issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความจากผู้อ่านย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความจากผู้อ่านย้อนหลัง
article
การชำระความทรงจำให้สะอาดบริสุทธิ์หมายถึงอะไร?
โดย Theresa Sanders ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งวิชาเทววิทยาของมหาวิทยาลัย Georgetown
จากหนังสือพิมพ์ "Tidings" ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2000
หฤทัยชนนี

พระสันตะปาปา จอห์นปอล ที่สอง ได้ตรัสในหนังสือที่ตีพิมพ์ในปี 1994 เรื่อง "เข้าใกล้สหัสวรรษที่สาม" ว่า พระศาสนจักรกำลังก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ และชักชวนลูกๆชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการเป็นทุกข์เสียใจที่ได้ทำความผิดในอดีตกาลเกี่ยวกับ ความไม่ซื่อตรง ความรวนเร และความล่าช้าในการปฏิบัติงาน

เมื่อวันก่อนวันฉลองคริสมาสปี 1999 ครั้งสุดท้ายของศตวรรษที่ยี่สิบ ชาวคาทอลิกทั่วโลกเป็นล้านๆคนได้ชมข่าวทางโทรทัศน์ พระสันตะปาปาจอห์นปอลที่สองเปิดประตูแห่งปีศักดิ์สิทธิ์ของพระมหาวิหารนักบุญเปโตร เป็นพิธีเริ่มสหัสวรรษใหม่ และ ในสายตาของคริสตชน เป็นการฟื้นฟู "คำปฏิญาณต่อพระคริสตเจ้า" ของเขาทั้งหลาย

พระสันตะปาปาได้ทรงยอมรับว่า เราคริสตชนไม่อาจทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง ด้วยความปรารถนาของเราที่จะมองเข้าไปในอนาคต ฉะนั้น วันอาทิตย์ หลังวันพุทธรับเถ้าของปีนี้ จะเป็นโอกาสของชาวคาทอลิกทั่วโลกที่จะได้ชำระจิตใจของเขาทั้งหลายให้สะอาดบริสุทธิ์ สิ่งที่สะกิดใจ คือ พระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้เราเป็นทุกข์ถึงบาป ไม่ใช่แต่บาปในอดีตกาล พระองค์หมายถึงบาปที่เราได้ทำมาตลอดกาล เนื่องจากเราต้องรับผิดชอบในการกระทำของเรา พระองค์ได้ขอร้องเรา วอนขออภัยบาปที่ได้ทำตั้งแต่เรายังไม่เกิด: บาปที่คริสตชนได้ทำในหนึ่งพันปีที่เพิ่งผ่านไป

เราจะขอโทษพระในความผิดที่เราไม่ได้ทำอย่างไร? พระสันตะปาปาทรงประทานข้อสังเกตว่า "เพราะเราเป็นหนึ่งเดียวในพระกายศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ของพระเยซูคริสตเจ้า แม้ว่าไม่ใช่เป็นการรับผิดชอบโดยส่วนตัวก็ตาม เราทุกคนแบกภาระแห่งความบาปและความผิดของผู้อื่นที่ไม่มีชีวิตแล้ว" สรุป เนื่องจากเราทุกคนรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในจิตของพระคริสตเจ้า เมื่อใดก็ตามคนหนึ่งในพวกเราทำผิดต่อจิตของพระองค์ เราทุกคนก็มีความผิดร่วมกัน

พูดถึงความผิดในอดีตกาล พระสันตะปาปาจะทรงปฏิบัติอย่างไร? พระองค์ตรัสว่า ประการแรก หลายๆครั้ง คริสตชนได้ทำบาปโดยการแสดงความไม่มีน้ำจิตน้ำใจต่อคริสตชนอื่นๆ ผู้ซึ่งมีความเชื่อถือแตกต่างจากเรา การเป็นปรปักษ์ต่อกันนี้ของผู้ติดตามพระเยซูเจ้าขัดเคืองน้ำพระทัยของพระองค์ และเป็นสาเหตุแห่งการนำความอัปยศอดสูมาสู่ชาวโลก พระองค์ทรงเรียกร้องกลุ่มคริสตชนต่างๆ ให้ฟื้นฟูความพยายาม ในการพบปะสนทนากัน และพระองค์ได้วอนขอให้คริสตจักรทั้งหมดมีความเป็นหนึ่งเดียวในสหัสวรรษใหม่

ประการที่สอง พระสันตะปาปาได้ทรงชี้แจงให้เรามองเห็นกาลเวลาที่คริสตชนไม่ยอมฟังความเห็นของผู้อื่นเกี่ยวกับพระเป็นเจ้า พระองค์ตั้งข้อสังเกตว่าในประวัติศาสตร์ ในยุคมืด คริสตชนได้ทำการรุนแรงในการปราบปรามความคิดเห็นของผู้อื่น การกระทำเช่นนี้ทำให้พระศาสนจักรมีมลทิน และไม่อาจเป็นตัวแทนที่แท้จริงของพระคริสตเจ้า ผู้ทรงรักมนุษย์ทุกคน ด้วยความอดทน ความสุภาพถ่อมตน และความอ่อนโยน

โดยการเรียกร้องให้เราพิจารณาบาปเหล่านี้ในอดีตกาล พระสันตะปาปาทรงขอร้องเราให้คิดถึงวิธีการต่างๆที่ยังส่งผลกระทบต่อเรา การเกลียดกัน และอคติต่อกันได้ฝังรากลึกเป็นศตวรรษๆ และทุกวันนี้ยังคงมีอยู่ในวัฒนธรรมและดวงใจของเรา ดังนั้น เราควรถามตัวเราเองว่า: เราจะไม่ใช้เวลาเรียนรู้ความเชื่อของคริสตจักรอื่นๆหรือ? เราจะไม่นับถือคนเหล่านั้นเป็นพี่น้องในพระคริสตเจ้าหรือ?

ในทำนองเดียวกัน เราจะปฏิบัติต่อคนที่มีความเชื่อถืออย่างอื่นหรือคนที่ไม่มีความเชื่อถือเลยอย่างไร? เราจะฟังเขาทั้งหลายด้วยความรักหรือ? เราจะยอมรับเขาทั้งหลายเป็นลูกของพระเป็นเจ้า หรือ ในความกลัว, ความโกรธ, หรือ การที่เราไม่อาจเข้ากับขนบธรรมเนียมซึ่งแตกต่างกับของเรา เราจะหันหลังให้เขาทั้งหลายหรือ?

พระสันตะปาปาทรงชี้แจงว่า เราจะต้องไม่ตอบสนองการขัดแย้งทางศาสนาด้วยการเกลียดกัน หรือการเย็นเฉยต่อกัน เราจะต้องดำรงชีวิตแห่งพระคัมภีร์ ด้วยความเชื่อมั่นในจิตใจ แต่เราจะต้องยอมรับด้วยว่า มนุษย์ทุกคนมีส่วนในความรักของพระเป็นเจ้า

การดำรงชีวิตตามพระวรสารเรียกร้องให้เรามีความกล้าหาญอันใหญ่ยิ่ง โดยเฉพาะพระสันตะปาปาทรงรบเร้าเราให้ใช้โทษบาป สำหรับกาลเวลาที่คริสตชนไม่ได้ปฏิบัติการอย่างทันต่อเหตุการณ์เมื่อรัฐบาล เผด็จการได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และพระองค์ได้วอนขออย่าให้คริสตชนต้องมีส่วนร่วมอีกเลยในความผิดมหันต์ต่อความยุติธรรม ซึ่งได้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ยี่สิบ

แน่นอน ไม่ยากที่เราจะป่าวประกาศให้คนทราบในเวลาที่มีการกดขี่ข่มเหงรักแกเพื่อนมนุษย์ แต่พระสันตะปาปาทรงเชื่อมั่นว่า ชีวิตคริสตชนในสหัสวรรษใหม่ต้องยืนยัน "เกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกๆคน"

สุดท้าย พระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้เราพิจารณามโนธรรมในดวงใจและจิตใจของเรา ดูสิว่าพวกเราได้รับพระปรีชาญาณของสังคายนาวาติกันครั้งที่สองหรือเปล่า ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่า "พระพรอันยิ่งใหญ่ที่พระจิตเจ้าได้ทรงประทานแก่พระศาสนจักร"

เราได้เคยอ่านหนังสือสำคัญต่างๆที่ออกโดยสังคายนาวาติกันครั้งที่สองหรือไม่? สำเนาข้อความของพระศาสนจักรเกี่ยวกับพระศาสนจักร จารีตพิธีกรรม และการพบปะสนทนาของศาสนาต่างๆในโลก มีขายตามร้านขายหนังสือคาทอลิกทั่วไป เวลานี้เป็นโอกาสดีสำหรับเราทุกคน ที่จะได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ขณะที่เราย่างก้าวอยู่ในสหัสวรรษใหม่ ด้วยความดีงามและความสุภาพถ่อมตน

 

หน้ารัง | บทความ | บทความจากผู้อ่านย้อนหลัง

Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000