issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล

story

เรื่องสั้น-เรื่องแปล

ความทรงจำของกระจกเงา - Memoirs of a Mirror
มักดาเลนา

"อย่าประดับกายภายนอก ด้วยการถักผม สวมเครื่องประดับทองคำ หรือนุ่งห่มเสื้อผ้าสวยงาม แต่จงตกแต่งภายในจิตใจด้วยเครื่องประดับที่ไม่รู้เสื่อมสลาย คือด้วยจิตใจที่สงบและสุภาพ ซึ่งเป็นสิ่งประเสริฐยิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้า" (1 ปต. 3:3-4)

ก่อนที่ผมจะมานอนแหมะอยู่ในกองขยะกลางเมืองอย่างนี้ ผมได้ผ่านอะไรมากมายเหลือเกิน แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมคงไม่มีวันลืมเลย ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นต้นเหตุทำให้ผมพบกับจุดจบในอาชีพกระจกเงาหรอกนะ และก็ไม่ใช่เพราะมันทำให้ผมรู้สึกอับอายขายหน้าด้วย แต่มันเป็นความวิตกกังวลที่ผมมีต่ออนาคตของบรรดามนุษย์รุ่นต่อไปตะหาก

อันที่จริงแล้ว ผมมีเหตุผลดีพอสมควรเพื่อสนับสนุนความคิดที่ว่า คุณจะต้องสนใจกับบันทึกความทรงจำของผมแน่ ๆ ทำไมหรือครับ ก็เพราะผมโชคดี มีโอกาสได้พบกับมนุษย์แท้ที่มีเลือดเนื้อคนหนึ่งเข้า (แน่นอน ผมจะแนะนำให้คุณได้รู้จักจูลี่แน่ หลังจากที่ได้เกริ่นนำถึงอะไรบางอย่างให้คุณฟังแล้ว) และนั่นทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงไปในเวลาต่อมา ถ้าคุณโชคดี มีโอกาสได้พบมนุษย์ที่แท้เข้าสักคน คุณคงทราบว่าที่ผมพูดนั้นหมายความว่าไง ชีวิตของเราจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ดังที่ผมจะเล่าให้คุณฟังอยู่เดี๋ยวนี้แหละ

ตอนที่ผมหลุดออกมาจากโรงงานทำกระจกนั้น ผมช่างสวยสง่าและหรูหราสมเป็นกระจกเงาฝีมือช่างมือหนึ่งเสียเหลือเกิน ผมถูกขายให้กับภัตตาคารระดับ 5 ดาวแห่งหนึ่งที่ชื่อ Chez Pierre เขาเอาผมไปติดไว้ในห้องน้ำสตรีประจำภัตตาคาร ผมอยู่ที่นั่นหลายปีเหมือนกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ กระทั่งวันที่เขาเอาผมมาโยนแหมะไว้ในกองขยะนี่ล่ะ

กระจกเงาบานไหน ๆ คงเรียนรู้ถึงธรรมชาติของมนุษย์ได้มากมาย ถ้ามันได้เป็นกระจกเงาในห้องน้ำสุภาพสตรีประจำภัตตาคารเหมือนผม เพราะที่นั่นเป็นรโหฐานอเนกประสงค์ ที่สุภาพสตรีทั้งหลายได้แสดงความเป็นผู้หญิงของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ เพราะเพื่อสนองความต้องการตามธรรมชาติของผู้หญิง ห้องน้ำสุภาพสตรีได้เป็นห้องเสริมสวยย่อส่วนของพวกเธอไปจนถึงสถานนินทากาเลได้อย่างไม่ขัดเขินแต่อย่างใด

ผมน่าจะเขียนหนังสือว่าด้วยการมองตัวเองในกระจก ตอนที่พวกคุณเธอทั้งหลาย "ผัดหน้าทาปาก" ได้สักเล่มหนึ่ง นี่เป็นสำนวนสามัญที่พวกเธอใช้กันออกบ่อยครับ มองปราดเดียว ผมก็ทราบทันทีว่า ผู้หญิงที่มายืนส่องกระจกดูตัวเองในเวลานี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่ เธออาจภูมิใจกับรูปโฉมโนมพรรณอันเพริดพริ้งของตัวเอง อาจกังวลถึงใบหน้าที่ไม่สวยสะสักเท่าไรนัก อาจวิตกถึงรอยตีนกาที่เพิ่งเริ่มปรากฏขึ้นมาหางตา หวั่นใจไปว่าคางที่เคยเรียวคมกำลังเพิ่มขึ้นเป็นสองชั้น บ้างก็กลุ้มใจกับรูปหน้าที่ใหญ่พองออกไปไม่หยุด อา! ใบหน้าทั้งหลายเอ๋ย! พวกเจ้าเอาแต่ใส่ใจกับเครื่องสำอาง กังวลว่าจะใช้อะไรทาปาก จะเอาอะไรเขียนคิ้วทาตา…แต่ดูที่ตาของเจ้าสิ สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นในใบหน้าของบรรดาสตรีเหล่านั้นก็คือ พวกเธอส่วนใหญ่พยายามหลีกเลี่ยงไม่ยอมสบสายตาตัวเองในกระจกเงา - คล้ายกับว่าพวกเธอรู้สึกอับอายต่ออะไรบางอย่าง

เรื่องนินทากาเลเทน้ำนั่นก็เหมือนกัน ข่าวสารมโนสาเร่ เรื่องเยาะเย้ยชวนหัว การใส่ร้ายป้ายสีอย่างผูกใจเจ็บ และอะไรทำนองนี้ มีให้ได้ยินเป็นประจำในห้องน้ำของคุณสุภาพสตรี

"นี่เธอเห็นหมวกของยัยแมรี่ พลัมเมอร์ ไหม?" ใครบางคนเอ่ยขึ้นกับพรรคพวก (พวกเธอเข้ามากัน 2-3 คนครับ)

"เห็นสิยะ เช้ยเชยนะ เธอว่าไหม?" อีกคนเอ่ยรับด้วยน้ำเสียงเล่นระดับ "ชั้นพนันได้เลยว่า หล่อนทำเองแหง ๆ เพื่อประหยัดเงินไงละยะเธอ" แล้วทุกคนก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน "น่าสงสาร คุณนายแมรี่ แม่เหนียวเพนนีของเรา"

สุภาพสตรีกลุ่มอื่น ๆ ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรพ้นจากไปนี้มากนัก

"เธอว่ามะ ชุดของยัยอลิซ ปาร์คเกอร์ นี่เฉิ่มชะมัดยาดเลย?"

"ใช่ เหมือนที่ฉันเคยบอกไว้ไม่ผิด" อีกคนเอ่ยขึ้นอย่างเย้ย ๆ "ที่สุดพวกเธอก็จะต้องเชื่อเหมือนฉันว่า ยัยอลิซน่ะเป็นผู้หญิงทึ่มและเฉิ่มที่สุดในหมู่พวกเรา"

แล้วเสียงหัวเราะร่วนก็ดังตามมา

จริง ๆ นะครับ ผมน่าจะเขียนหนังสือสักเล่ม เพื่อตีแผ่บางแง่มุมของผู้หญิงให้หมดเปลือกไปเลย แต่คุณอาจหาว่าผมอคติเกินไป ดังนั้นเพื่อความยุติธรรมของทั้งสองฝ่าย ผมจะผนวกเอาเรื่องของพวกคุณผู้ชายมาใส่ไว้ด้วย (ซึ่งบอกได้คำเดียวว่า เหลวเป๋วพอกัน) หนังสือเล่มนี้จะต้องได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นแน่นอน แต่ยังไม่หมดครับ ผมควรผนวกเอาเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่บังเอิญผลัดหลงเข้าไปในห้องน้ำสุภาพสตรีของภัตตาคาร Chez Pierre เข้าไปด้วย เพื่อไม่ให้หนังสือของผมเลวร้ายอย่างน่าเบื่อเกินไปนัก เธอคนนั้นช่างโอบอ้อมอารี ร่าเริงสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ และเปี่ยมไปด้วยน้ำใจไมตรี ข้อแก้ต่างให้กับเรื่องของคนร้าย ๆ ทั้งหลายที่ได้กล่าวมานี่แหละคือเรื่องราวที่แท้จริงในบันทึกความทรงจำของผม ผมขอแนะนำให้คุณรู้จักกับ จูลี่ หญิงสาวผู้ให้ความหมายแก่ชีวิตของผม ณ บัดนี้ครับ

ตอนที่จูลี่ โลมาร์ ปรากฏกายต่อหน้าผมนั้น เธออายุสักยี่สิบห้าปีได้ ไม่สวยเด่นอะไร แต่ก็ไม่ถึงกับขี้ริ้วขี้เหร่เช่นกัน - คือสวยพอประมาณน่ะครับ พาเดินควงได้ไม่อายใครละ แรกพบกันนั้น ผมสัมผัสได้ทันทีถึงอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะยามที่เธอสบสายตาของตัวเองในกระจกเงา เธอแต่งหน้าน้อยมาก เผยให้ผิวหน้าที่ละเอียดอ่อนอย่างชัดเจน เธอจัดทรงผมและเสื้อผ้าให้เข้ารูปในเวลาไม่นานนัก เธอทำเหมือนที่ผู้หญิงอื่น ๆ เขาทำกัน แต่ดวงตาของเธอที่จ้องมองตัวเองในกระจกเงานั้นสุกใส เปิดกว้าง ตรงไปตรงมา และค้นหาอยู่เสมอ ผมรู้สึกราวกับว่า เธอกำลังจ้องมองลงไปใน วิญญาณ ของเธอเอง นั่นเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดมาก ทั้ง ๆ ที่เธอเพียงแต่มองตัวเองในกระจก และเดินจากไปเท่านั้น

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับจูลี่ ต่อมาภายหลังผมถึงได้ทราบจากปากของบรรดาคุณผู้หญิงว่า เธอจะมาที่ภัตตาคารราวเดือนละครั้งสองครั้งกับลูกพี่ลูกน้องของเธอ ผมได้ยินมาว่า เธอเพิ่งลาออกจากงานในตัวจังหวัด เพื่อเตรียมตัวเข้าอาราม และนั่นแหละเป็นเหตุผลว่า ทำไมเธอจึงไม่โผล่หน้ามาให้ผมเห็นอีกเลย

ผมพอจะเดาออกว่า เธอกำลังจะสมัครเป็นนางชีในอาราม และผมคงเสียใจมากที่จะไม่ได้พบเธออีก นี่เป็นเรื่องยากจะทำใจยอมรับได้ ขอบอกตามตรงว่า ผมอยากพบ "จูลี่ของผม" อีกครับ (คือผมชอบเรียกเธออย่างนั้นน่ะ)

สามปีที่ยาวนานเคลื่อนผ่านไป

แล้ววันหนึ่งเธอก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ดูเธอผอมไปมาก ดูสุขุมมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แต่ดวงตาของเธอยามมองตัวเองในกระจกยังคงมั่นคงและแน่วแน่เหมือนเคย ราวจะค้นหา วิญญาณ ของตนจากดวงตาที่สะท้อนในกระจกเงากระนั้น

"เพิ่งออกจากอารามหรือ?" สุภาพสตรีอีกคนหนึ่งถามขึ้นอย่างเย้ย ๆ ขณะที่เธอกำลังมองตัวเองในกระจกเงา

เธอยิ้มรับ

"ใช่จ้ะ เบ็ตตี้ ฉันเพิ่งออกมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง"

"พักชั่วคราวหรือไง?" ใครอีกคนถามขึ้น

"ไม่ใช่จ้ะ แต่ออกเลย" เธอตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เพราะดูเหมือนว่าฉันคงไม่มีกระแสเรียกในการเป็นนักบวชแน่ ๆ"

"หรือจ้ะ? ฉันหวังว่า เธอคงไม่มีปัญหาเรื่องการหาคู่ครองดอกนะ" คุณเธอคนเดิมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเสแสร้งเสียเต็มประดา บรรดาคุณผู้หญิงพวกนี้ทำราวกับว่า จูลี่ของผมทำผิดเข้าขั้นประหารเลยทีเดียว

"อย่ากังวลไปเลยจ้ะ เบ็ตตี้" จูลี่ของผมตอบด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนฤดูร้อน "ฉันไม่กังวลในเรื่องนี้ดอก ปล่อยให้พระเจ้าจัดการเถอะ" ว่าแล้วเธอก็เดินออกจากห้องไป

เอาล่ะ เพื่อให้เรื่องสั้นเข้า ผมขอเล่าอย่างรวบรัดตัดความเลยว่า หลังจากที่ผมเผอิญได้ยินการสนทนาในคืนวันนั้นแล้ว ก็ได้ทราบว่ามีชายหนุ่มหลายคนมาติดพันจูลี่ของผมอยู่เหมือนกัน หลายเดือนต่อมาเธอได้หมั้นหมายกับหนุ่มคนหนึ่งในประดานั้น แต่เมื่อพี่สะใภ้ของเธอถึงแก่กรรม ทิ้งลูกเล็ก ๆ สามคนให้กลายเป็นเด็กกำพร้าแม่ เรื่องเศร้าทำให้จูลี่ต้องตัดสินใจเพื่ออนาคตของเด็ก ๆ เหล่านั้น เธอตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่กับพี่ชาย เพื่อช่วยดูแลลูก ๆ ของเขา

นับแต่นั้นผมก็ไม่ค่อยได้พบจูลี่บ่อยนัก ผมเดาเอาว่า เธอคงวุ่นมากกับเด็ก ๆ ที่บ้านของพี่ชาย จนแทบไม่มีโอกาสมาทานมื้อค่ำที่ Chez Pierre อีก แต่เมื่อเธอมาที่ภัตตาคาร ผมก็จะได้ชื่นชมกับใบหน้าและดวงตาของเธอเสียจนลืมตัวไปเลย เดี๋ยวนี้ผมเริ่มตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้ของเธอ ผมมองเห็นไปถึงจิตวิญญาณของเธอผ่านดวงหน้าและร่างกายของเธอ ใบหน้าของเธอดูแก่กร้านขึ้น แต่ก็ดูสงบและมีสันติมากขึ้นเช่นกัน ผมพบว่า ผู้หญิงคนนี้แหละคือผู้หญิงที่สวยที่สุดในชีวิตของผม

แต่แล้ววันหนึ่ง ผมสังเกตเห็นว่า ดูเธอซูบไปมาก ผิดกับเมื่อครั้งที่เธอมาทานอาหารที่ภัตตาคารเมื่อคราวก่อน ราวหนึ่งเดือนหลังจากนั้น เธอก็มาทานอาหารที่ภัตตาคารอีก ผมสังเกตเห็นได้ถึงสีหน้าอันเหนื่อยอ่อนบนใบหน้าของเธอ นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน ผมไม่ได้พบเธออีกเลย แต่หลังจากนั้นไม่นานผมได้ยินบรรดาคุณสุภาพสตรีคุยกันถึงเธอ

"นี่ เตลมา เธอได้ข่าวจูลี่ โลมาร์ หรือเปล่า?" หญิงอ้วนในชุดสีชมพูถามขึ้น

"จูลี่เป็นอะไรหรือ?" เตลมาถาม

"เธอเพื่อตายเมื่อสองวันก่อน เห็นเขาพูดกันว่า เป็นมะเร็งแหละเธอ"

ผมรู้สึกราวโลกทั้งโลกได้พังทลายลง จูลี่ของผมน่ะหรือ? เธอตายแล้ว? ผมเพิ่งเข้าใจว่า ทำไมเมื่อครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน เธอจึงดูซูบซีดและเหนื่อยอ่อนอย่างนั้น ทั้งที่โรคร้ายกำลังกัดกินเธอไปทุกวัน เธอยังคงทำหน้าที่แม่บ้านดูแลเด็ก ๆ ต่อไปอย่างนั้นล่ะหรือ ทำไมเธอถึงได้กล้าหาญปานนั้น! การต่อสู้อย่างกล้าหาญของจูลี่กระทบกระเทือนใจผมอย่างจัง สิ่งเดียวที่กระจกเงาอย่างผมจะกระทำได้เพื่อคารวะต่อการจากไปของเธอ คือการทิ้งตัวลงสู่พื้นห้องต่อหน้าคุณสุภาพสตรีทั้งสองนั้น เหมือนต้นไม้ที่ล้มเพราะถูกสายฟ้าฟาด!

หลังจากที่ได้เป็นพยานรับรู้ถึงการจบชีวิตกระจกเงาของผมแล้ว เตลมาและเพื่อนของเธอก็เดินไปที่กระจกอีกบานเพื่อแต่งหน้ากันต่อ

"บางคนบอกว่า ยัยนั่นเป็นคนดีและเสียสละ" เตลมาพูดขึ้นลอย ๆ ขณะไล้ลิปสติกที่ริมฝีปาก

เลดี้ชุดสีชมพูยักไหล่ แล้วเอ่ยขึ้นบ้าง

"แต่ฉันว่า ยัยนั่นซื่อบื้อละมากกว่า" เธอว่าพลางจัดลอนผมให้เข้ารูป "มีอย่างที่ไหน มัวแต่ไปเสียเวลาเลี้ยงลูกให้พี่ชาย แล้วรู้ไหม" เธอยกน้ำเสียงเหมือนไม่อยากเชื่อ "ไม่มีใครสักคนระแคะระคายว่าหล่อนเป็นมะเร็ง หล่อนเก็บไว้เป็นความลับ ไม่ยอมบอกใคร - คงกลัวว่าจะรบกวนคนอื่น เหมือนที่หล่อนชอบพูดนั่นแหละ"

"แต่เธอรู้ไว้นะจ้ะ คนโง่กับคนดีนี่ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันเลย" เตลมาทิ้งท้ายไว้

คุณสุภาพสตรีทั้งสองจากไป ทิ้งไว้แต่คำคมดาด ๆ ให้ผมอมเล่นเท่านั้น

วันต่อมา ผมถูกนำตัวออกจากห้องน้ำห้องนั้น ถูกทิ้งลงในถังขยะ และถูกทับถมด้วยเพื่อนขยะอื่น ๆ อีกมากมาย

ขอบอกด้วยความสัตย์จริงนะครับว่า ผมไม่ได้รู้สึกเสียใจต่อชะตากรรมเช่นนี้เลยสักนิดเดียว ผมรู้ดีว่า ไม่ช้าก็เร็วกระจกเงาทั้งหลายย่อมจบชีวิตในสภาพเช่นนี้ด้วยกันทั้งนั้น แม้เรื่องของผมจะเอวังอย่างน่าสังเวชเช่นนี้ แต่ผมก็ไม่เสียใจเลย การได้พบกับจูลี่ทำให้ผมค้นพบอะไรบางอย่าง เพราะเมื่อกระจกเงาสะท้อนให้เห็นผู้คน คนดีก็ย่อมสะท้อนให้เห็นพระเป็นเจ้าเช่นกัน

ถ้าคุณได้พบกับจูลี่ คุณจะเข้าใจว่า ผมหมายถึงอะไร
 

 

หน้ารัง |

Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000