issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
ท่องไปกับธรรมทูตคณะพระมหาไถ่
หลวงเทียน มหาไถ่

เวลา วันที่ 5-17 พฤศจิกายน 2000

สถานที่ วัดอัครเทวดามีคาแอล บ.ซ่งแย้ จ.ยโสธร คุณพ่อเจ้าวัด คุณพ่อ สำรอง คำศรี

ธรรมทูต
- คพ.เทียนชัย เกษสุรินทร์,C.Ss.R.
- คพ.ไพบูลย์ สมภพศุภนาถ,C.Ss.R.

เล่าเรื่อง

การเดินทาง

ตั้งต้นจากอำเภอเมือง จังหวัดยโสธรก็มุ่งหน้ามาที่อำเภอกุดชุม ซึ่งเราเองก็คงจะคุ้นเคยกับชื่ออำเภอนี้นะครับ เพราะว่ามีปรากฏเป็นข่าวบ่อย ๆ ก็เรื่อง "เบี้ยกุดชุม" ที่ชาวบ้านเขาหาวิธีทำให้เงินไหลเวียนในชุมชนโดยการ "ตราเงิน" ขึ้นมาใช้กันเองในหมู่บ้าน เมื่อมาถึงอ.กุดชุมแล้วก็ใช้เส้นทางที่จะมุ่งหน้าไปอ.เลิงนกทา หากไปถึงตัวอำเภอนี้นะครับเราจะมองเห็นนกกระทาขนาดสูง 10 เมตรได้ผมวัดด้วยสายตานะครับ แต่เราไม่ต้องไปถึงตัวอำเภอเลิงนกทา เราแค่ออกจากกุดชุมประมาณ 7 กม. จะมองเห็นป้ายโรงเรียนซ่งแย้พิทยา พร้อมกับป้ายบอกทางเข้าวัดคาทอลิกวัดอัครเทวดามีคาแอลบ้านซ่งแย้อย่างชัดเจนอยู่ทางซ้ายมือ ขับตามถนนซีเมนต์เข้ามาจะมาชนวัดพอดิบพอดี

ความเชื่อความศรัทธาของสัตบุรุษ

ต้นเดือนพฤศจิกายนหรือหลังจากมีการฉลองนักบุญทั้งหลาย มีการเสกสุสานระลึกถึงบรรดาญาติพี่น้อง พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายที่จากไปแล้ว ก็จะเป็นช่วงเวลาเกี่ยวข้าว เก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้ลงไว้ เป็นช่วงเวลาที่ข้าวกำลังงามเต็มเม็ด หากเกี่ยวช้ากว่านี้ข้าวจะแก่เกินไป จะหล่นออกจากรวง ข้าวที่น่าจะได้ก็จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะ "ไปนอนนา" หมายถึงไปนอนอยู่ที่บ้านปลายนา ชาวบ้านจะเรียกว่า "เถียงนา"เป็นสิ่งปลูกสร้างคล้ายบ้านแต่เล็กกว่า เป็นเสาไม้ 4 ต้น หรือไม่ก็ 6 ต้นเป็นอย่างมากยกพื้นขึ้นระดับอกเป็นอย่างต่ำ วางไม้กระดานเป็นที่นั่งที่นอน ส่วนผนังก็เป็นหญ้าแฝกบ้าง บางทีก็เป็นไม้ไผ่สานห่าง ๆ ประกบกันเอากระดาษถุงปูนซีเมนต์ใส่ตรงกลาง บางครั้งมองเหมือนกับเป็นป้ายโฆษณาปูนซีเมนต์ไทย

ช่วงเวลาที่ธรรมทูตมาเทศน์นี้ก็เป็นช่วงชาวบ้านเขาไปนอนนากันพอดี ที่นาของชาวบ้านบางคนอยู่ไกลจากวัด 10 กม.ได้ โดยปรกติแล้วช่วงเกี่ยวข้าวนี้จะไม่มีคนอยู่บ้าน จะไปใช้ชีวิตอยู่ที่นาตลอดจันทร์ถึงเสาร์ วันอาทิตย์จึงกลับมาบ้านเพื่อร่วมมิสซาวันของพระเป็นเจ้าโดยเฉพาะแล้วก็จะถือเป็นวันหยุดพักผ่อนทั้งวัน จะทำงานเท่าที่จะเป็นเท่านั้น ตามพระบัญญัติของพระศาสนจักรอย่างชัดเจน

แต่เกิดเหตุการณ์พิเศษขึ้นในปีนี้ ชาวบ้านจัดการตารางการทำงานใหม่เพื่อการฟื้นฟูจิตใจในปีศักดิ์สิทธิ์ 2000 นี้โดยเฉพาะ เวลากลางวันก็ไปทำงานเกี่ยวข้าวกันตามปรกติอาจจะมีการเร่งมือกว่าเดินเพื่อว่าจะได้มีเวลาไปร่วมมิสซาฟื้นฟูจิตใจที่วัด ตอนทุ่มครึ่ง หลังมิสซาก็ต้องรีบกลับนาไปพักผ่อนเตรียมงานของวันพรุ่งนี้ เห็นแล้วเหนื่อยแทน แต่มีคนมาแบ่งปันเล่าความรู้สึกให้ฟังว่า "ปีนี้เกี่ยวข้าวไม่เหนื่อยเหมือนปีก่อนๆ มือก็เกี่ยวข้าวไป ปากก็คุยกันไป คุยกันเรื่องราวที่คุณพ่อเทศน์ในวัดนั้นแหละ โจทย์การบ้านที่คุณพ่อให้เอาไปคิดพิจารณาต่อก็ตอนนี้ล่ะครับ ใครทำการบ้านแล้ว ใครยังไม่ทำ" "ตั้งแต่เช้าถึงเย็นรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ"

แรก ๆ ก็มองว่าช่วงเวลานี้ไม่เหมาะเพราะชาวบ้านไม่อยู่บ้าน แต่ก็มีข้อดีที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือความใกล้ชิดกันของชาวบ้านเวลาเกี่ยวข้าว สถานการณ์ทำให้ต้องอยู่ด้วยกันต้องหาเรื่องมาคุยกัน บทเทศน์ที่วัดจึงเป็นหัวข้อสนทนากัน ตัวอย่างเช่น "นักมวยฝ่ายแดงและฝ่ายน้ำเงินขึ้นชกกันบนเวที" ทั้งสองคนเป็นคริสตังที่มีความเชื่อความศรัทธาหนักแน่นมั่นคง สวดภาวนาเป็นประจำเช้าค่ำ ไปร่วมมิสซาในวันพระเจ้าไม่เคยขาด เป็นคนดีมีคุณธรรม น้ำใจงามเป็นที่ยอมรับของคนทั่ว ๆ ไป ก่อนขึ้นชกมวยในครั้งนี้ซึ่งมีความสำคัญแต่อนาคตนักมวยของทั้งสองคน เขาทั้งสองไปสวดภาวนาวอนขอชัยชนะจากพระเป็นเจ้า "ใครจะเป็นผู้ชนะ ?" และระหว่างวันที่เทศน์ก็จะมีข้อมูลเพิ่มเติมให้คิดพิจารณาต่อเนื่องทุกวัน น่าสนใจนะครับ "ผู้อ่านว่าใครจะชนะครับ"

เกร็ดชีวิตคริสตชน

ที่วัดนี้มีกิจกรรมพิเศษในการฟื้นฟูจิตใจ คือมี "สนทนาธรรม" คริสตชนที่วัดนี้จะแบ่งออกเป็น 15 กลุ่มมีหัวหน้ากลุ่มรับผิดชอบ ใน 2 หรือ 3 กลุ่มจะมีหัวหน้าทีมเพิ่มอีกหนึ่งคน ตั้งชื่อตำแหน่งของคนนี้ว่า "สารวัต" ผมได้ยินครั้งแรกเข้าใจว่าคริสตชนวัดนี้เป็นตำรวจกันเยอะ มาเข้าใจที่หลังก็ร้อง "อ้อ!!! เป็นแบบนี้นี่เอง" หลังมิสซาแต่ละวันก็จะมีการสนทนาธรรม สารวัตก็จะนัดแนะกับลูกบ้านมาชุมนุมกันให้ธรรมทูตไปร่วมด้วย มีการหยิบยกเรื่องราวต่างขึ้นมาแบ่งปันความคิดความเห็นกัน ความเป็นมาของวัดก็ให้ผู้เฒ่าผู้แก่เป็นผู้เล่าให้ลูกหลานฟังว่า กว่าจะมาเป็นกลุ่มคริสตชนในปัจจุบันนี้ผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง พระสงฆ์ยุคบุกเบิกเขาอบรมสั่งสอนกันอย่างไร พ่อใหญ่คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ตอนเป็นเด็ก ๆ ต้องตื่นไปเรียนคำสอนแต่เช้ามืด วันหนึ่งตื่นสายไปเรียนคำสอนไม่ทัน คุณพ่อปิดประตูไม่ให้เข้าวัด ก็เลยนั่งร้องไห้อยู่หน้าวัดอยากขอเข้าไปเรียนคำสอนด้วย

นั่งฟังแล้วรู้สึกอับอายแทนคนสมัยนี้ ทุกวันนี้ต้องมีการตามล่ามาเรียนคำสอน บางครั้งผู้สอนคำสอนก็ท้อแท้ใจ พ่อแม่เด็กคำสอนบอกว่า "ตามใจลูก" "ถึงเวลาก็ให้เขาเลือกมาเรียนเองก็แล้วกัน" สำหรับผมเอง ทั้งๆ ที่ไม่มีลูกในไส้เองหรืออาจจะมองในแง่ของความเป็นพระสงฆ์มากไปก็ได้ ผมว่าหากพ่อแม่เห็นความสำคัญจริงต้องสามารถหาวิธีให้ลูกมาเรียนคำสอนอย่างตั้งใจได้ พระเป็นเจ้าไม่บังคับแต่เรียกร้องความร่วมมือจากเรา

คำถามน่าสนใจ

ทำอย่างไรจิตใจของพ่อใหญ่ที่ต้องการ ปรารถนาและขาดไม่ได้ที่จะเรียนคำสอนจึงจะมาอยู่ในจิตใจของเด็กในทุกวันนี้ได้ ?"

ความประทับใจระหว่างที่ธรรมทูตเยี่ยมเยียนตามบ้านของคริสตชน

เดินทางมาถึงบ้านหลังหนึ่งมีเด็กชายวัย 5 ขวบคนหนึ่งยืนรออยู่ที่ทางเดินเข้าบ้าน "สวัสดีครับคุณพ่อ เชิญบนบ้านเลยครับ" เป็นเสียงทักทายต้อนรับ ยกมือไหว้แล้วก็ผายมือเชิญเหมือนกับพนักงานต้อนรับที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี ไม่ใช่เท่านั้นนะครับ "นัยมาร์ท" คนนี้ยังก้าวเข้ามาจับมือคุณพ่อพาเดินไปที่ที่เตรียมไว้ต้อนรับด้วย ผมรู้สึกรักนัยมาร์ทคนนี้ขึ้นมาอย่างจับใจ รักในความกล้าหาญซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพจิตใจของครอบครัว การอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ บรรยากาศในบ้านที่ส่งเสริมให้เป็นนัยมาร์ทคนนี้ ความคิดแรกของผมคือไม่น่าเชื่อว่าเด็กวัยนี้จะสามารถต้อนรับพระสงฆ์ได้แบบนี้ ขอบคุณพระที่ให้ผมได้สัมผัสกับความรู้สึกนี้ ผมเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่บ้านของคุณก็ทำได้

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง |

16 ธันวาคม 1999
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001