ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ (ยน.8:32)
คอลัมน์ประจำ:
หน้ารัง | ทักทายกะนายช่าง | คุยกันก่อน | มุมสนทนา | มุมบันเทิง | ป.ล.โมลิ่ง | บทความ | บทกวี | คำสอนคาทอลิก | มุมภาวนา | เสริมศรัทธา | ติดต่อเรา

บทความ เรื่องสั้น เรื่องแปล

คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของอะไร
ณ. เณรเก่า


วันก่อนผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง มีคนเขียนเล่าประสบการณ์ว่า ตัวเขาทำงานเป็นเด็กส่งของอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าขนาดกลางแห่งหนึ่ง วันหนึ่งมีสุภาพสตรีไฮโซคนหนึ่งมาที่ห้าง และซื้อแจกันจีนใบใหญ่ราคาแพงไป 1 ใบ แน่นอน เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องนำมันไปส่งให้เธอ เจ้านายของเขากำชับแล้วกำชับอีกให้เขาระมัดระวังเป็นพิเศษด้วย พอเขาไปถึงแมนชั่นของเธอ เพราะแจกันใบใหญ่เขาจึงต้องใช้ตัวเบี่ยงและดันประตูเพื่อเข้าไปข้างใน ระหว่างนั้นเขาได้ยินเสียงบางอย่างแตกข้างในกล่องที่เขายกมา เขาเกิดความกลัวมากอยากจะวิ่งหนีให้มันรู้แล้วรู้รอด

แล้วทันใดนั้นประตูก็เปิดกว้างขึ้น สตรีคนนั้นเดินออกมา เขารู้สึกประหม่าในสิ่งที่กำลังจะบอกกับเธอ แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยคำใดก็มีหมาตัวหนึ่งส่งเสียงเห่ามาจากอีกฟากของห้อง และตามด้วยการกระโจนใส่เขา ชนเอากล่องแจกันหลุดมือหล่นลงบนพื้น เกิดเสียงแตกดังเพล้ง!!! เธอรีบเดินเข้ามาหาเขาอย่างร้อนรนขณะที่หมากำลังเริ่มเลียหน้าของเขาแล้ว เธอพูดด้วยอาการตื่นตระหนกว่า "คุณพระช่วย! หวังว่าคุณไม่เป็นอะไรนะ"                

เขาจึงอ้าปากบอก "เออ...คุณครับ...เออ...แจกันของคุณ..." แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ เธอก็พูดขึ้นว่า "โอ้! แจกันเหรอ ไม่ต้องห่วงมันหรอก ฉันห่วงคุณมากกว่า คือหมาของฉันยังเล็กน่ะ มันเห็นคุณมาก็อยากเล่นด้วย...หวังว่าคุณไม่โกรธมันนะ"

เธอให้ทิปแก่เขาในการนำแจกันมาส่ง เขาลูบหัวเจ้าหมานั่น เพราะมันช่วยเขาเอาไว้ เขาไม่เคยลืมสุภาพสตรี คนนั้นเลย เธอนึกถึงสวัสดิภาพของเขามากกว่ามูลค่าแสนแพงของแจกันจีนใบนั้น                

พออ่านจบมันทำให้ผมนึกย้อนไปถึงสมัยที่ผมเรียนวิชาปรัชญา ตอนนั้นอยู่ชั้นปี 2 ที่วิทยาลัยแสงธรรม มีข้อสอบข้อหนึ่งถามว่า "ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับประโยคที่ว่า - คุณค่าของคน อยู่ที่คนของใคร - เพราะเหตุใด" ผมจำคำตอบของผมในวันนั้นไม่ค่อยได้แล้วล่ะครับ ประโยคข้างต้นนั้นผมได้ยินได้ฟังมานานมากแล้ว แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ความเป็นจริงของประโยคนั้นก็ยังคงปรากฏให้เราได้เห็นอยู่เสมอในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นชีวิตจริง หรือหนังและละครก็มีตัวอย่างให้เราได้เห็นเป็นประจำ

กับตัวผมก็เคยเจอบ่อยๆ เวลาไปเดินตามห้างสรรพสินค้า (บางแห่งนะครับ) บางครั้งเราก็แต่งตัวตามสบาย ใส่ขาสั้น รองเท้าแตะ เพราะเป็นวันหยุดของเรา เดินดูสินค้าที่มีราคาแพงหน่อย พนักงานขาย (บางคนนะครับไม่ใช่ทั้งหมด) เขาจะไม่มาสนใจเราหรอกครับ แต่จะใช้หางตาชำเลืองมาและมีข้อความลอยมาตามประจุไฟฟ้าในอากาศมากระทบโสตว่า "จะซื้อหรือเปล่าเนี่ย" ด้วยปฏิกิริยาแบบนี้มันทำให้ผมคิดว่า พนักงานเค้าควรสนใจการแต่งกายของผม หรือว่าควรจะสนใจศักยภาพการซื้อของผมดี                

สำหรับผมไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย หรือ เงินในกระเป๋าผม ก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดทั้งสิ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือ การมองเห็นคุณค่าของบุคคลในสถานะที่เขาเป็น (ฟังดูงงนะครับ นี่แหละปรัชญา) มันหมายถึง เขาเป็นพนักงานขาย เขามีหน้าที่ในการให้บริการ อธิบายรายละเอียดของสินค้าให้ลูกค้าเข้าใจเพื่อการตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าลูกค้าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ผมเป็นลูกค้า ณ เวลานั้นหน้าที่ผมคือการเลือกซื้อสินค้า และรับฟังรายละเอียดเพื่อช่วยการตัดสินใจ (แต่บางครั้งก็แค่อยากดูเฉยๆ) เช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ อาทิ พนักงานขับรถประจำทางมีหน้าที่ขับรถ ด้วยความระมัดระวัง ให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย การเห็นคุณค่าของบุคคลอื่นคือการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดเป็นเบื้องต้น ผู้โดยสารก็มีหน้าที่ในการขึ้นรถ ลงรถอย่างระมัดระวังไม่ประมาท ไม่โกงค่าโดยสาร

อ้อ... วันนั้นที่ผมทำข้อสอบ ผมสรุปการตอบข้อสอบว่า ผมไม่เห็นด้วยกับประโยคที่ว่า ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร แต่ผมเชื่อว่า ค่าของคนนั้นน่าจะอยู่ที่การเป็นคนอย่างไรมากกว่า



 

หน้ารัง

แนะนำบทความหรือส่งบทความของท่านมาได้ที่ webmaster@issara.com

2 November, 2005

copyright@issara.com. 2005 Product by issara™