สภาพการณ์และทิศทางของการแพร่ธรรมในศตวรรษที่ 16
-มีบันทึกไว้ถึงร่องรอยของคริสต์ศาสนาในสยามก่อนปี
1513 ก่อนการเข้ามาของปอร์ตุเกสในสยาม ท่านหลุยส์จีเบรสซานคิดว่าอาจจะเป็นกลุ่มคริสตชนสาย
Armenians หรือไม่ก็ Nestorianที่เข้ามาทำมาค้าขาย
-นอกนั้น บิดร Nicholas Gervais, SJ เขียนว่า ในสยามนั้นมีร่องรอยของกลุ่มคริสตชนอยู่นานหลายร้อยปีแล้ว
พวกเขาทำการค้าขายกับสยามและเขต Colromandel Coast ที่คริสตชนสายนักบุญโทมัสได้อยู่ในแถบนี้นานแล้วตั้งแต่ยุคแรกของพระศาสนจักร
-ในต้นศตวรรษที่ 15 พระสันตะปาปามาร์ตินที่ 5 (1368-1431)ได้ขอความช่วยเหลือในการแพร่ธรรมกับปอร์ตุเกสและภายหลังสเปนก็ขอสิทธิ์ด้วย
เพราะมหาอำนาจทั้งสองมีกองเรือและมีกำลังทหาร ข้อขัดแย้งของทั้งสองยุติในสมัยพระสันตะปาปาอะเล็กซานเดอร์ที่
6
-1492 Columbus ออกเดินทางไปสำรวจโลกใหม่ ได้รับคำยืนยันจากพระสันตะปาปาในสิทธิที่จะได้รับในการค้นพบดินแดนใหม่ๆ
-1493 วันที่ 4 พฤษภาคม พระสันตะปาปาอะเล็กซานเดอร์ที่ 6 ได้ไกล่เกลี่ยปัญหาความสับสนและขัดแย้งเรื่องสิทธิ์เหนือดินแดนที่ไปสำรวจระหว่างปอร์ตุเกสและสเปนโดยกำหนดเส้นแบ่งขึ้นมาคือลากจากเหนือลงใต้
หมู่เกาะอะซอเรสที่อยู่ทางเหนือ(ห่างฝั่งปอร์ตุเกสออกไปทางตะวันตก)กลางมหาสมุทรแอตแลนติก
ลากลงไปทางใต้ถึงหมู่เกาะแหลมเขียว เลยเส้นดังกล่าวออกไป 100 ลี้ก (480 กม)ทางตะวันตกถือว่าดินแดนทุกแห่งเป็นของสเปน
และตะวันออกของเส้นแบ่งดังกล่าวเป็นของปอร์ตุเกส แต่ต่อมาปอร์ตุเกสประท้วงว่าไม่ยุติธรรมเพราะค้นพบว่าสเปนได้ดินแดนมากกว่า
จึงมีการตกลงสัญญากันใหม่อีกครั้งเป็นสัญญา Tordesillas ในวันที่ 7 มิถุนายน
ให้ขยายเส้นนี้ออกไปเป็น 370 ลี้ก(1770 กม)ยังผลให้บราซิลกลายเป็นของปอร์ตุเกส
-พระสันตะปาปาอะเล็กซานเดอร์ที่ 6 (1431-1503) ท่านเป็นชาวสเปนมอบสิทธิ์ในการแพร่ธรรมแก่ปอร์ตุเกสและสเปนแต่เพราะพระองค์เป็นชาวสเปนจึงเอนเอียงให้ท้ายสเปนมากหน่อย
มีการแบ่งเขตสิทธิ์ในการครอบครองโลกใหม่แต่แม้จะแบ่งแล้วก็ยังไม่ชัดเจนเพราะเกิดการทะเลาะกันระหว่างปอร์ตุเกสและสเปนเหนือหมู่เกาะโมลุกกะอันเต็มไปด้วยเครื่องเทศ
(พระสันตะปาปาองค์นี้ได้ชื่อว่าแย่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ผู้นำพระศาสนจักรเพราะสมัยของพระองค์เต็มไปด้วยคอรัปชั่นและที่สุดถูกวางยาพิษสิ้นชีวิตในโต๊ะอาหารแต่ลูกชายรอดตาย)
-ในการแพร่ธรรมนั้นมีการแข่งชิงดีชิงเด่นกันระหว่างปอร์ตุเกสและสเปน เล่าว่าบิดรหลายคนถูกลักพาตัวไปกับกองเรือเพื่อพวกเขาจะได้ทำพิธีล้างบาปกับคนพื้นเมืองในโลกใหม่ที่จะพบ
(อาจเป็นการเล่าเกินเหตุคงไม่จริง)
-1568 พระสันตะปาปาปีโอที่ 5 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเรื่องการเผยแพร่ความเชื่อขึ้นที่โรมเพราะเห็นว่าปอร์ตุเกสที่เคยเป็นหลักในการแพร่ธรรมนั้นได้เสื่อมอำนาจลง
มีผลกระทบต่อการแพร่ธรรมและควรจะหาทิศทางการแพร่ธรรมใหม่ เพื่อแข่งกับอิทธิพลของฝ่ายโปรแตสแตนท์ด้วย
นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดการตั้งสมณะกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อในปี
-1622 ( De Propaganda Fide) บนพื้นฐานที่ว่าโรมควรมีส่วนในการแพร่ธรรมโดยตรง
เพราะที่ผ่านมานั้นอำนาจการแพร่ธรรมตกอยู่ในมือของกษัตริย์ปอร์ตุเกสและสเปน
บ่อยครั้งที่นักการค้าก็ได้ฉวยโอกาสใช้อำนาจของศาสนาเพื่อผลประโยชน์ของตน
สรุปแล้วการแพร่ธรรมทางอาเซียนั้นไม่ค่อยได้ผล ที่ร้ายเกิดการขัดแย้งกันเองระหว่างธรรมทูตทำให้ไม่เป็นที่ศรัทธาในหมู่ชนพื้นเมืองนัก
ชาวปอร์ตุเกสและสเปนเองก็มุ่งในด้านการค้ามากกว่าการเผยแพร่ศาสนา นโยบายค่อยๆดึงอำนาจกลับคืนมาจึงเริ่มขึ้นที่โรมโดยการตั้งกระทรวงดังกล่าว
-1622 วันที่ 6 มกราคม พระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 15 ตั้งกระทรวงแพร่ธรรม De
Propaganda Fide เพื่อเปลี่ยนฐานอำนาจในการแพร่ธรรมมาไว้ที่พระสันตะปาปาแต่ผู้เดียว
ได้จัดให้มีการขอรายชื่อของธรรมทูตทุกคนที่ปฏิบัติงานในเขตต่างๆเพื่อจะสามารถควบคุมได้
-1623 ญี่ปุ่นปิดประเทศไม่ให้ชาวต่างชาติเข้าไป คริสตชนถูกเบียดเบียนและแทบจะสลาย
-1627 พระสันตะปาปาอูร์บันที่ 8 ตั้งมหาวิทยาลัยอูรบานีอานา เพื่ออบรมผู้แพร่ธรรม
(Collegium Urbanum de Propaganda Fide) มีอัครบิดรหลายคนคัดค้านเป็นต้นจากฟิลิปปินส์ที่เห็นว่าเป็นการทับซ้อนอำนาจ
(พ่อบรูโนสงสัยเรื่องนี้)
-1637 โรมอภิเษกอัครบิดรสองคนคือ Antoine Frascella ซึ่งเป็นคนอินเดียที่ศึกษาอยู่ในโรมและอีกคนคือ
Matthieu de Castro และส่งไปญี่ปุ่นเพื่อบวชคนพื้นเมืองแบบลับๆเพราะไม่ต้องการให้คนโปรตุเกสรู้แต่ท่านอัครบิดร
Frascella ถูกจับที่เมืองกัวและถูกขับไล่กลับไปยุโรปในปี 1652 ท่าน De Castro
ได้รับแต่งตั้งให้ดูแลเขต Idalcan ไม่ไกลจากเมืองกัว แต่ทางเมืองกัวไม่ยอมรับและต่อมาท่านจึงกลับโรมในปี
1640 ความคิดที่จะดึงเอาการแพร่ธรรมกลับคืนมาที่โรมนั้นจึงไม่ง่ายเลย
สภาพการแพร่ธรรมทั่วไปในเขตอาเซียตะวันออกเฉียงใต้
-1503 Alfonso de Albuquerque(1453-1515)เกิดที่อัลฮันดรา ใกล้เมืองลิสบอน
เป็นนักเดินเรือและนักผจญภัยเขาได้แล่นเรือออกจากเมืองท่าลิสบอน มุ่งหน้าสู่อินเดียในฐานะอุปราชของกษัตริย์มานูแอล
มีบิดรคณะโดมินิกัน 5 คนและอัครบิดรหนึ่งคนชื่อ Eduardo Nunez ซึ่งเป็นอัครบิดรคนแรกของเมืองกัวก็อยู่ในเรือของเขา
ภายหลังบิดรเหล่านี้ได้สร้างโบสถ์ในมาเล เขมร สยามและจีน (พ่อบรูโนไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้)
-1510 อัลบูร์เกิกในฐานะผู้แทนกษัตริย์ปอร์ตุเกสยกกองเรือยึดเมืองกัวในวันที่
17 กุมภาพันธ์และตั้งเป็นหัวเมืองสำคัญทางตะวันออกของปอร์ตุเกส (อัลบูร์เกิกเองถูกพระเจ้ามานูแอลกษัตริย์หักหลัง
เขาตายที่ในเรือนอกฝั่งมาละบาใกล้เมืองกัวในปี 1515) (Encarta Encyclopedia)
-1511 Alfonso dAlbuquerque ได้ยึดเมืองท่ามะละกาในวันที่ 25 กรกฏาคม และต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางและที่พักที่สำคัญรวมทั้งอารามของธรรมทูตที่มาทำงานในย่านนี้
อับบูเคิกได้ส่งทูตส่วนตัวชื่อ Duarte Fernandes ที่พูดภาษามาเล มาที่อยุธยาโดยเรือกำปั่นชาวจีน
ส่งสาส์นแจ้งให้ทราบว่าปอร์ตุเกสได้ยึดเกาะมะละกาและได้มอบดาบทองปลอกฝังเพชรเป็นกำนัลแด่พระรามาธิบดีที่
2 (พระเชษฐาธิราช) ตอนปลายปีกษัตริย์สยามได้เดินทางมามะละกาพร้อมเฟอร์นันเดส
และอัลบูเคิร์กให้การต้อนรับอย่างดี (พ่อบรูโนบอกไม่น่าเชื่อเรื่องนี้)
-1512 ปอร์ตุเกสส่ง Antonoi de Miranda de Azevedo and Manuel Fragoso เป็นทูตเข้ามาอยุธยาครั้งที่
2 โดยบิดรฟราโกโซได้พำนักในอยุธยานานถึงสองปีก่อนกลับไปเมืองกัวพร้อมทูตสยามที่ถือสาส์นไปถวายพระเจ้าแผ่นดินปอร์ตุเกสในปี
1514
-1514 ปอร์ตุเกสส่งทูตมาอยุธยาครั้งที่ 3
-1514 พระรามาธิบดีที่ 2 ได้ส่งทูตสยามไปที่เมืองกัวศูนย์กลางทางตะวันออกของปอร์ตุเกสพร้อมกับนายฟราโกโซ
(Fragoso)เพื่อถวายสาส์นแด่พระเจ้าแผ่นดินปอร์ตุเกส
-1515 อัลบูร์เกิกสิ้นชีวิตนอกฝั่งมะละบาใกล้เมืองกัว
-1516 ปอร์ตุเกสเซ็นต์สัญญากับสยามทำการค้าและเป็นมิตร โดยมี Duarte de Coelho
เป็นผู้แทนฝ่ายโปรตุเกสกับผู้แทนของพระรามาธิบดีที่ 2 (พระเชษฐาธิราช) ปอร์ตุเกสมีสิทธิ์ตั้งโรงเก็บสินค้าและ
ศูนย์การค้าขายในอยุธยา ในทวาย นครศรีธรรมราช(Ligor) ปัตตานี ตะนาวศรี(Tenassserim)
และที่มะริด( Mergui) อีกทั้งมีสิทธิ์ปฏิบัติศาสนกิจของตน
-1529 พระรามาธิบดีที่ 2 สิ้นพระชนม์
-1529 เริ่มสมัยพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระหน่อพุทธางกูร 1529-1533)
-1533 เริ่มสมัยพระรัษฏาธิราชกุมาร (1533-1534)
-1534 เริ่มสมัยพระไชยราชาธิราช (1534-1546)
-1546 เริ่มสมัยพระแก้วฟ้า(พระยอดฟ้า) (1546-1548)
-1557 ตั้งสำนักอัครบิดรในมะละกาอย่างเป็นทางการ นักบุญฟรังซิสเซเวียได้มาแวะที่มะละกาห้าครั้ง
-1575 ตั้งสำนักอัครบิดรในมาเก๊าและเป็นศูนย์กลางการแพร่ธรรมทางอาเซียตะวันออกรองจากกัว
|