท่านอันตวน ปินโต)

มีอีกประการหนึ่งที่ผมคิดว่า ผู้เขียนคงจะเข้าใจผิดระหว่างคำว่า มหาพราหม์ กับ มหาพรม ที่เป็นชื่อวิทยาลัยหรือชื่อหมู่บ้านไปในตัว ชื่อที่ถูกต้องคือ มหาพรม เพราะบาทหลวงในยุคนั้นพยายามแปลศัพท์ทางศาสนาเป็นภาษาท้องถิ่นให้มากที่สุด คำว่า เทวดานั้นได้ใช้คำว่า พรม และเทวดาของชาวคริสต์มีระดับสูงขั้นอัคร เช่น อัครเทวดามีคาแอลหรือไมเคิ้ล อัครเทวดากาเบรียล อัครเทวดาราฟาแอล คำว่า เทวดา หรือ angel นั้นในยุคนั้นใช้คำว่า พรม มหาพรมคือชื่อที่ตั้งสำหรับหมู่บ้านคาทอลิกที่อยุธยานั่นเอง

ทั้งหมดที่กล่าวมากระผมไม่ได้มีเจตนาที่จะขัดแย้งอะไรนอกจากอยากเพิ่มเติมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เท่านั้นเองนะครับ บทความของคุณ ปรามินทร์ เครือทอง ช่วยทำให้ผมพยายามหาความกระจ่างเรื่อง เณร อันโตนิโอ ปินโต มากขึ้น เป็นต้นข้อสงสัยที่ว่า หลังจากที่บวชแล้วท่านไปที่ไหน ทำงานที่ใดและสิ้นชีพที่ใด น่าสนใจทีเดียวครับ รวมทั้งบรรดาคนสยามที่ได้เข้าถือความเชื่อด้วยว่าพวกเขามีชีวิตเป็นเช่นไรในฝรั่งเศส ปัจจุบันยังมีลูกหลานของพวกเขาอยู่หรือเปล่า บางคนอาจจะเข้าบ้านเณร แต่โอกาสที่จะได้บวชเป็นบาทหลวงนั้นเป็นไปได้น้อยมากเนื่องจากพื้นฐานความเข้าใจเรื่องศาสนาน้อย ประกอบกับอายุก็มากขึ้นการที่จะต้องเรียนภาษาลาตินและถือระเบียบวินัยจนกว่าจะได้บวชเป็นบาทหลวงนั้นโอกาสมีน้อยมากครับ ถ้าไม่ได้บวชแล้วพวกเขาก็คงจะมีครอบครัว แต่คำถามคือ พวกเขาทั้งสิบสองทำอะไรในปารีส?

ผมมีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ คาทอลิกไทยทุกวันนี้รู้สึกมากต่อคำว่า เข้ารีต อันที่จริงคำนี้ถ้าจะใช้คำให้ถูกควรจะเป็น จารีต โดยมาจากคำว่า rite (ในภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ) หรือ rito ในภาษาอิตาเลียน แปลว่า จารีตพิธีกรรม ในทางศาสนาคริสต์นั้นมีหลายจารีตคือมีหลายพิธีกรรมเพื่อแสดงออกถึงความเชื่อในพระเป็นเจ้าทางพิธีกรรม คนไทยเรามักจะใช้คำว่า เข้ารีต เพื่อบ่งถึงการเข้าถือความเชื่อในคริสตศาสนา และแฝงไว้ด้วยความรู้สึกว่าเป็นศาสนาต่างชาติ คนคาทอลิกเองก็พลอยถูกมองว่าเอาใจไปปันต่างชาติ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย แถมยังรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกมองว่าไม่ใช่คนไทยอีกด้วย อันนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่สรุปแล้วคำที่น่าจะใช้ให้ถูกคือ จารีต ไม่ใช่ รีต และคำว่า เข้ารีต นั้นไม่ใช่ภาษาไทยแท้ เป็นการเอาคำว่า เข้า มาประสมกับ คำว่า รีต ในภาษาฝรั่งเศส (อังกฤษออกเสียง ไรท์) สรุปแล้วถ้าอยากพูดถึงคนไทยที่นับถือคริสตศาสนาแล้ว ไม่ใช่ควรคำว่า เข้ารีต เลยจะดีที่สุดเพราะคำนี้กลายเป็นคำแสลงไปเสียแล้วสำหรับคนไทยคาทอลิกในปัจจุบัน

ขอแสดงความนับถือ คุณ ปรมินทร์ เครืองทอง (ไม่ทราบว่าเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ที่ไหนหรือเปล่า) ที่นำเกร็ดประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งมาแบ่งปันเป็นอาหารทางปัญญาครับ และขออภัยท่านบรรณาธิการที่ผมแอบอ่านบทความโดยไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกนิตยสารครับ

ด้วยความนับถือ
 

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง |

9 มิถุนายน 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001