วันก่อนผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
มีคนเขียนเล่าประสบการณ์ว่า ตัวเขาทำงานเป็นเด็กส่งของอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าขนาดกลางแห่งหนึ่ง
วันหนึ่งมีสุภาพสตรีไฮโซคนหนึ่งมาที่ห้าง และซื้อแจกันจีนใบใหญ่ราคาแพงไป
1 ใบ แน่นอน เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องนำมันไปส่งให้เธอ เจ้านายของเขากำชับแล้วกำชับอีกให้เขาระมัดระวังเป็นพิเศษด้วย
พอเขาไปถึงแมนชั่นของเธอ เพราะแจกันใบใหญ่เขาจึงต้องใช้ตัวเบี่ยงและดันประตูเพื่อเข้าไปข้างใน
ระหว่างนั้นเขาได้ยินเสียงบางอย่างแตกข้างในกล่องที่เขายกมา เขาเกิดความกลัวมากอยากจะวิ่งหนีให้มันรู้แล้วรู้รอด
แล้วทันใดนั้นประตูก็เปิดกว้างขึ้น
สตรีคนนั้นเดินออกมา เขารู้สึกประหม่าในสิ่งที่กำลังจะบอกกับเธอ แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยคำใดก็มีหมาตัวหนึ่งส่งเสียงเห่ามาจากอีกฟากของห้อง
และตามด้วยการกระโจนใส่เขา ชนเอากล่องแจกันหลุดมือหล่นลงบนพื้น เกิดเสียงแตกดังเพล้ง!!!
เธอรีบเดินเข้ามาหาเขาอย่างร้อนรนขณะที่หมากำลังเริ่มเลียหน้าของเขาแล้ว
เธอพูดด้วยอาการตื่นตระหนกว่า "คุณพระช่วย! หวังว่าคุณไม่เป็นอะไรนะ"
เขาจึงอ้าปากบอก "เออ...คุณครับ...เออ...แจกันของคุณ..." แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ
เธอก็พูดขึ้นว่า "โอ้! แจกันเหรอ ไม่ต้องห่วงมันหรอก ฉันห่วงคุณมากกว่า คือหมาของฉันยังเล็กน่ะ
มันเห็นคุณมาก็อยากเล่นด้วย...หวังว่าคุณไม่โกรธมันนะ"
เธอให้ทิปแก่เขาในการนำแจกันมาส่ง
เขาลูบหัวเจ้าหมานั่น เพราะมันช่วยเขาเอาไว้ เขาไม่เคยลืมสุภาพสตรี คนนั้นเลย
เธอนึกถึงสวัสดิภาพของเขามากกว่ามูลค่าแสนแพงของแจกันจีนใบนั้น
พออ่านจบมันทำให้ผมนึกย้อนไปถึงสมัยที่ผมเรียนวิชาปรัชญา ตอนนั้นอยู่ชั้นปี
2 ที่วิทยาลัยแสงธรรม มีข้อสอบข้อหนึ่งถามว่า "ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับประโยคที่ว่า
- คุณค่าของคน อยู่ที่คนของใคร - เพราะเหตุใด" ผมจำคำตอบของผมในวันนั้นไม่ค่อยได้แล้วล่ะครับ
ประโยคข้างต้นนั้นผมได้ยินได้ฟังมานานมากแล้ว แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่
ความเป็นจริงของประโยคนั้นก็ยังคงปรากฏให้เราได้เห็นอยู่เสมอในชีวิตประจำวันของเรา
ไม่ว่าจะเป็นชีวิตจริง หรือหนังและละครก็มีตัวอย่างให้เราได้เห็นเป็นประจำ
กับตัวผมก็เคยเจอบ่อยๆ
เวลาไปเดินตามห้างสรรพสินค้า (บางแห่งนะครับ) บางครั้งเราก็แต่งตัวตามสบาย
ใส่ขาสั้น รองเท้าแตะ เพราะเป็นวันหยุดของเรา เดินดูสินค้าที่มีราคาแพงหน่อย
พนักงานขาย (บางคนนะครับไม่ใช่ทั้งหมด) เขาจะไม่มาสนใจเราหรอกครับ แต่จะใช้หางตาชำเลืองมาและมีข้อความลอยมาตามประจุไฟฟ้าในอากาศมากระทบโสตว่า
"จะซื้อหรือเปล่าเนี่ย" ด้วยปฏิกิริยาแบบนี้มันทำให้ผมคิดว่า พนักงานเค้าควรสนใจการแต่งกายของผม
หรือว่าควรจะสนใจศักยภาพการซื้อของผมดี
สำหรับผมไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย
หรือ เงินในกระเป๋าผม ก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดทั้งสิ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือ
การมองเห็นคุณค่าของบุคคลในสถานะที่เขาเป็น (ฟังดูงงนะครับ นี่แหละปรัชญา)
มันหมายถึง เขาเป็นพนักงานขาย เขามีหน้าที่ในการให้บริการ อธิบายรายละเอียดของสินค้าให้ลูกค้าเข้าใจเพื่อการตัดสินใจซื้อ
ไม่ว่าลูกค้าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ผมเป็นลูกค้า ณ เวลานั้นหน้าที่ผมคือการเลือกซื้อสินค้า
และรับฟังรายละเอียดเพื่อช่วยการตัดสินใจ (แต่บางครั้งก็แค่อยากดูเฉยๆ) เช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ
อาทิ พนักงานขับรถประจำทางมีหน้าที่ขับรถ ด้วยความระมัดระวัง ให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
การเห็นคุณค่าของบุคคลอื่นคือการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดเป็นเบื้องต้น
ผู้โดยสารก็มีหน้าที่ในการขึ้นรถ ลงรถอย่างระมัดระวังไม่ประมาท ไม่โกงค่าโดยสาร
อ้อ... วันนั้นที่ผมทำข้อสอบ ผมสรุปการตอบข้อสอบว่า ผมไม่เห็นด้วยกับประโยคที่ว่า
ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร แต่ผมเชื่อว่า ค่าของคนนั้นน่าจะอยู่ที่การเป็นคนอย่างไรมากกว่า
|