แม่พระในมุมมองนักศาสนศาตร์สตรีคริสเตียน
โดย โปรดปราน ( พีพี )
คริสตจักรโปรเตสแตนต์ของไทยมีที่ให้แม่พระบ้างไหม?
คำถามนี้ก้องอยู่ในหูหลายปี ฉันจำเจ้าของเสียงได้ดีว่าท่านเป็นบาทหลวงชาวฟิลิปปินส์
ซึ่งเป็นอาจารย์ของฉัน จำได้ว่าตัวเองตอบคุณพ่ออย่างอ้อมแอ้มว่า อ่ะ มี
...มีค่ะ แต่เราไม่เน้นแบบคาทอลิกค่ะ
ต่อมาเมื่อมีโอกาสเรียนเพิ่มเติมวิชาศาสนศาสตร์สตรี (Womanist Theology=Feminist
Theology ) และ ศาสนศาสตร์แห่งปลดปล่อย (Liberation Theology ) ฉันประทับใจงานเขียนนักศาสนศาสตร์สตรี
ชาวเกาหลีใต้ท่านหนึ่ง คือ Dr.Chung Hyun Kyung จากหนังสือ Struggle to
be the Sun Again ดร.ชอง โปรยด้วยคำถาม ว่า มีกี่คริสตจักรของโปรเตสแตนต์ที่มีที่ให้พระมารดามารีย์
นอกเหนือเรื่องของสาวพรหมจารีย์ตอนคริสตสมภพ ดร.ชอง กล้าพูดตำหนิคริสตจักรโปรเตสแตนต์
ว่า คริสตจักรได้กดขี่สตรีโดยการโละหรือยุติบทบาทของแม่พระจากคริสตจักร
ขณะเดียวกัน เธอก็มองที่พระศาสนจักรคาทอลิกโดยมีความเห็นว่า พระศาสนจักรมีที่ให้แม่พระก็จริง
แต่ก็ยังจำกัดบทบาทของพระมารดามารีย์ ตามความเข้าใจของ ดร.ชอง เธอเห็นว่า
พระศาสนจักรคาทอลิกยกย่องแม่พระอย่างสูงส่งว่าเป็นพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้า
แต่พระนางไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก ภาพของแม่พระที่นักศาสนศาสตร์สตรีมองไปที่คริสตชนคาทอลิก
ว่ามีที่ให้แม่พระเพื่อไว้พึ่งพาสวดอ้อนวอนแบบเด็กขี้อ้อน เป็นคลังรับฝากเรื่องไปถึงพระบุตรเสียมากกว่า
กลับมาที่คริสตจักรโปรเตสแตนต์ ยุคแล้วยุคเล่า เมื่อกล่าวถึงพระมารดามารีย์
ก็จะพบฉากของสาวน้อย พรหมจารีย์ ผู้อ่อนเยาว์ ไร้เดียงสาและกล้าหาญยิ่ง เราจะได้ยินเสียงที่ไพเราะหูของเธอ
สนทนากับทูตสวรรค์กาเบรียลว่า ข้าพเจ้าเป็นทาสีของพระเป็นเจ้า ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน
(ลูกา ๑.๓๘) ดร.ชองได้แสดงความคิดว่า มารีย์ สาวพรหมจารีย์ที่อ่อนหวานหยดย้อย
เช่นนี้ คือสุภาพสตรีที่สุภาพบุรุษสร้างเธอขึ้นมาต่างหาก
สอง-สามทศวรรษมาแล้ว ที่นักศาสนศาสตร์สตรีโปรเตสแตนต์ชาวเอเชีย ได้ค้นหาบทบาทของแม่พระในคริสตจักรโปรเตสแตนต์
พร้อมทั้งเสนอมุมมองใหม่ในบริบทท้องถิ่นของชาวเอเชีย ดังนั้นพวกเราจึงเห็นบทบาทของแม่พระว่าเป็นสตรีที่เข้มแข็ง
เป็นยอดหญิงที่สุดยอดของความอดทน เป็นที่พึ่งของลูกตั้งแต่วินาทีแรกที่พระกุมารอยู่ในครรภ์
แม่พระทรงร่วมทุกข์ และเคียงข้างกับลูกชายสุดที่รักจนถึงนาทีสุดท้ายในชีวิตของพระบุตร
ซึ่งไม่แตกต่างกับมารดาชาวเอเชีย ที่ได้ทุ่มเททั้งชีวิตให้ลูกๆ ของพวกนาง
บทบาทของแม่พระในมุมมองของนักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียน
๑. สาวพรหมจารีย์: ต้นแบบของกุลสตรี
๒. มารีย์ มารดาผู้ประเสริฐ:อุทิศชีวิตแด่พระเจ้า
๓. มารีย์ ทำหน้าที่ของน้องสาว:ร่วมทุกข์กับสตรีอื่น
๔. มารีย์ สาวกแท้: สาวกคนแรกของพระเยซู
๕. มารีย์ ร่วมพันธกิจกับพระเจ้า:มีส่วนร่วมในแผนการไถ่มนุษยชาติ
๑. มารีย์ สาวพรหมจารีย์ ต้นแบบของกุลสตรี
นักศาสนศาสตร์สตรีโปรเตสแตนต์ ชาวอินโดนีเซีย อย่าง Marianne Katoppo มีความเห็นว่า
มารีย์ สาวพรหมจารีย์ มีความหมายว่าเธอได้รับการปลดปล่อยจากบุรุษและมีเสรีภาพในการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า
พรหมจารีย์ได้ให้เสรีภาพมารีย์ที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าโดยตรง มารีย์จึงค้นพบคุณค่าของตัวเอง
ว่าเธอเป็นใคร และเกิดมาเพื่อทำอะไรในโลกนี้
ความจริงแล้ว พรหมจารีย์คือ ภาวะอิสระของสตรี นั่นหมายถึงความเป็นสตรีทั้งหมดของมารีย์ที่เธอสามารถเปิดต้อนรับคนอื่นๆ
ทางด้าน ดร.Park Soon Kyung นักศาสนศาสตร์สตรีเกาหลีใต้อีกคนหนึ่ง แย้งว่าพระกุมารเยซูประสูติจากสาวพรหมจารีย์
มีความหมายว่า เหตุการณ์กำเนิดของชีวิตใหม่ไม่มีบุรุษเกี่ยวข้อง กำเนิดจากพรหมจารีย์คือการยุติบทบาททางสังคมที่ฝ่ายบิดามีอำนาจเหนือสตรี
ส่วนศาสนศาสตร์แห่งการปลดปล่อยตีความหมายว่า กำเนิดจากพรหมจารีย์คือสัญลักษณ์ของพระเจ้าที่บอกกับบุรุษว่า
พระองค์ทรงพิพากษาพวกเขาที่ได้กดขี่สตรี ในเหตุการณ์นี้พระเจ้าตรัสกับบุรุษเพศว่าการกดขี่สตรีเพศของพวกเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว
กลับมาที่ด้านสตรีเพศ พวกเธอต้องเข้าใจว่า ความรอดของมนุษยชาตินั้นไม่มีบุรุษเพศก็เพียงพอ
คริสตจักรโปรเตสแตนต์เน้นเรื่องพระกุมารกำเนิดจากหญิงพรหมจารีย์เป็นการอัศจรรย์
สะอาดบริสุทธิ์ ไม่เป็นมลทินเพราะความสัมพันธ์ทางเพศ หรืออีกนัยหนึ่งเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงเลือกร่างกายของสตรีเพศเพื่อพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์
ดังนั้นมารีย์หญิงพรหมจารีย์ ได้พ้นอำนาจของบุรุษเพศ ตามคำสอนของบรรพชน โดยเธอมาอยู่ภายใต้อำนาจของพระเจ้า
สาวน้อยพรหมจารีย์มารีย์มีเสรีภาพในการตัดสินใจ เธอจึงเป็นอิสระในการเลือกและตัดสินใจ
เพื่อจะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้า มารีย์สาวพรหมจารีย์ จึงเป็นแบบของกุลสตรีที่ได้รับการปลดปล่อย
และใช้ชีวิตที่มีคุณค่าและสูงส่ง เพื่อถวายเกียรติแด่พระเป็นเจ้า
๒. มารีย์ มารดาผู้ประเสริฐ:อุทิศชีวิตแด่พระเจ้า
มารีย์สาวพรหมจารีย์ คือสตรีที่กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว เด็ดขาด เธอสามารถก้าวออกจากกรอบของธรรมเนียมหรือจารีตดั้งเดิมที่บุรุษเพศเป็นใหญ่
เธอเลือกที่จะให้กำเนิดชีวิตใหม่ที่มาจากน้ำพระทัยพระเจ้า นั่นคือเธอยอมออกจากอำนาจเดิมที่ฝ่ายบิดาเป็นผู้กุมชะตาและลิขิตชีวิตเธอ
โดยเข้ามาอยู่ใต้อำนาจของพระเจ้า มอบชีวิตให้พระเจ้าทรงลิขิต การตัดสินใจของมารีย์เกิดขึ้นหลังจากฟังสารจากทูตของพระเจ้าว่าเธอนั้นเป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระเจ้า
พระองค์ทรงเลือกครรภ์ของเธอ เพื่อพระมหาไถ่ พระองค์ทรงเลือกเธอให้ทำหน้าที่เป็นมารดาเลี้ยงดูพระกุมารน้อยซึ่งเป็นบุคคลที่สำคัญยิ่ง
( ดู ลูกา ๑.๒๖-๕๖ )
เรื่องที่ทูตของพระเจ้าแจ้งแก่มารีย์ฟังง่ายแต่เข้าใจยากมาก แต่มารีย์กล้าหาญตัดสินใจทันที
เพราะเธอมีความเชื่อและวางใจพระเจ้ามากกว่าสิ่งอื่นใด เธอเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปได้เสมอสำหรับพระเจ้า
เธอพร้อมที่จะอุทิศชีวิตทั้งใจและกาย เพื่อให้กำเนิดพระเมสสียาห์ เพราะเธอรู้ดีว่าพระเมสสียาห์
คือบุคคลพิเศษที่ชนชาติของเธอรอคอยมานานแสนนาน มารีย์สาวน้อยพรหมจารีย์มีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความเมตตา
เธอมีความไวต่อความรู้สึกของคนอื่น เธอต้องการช่วยชนชาติของเธอให้ได้รับการปลดปล่อย
ดังนั้น เมื่อกาเบรียลทูตของพระเจ้าแจ้งข่าวว่าพระเจ้าทรงเลือกครรภ์บริสุทธิ์ของเธอ
เพื่อให้กำเนิดพระเมสสียาห์ หรืออีกนัยหนึ่ง ทูตกาเบรียลบอกมารีย์สาวน้อยบริสุทธิ์ว่าพระเจ้าทรงเลือกเธอเป็นมารดา
เพื่อฟูมฟักเลี้ยงดูพระกุมารน้อยที่เป็นพระเมสสียาห์ ฝ่ายมารีย์มีจิตใจพร้อมอุทิศทั้งชีวิตเพื่อคนอื่น
ยิ่งพร้อมอุทิศเพื่อพระราชกิจของพระเจ้า สาวน้อยพรหมจารีย์ตอบรับทันทีโดยไม่ลังเลใจ
ไม่ต้องเสียเวลาปรึกษาใครแม้แต่นิดเดียว เพราะมารีย์พร้อมอุทิศทั้งชีวิตเพี่อพระเจ้า
เธอยินดีจะให้แผนการของพระองค์ที่ชาวยิวรอคอยมานานนั้นสำเร็จ และเข้าใจถึงเกียรติที่พระเจ้าวางใจเธอหรือโปรดปรานเธอ
๓. มารีย์ ในหน้าที่ของน้องสาว:ร่วมทุกข์กับสตรีอื่น
มารีย์มีจิตใจอ่อนโยนและสงสารคนอื่นอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว ภาพที่เราเห็นชัดเมื่อเธอไปเยี่ยมญาติผู้พี่คือ
อลิซาเบธซึ่งกำลังมีปัญหาเดียวกัน คืออลิซาเบธตั้งครรภ์ในวัยชรา ทางด้านกายภาพทั่วๆไปไม่น่าเป็นไปได้
( ดูลูกา ๑.๕-๒๕ ) ฝ่ายมารีย์นั้นตั้งครรภ์จากฤทธิ์เดชของพระจิตเจ้า ทั้งสองคนอยู่ในสภาพเดียวกัน
สตรีทั้งสองจึงจับมือกันเดินบนถนนสายใหม่ด้วยความกล้าหาญ เพราะตามธรรมเนียมของยิว
พวกนางต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ทว่าทั้งมารีย์และอลิซาเบธ เข้าใจซึ่งกันและกัน
พวกเธอพร้อมใจกันเปิดใจ เผยชีวิต เพื่อพระจิตเจ้าทรงปฎิบัติพระราชกิจในชีวิตของพวกเธอได้
มารีย์ได้มาที่บ้านอลิซาเบธเพื่อปรับทุกข์และรับการปลอบใจ มารีย์คงอยากจะเล่าสิ่งแปลกๆที่เกิดขึ้นในตัวเธอ
ส่วนอลิซาเบธคงอยากเล่าถึงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในครรภ์ชราของนาง
ซึ่งหาคนเชื่อยาก ต่างฝ่ายต่างตะลึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเธอ พระเจ้าทรงใช้ครรภ์ของพวกเธอ
เพื่อแผนการแห่งความรอดที่มาถึงชนชาติอิสราเอล พวกเธอได้ต่อสู้กับตัวเองผ่านจุดของความหวาดกลัว
ก้าวมาถึงจุดของการเห็นใจกัน พร้อมร่วมทุกข์กัน เพราะแท้จริงแล้วมารีย์คงจะอายโยเซฟคู่หมั้นของเธอ
เพราะในสายตาของคนไม่เข้าใจแผนการของพระเจ้า ต้องคิดว่าเธอได้ทำผิดจารีตของการเป็นกุลสตรียิวที่ดี
แต่วินาทีที่มารีย์ได้ยินคำทักของ อลิซาเบธว่า เป็นไฉนข้าพเจ้าจึงได้รับความโปรดปรานเช่นนี้
คือมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้มาหาข้าพเจ้า ( ลูกา ๑.๔๓ ) มารีย์ได้รับคำยืนยันเกี่ยวกับฤทธิ์เดชของพระเจ้าจากพี่สาว
จึงทำให้เธอยิ่งมั่นใจในแผนการของพระเจ้า ดังนั้น มารีย์แสดงออกถึงความชื่นชมยินดีด้วยการร้องเพลงสรรเสริญ
เพื่อแสดงออกถึงการได้รับการปลดปล่อย โดยเธอกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
และพระราชกิจต่างๆที่ผ่านพงศ์พันธุ์ของอับราฮับ ( ดู ลูกา ๑.๔๖-๔๖ ) จึงเห็นภาพของสตรีว่าพวกเธอเองก็ปลอบใจกันและกัน
พร้อมอยู่เคียงข้างร่วมทุกข์เมื่ออีกคนหนึ่งท้อใจ ร่วมสุขและชื่นชมยินดีเมื่อมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นในชีวิตสตรี
๔. มารีย์ สาวกแท้: สาวกคนแรกของพระเยซู
น้อยนักที่เราจะเห็นใครกล่าวว่าพระมารดามารีย์ คือสาวกของพระเยซู เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องแม่พระ
เรามักจะมองว่าพระองค์คือสาวพรหมจารีย์ พระเจ้าทรงเลือกเธอเป็นมารดาของพระมหาไถ่
ที่กล่าวมาถูกต้องทีเดียว แต่นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียนอย่าง Dr.Virginia
Fabella มีความเห็นว่า ถ้าอัครสาวก คือบุคคลที่นำเสนอคำสอน และวิถีชีวิตของพระเยซูเจ้า
...ดังนั้นพระมารดามารีย์ คือสาวกคนแรกของพระองค์ เพราะว่าความเชื่อของมารีย์แสดงออกโดยการกระทำ
ตั้งแต่เริ่มแรกที่สาวน้อยมารีย์ได้ฟังทูตกาเบรียลว่าเธอจะตั้งครรภ์ โดยฤทธิ์เดช
ของพระจิตเจ้าเป็นแผนการของพระเจ้า เธอเชื่อและตอบสนองทันที มารีย์ไม่ได้เป็นเพียงมารดาฝ่ายเนื้อหนังของพระเยซูคริสต์
แต่แบบอย่างที่เธอวางไว้อย่างงดงามนั้นคือ การเป็นสาวกที่แท้จริง เพราะเธอเต็มไปด้วยความเชื่อ
วางใจในพระบุตร ตลอดชีวิตของเธอได้เรียนรู้คำสอน การดำเนินชีวิตจากพระเยชู
บุตรชายสุดที่รักของเธอ เธอเรียนรู้พระวาจาของพระเจ้ามาตลอด เธอนำคำสอนนั้นปฏิบัติในชีวิต
วาทะที่พระเยซูตรัสขณะถูกตรึงที่กางเขนว่า หญิงเอ๋ย จงดูบุตรของท่านเถิด"
และ จงดูมารดาของท่านเถิด (ยอห์น ๑๙.๒๖,๒๗) นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียนเห็นว่าแท้จริงแล้ว
พระเยซูไม่ได้หมายถึงให้สาวกดูแลแม่แก่ๆของพระองค์ แต่พระเยซูเจ้าทรงมอบหมายให้พระมารดามารีย์ทำหน้าที่แทนตามที่พระนางได้เรียนรู้จากพระองค์
และทรงยืนยันกับเหล่าสาวกที่กำลังเสียกำลังใจว่าถึงแม้พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว
พวกเขายังสามารถเรียนรู้เรื่องพระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของพระบุตรผ่านสาวกคนแรกคือ
พระมารดามารีย์ได้ ซึ่งแม่พระสามารถเป็นหัวหน้า ดูแล หนุนใจ ชี้แนะพวกเขาได้
เพราะแม่พระเรียนรู้เรื่องพระเยซูคริสต์เจ้าก่อนที่พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกนี้
ภายหลังเมื่อพระเยซูคริสต์ประสูติแล้ว แม่พระทรงเรียนรู้จากพระเยซูเจ้าโดยการเลี้ยงดูฟูมฟัก
การเคียงข้างพระองค์ตลอดสามสิบสามปี แม่พระทรงเห็นการอัศจรรย์มากมายที่บุตรชายของนางได้สำแดง
นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียน ต้องการชี้ประเด็นแก่โลกว่าแม่พระไม่ใช่ผู้หญิงที่อ่อนแอ
แม่พระทรงเป็นสาวกคนแรกของพระเยซูเจ้า เพราะ ความจริง พระมารดามารีย์ทราบตั้งแต่แรกว่าลูกชายของนางจะต้องทนทุกข์
ต้องให้ชีวิตแก่ชาวอิสราเอลและชาวโลก ดังนั้นแม่พระทรงเหมาะสมที่จะเป็น เสาหลัก
ดูแลเหล่าสาวกแทนพระเยซูคริสต์ เพราะพระมารดามารีย์ทรงพิสูจน์ให้โลกรู้ว่าพระนางเป็นสตรีแข็งแกร่ง
ทรงผ่านช่วงเวลาทุกข์ยากเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสมาตลอดชีวิตตั้งแต่รับสารจากทูตสวรรค์กาเบรียล
โดยแม่พระตอบสนองว่า ดูเถิด ข้าพเจ้าเป็นทาสีของพระเจ้า ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน
(ลูกา ๑.๓๘ ) ตั้งแต่วินาทีนั้น แม่พระมีประสบการณ์ตื่นเต้น ท้าทายความเชื่อตลอดเวลา
ซึ่งทำให้พระนางเองต้องพึ่งพาพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น แม่พระผ่านความทุกข์ขมขื่น
เดียวดาย ความเจ็บปวดที่ลูกชายสุดที่รักได้รับมาตลอด จนกระทั่ง เมื่อถึงเวลากำหนดของพระเจ้า
พระเยซูคริสต์ถูกพิพากษาโดยเพื่อนร่วมชาติตัดสินประหาร ก่อนถูกประหารสิบสองชั่วโมงสุดท้าย
ที่พระบุตรเจ็บปวด พระมารดายิ่งรวดร้าวใจแทบขาด พระนางจึงเคียงข้างพระบุตรในพระมหาทรมานครั้งนี้ด้วย
ความรักและเต็มใจยิ่ง
๕. มารีย์ ร่วมพันธกิจกับพระเจ้า: มีส่วนร่วมในแผนการไถ่มนุษยชาติ
เมื่อผู้เขียนมีโอกาสได้ศึกษาเรื่องพระนางมารีย์ จึงไม่แปลกใจที่พี่-น้องคริสตังได้ยกย่องแม่พระว่าเป็นมารดาของประชาชาติ
เพื่อนคาทอลิกบางคนให้ความเห็นที่น่ารักว่า เมื่อเราเป็นทายาทร่วมสายโลหิตกับพระเยซูคริสต์
พระเยซูทรงเป็นพี่ชาย แล้วเราผู้เชื่อเป็นน้องพระเยซู มารดาของพระเยซูคือแม่ของพวกเราด้วย
เมื่อฟังความคิดของเพื่อนเช่นนี้ก็ทึ่งกับการอธิบายที่ดีของเพื่อน อย่างไรก็ตาม
ฉันไม่กล้าตีสนิทเป็นน้องพระเยซูเพราะรู้สึกขนลุกในความต่ำต้อยของตัวเอง
มิบังอาจไปเทียบกับพระองค์ แต่ในเวลาเดียวกัน ในกรอบคริสเตียน ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าในพระนามพระเยซูคริสต์อย่างมั่นใจว่าพระองค์ทรงเป็นมหาปุโรหิต
เป็นคนกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ถ้าฉันจะวิงวอนต่อแม่พระ ก็ไม่ถนัดเอาเสียเลย
จนทำให้เพื่อนคริสตังบางคนอึดอัดใจที่ฉันไม่ค่อยทักแม่พระ ทั้งๆที่สนิทสนมกับลูกชายของแม่
จนคริสตังบางคนรู้สึกว่าฉันไม่นับถือแม่ของพระเยซูคริสต์
นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียนส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า พระมารดามารีย์ทรงมีส่วนสำคัญที่สุดสำหรับแผนการไถ่ของมนุษยชาติ
เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้พระเยซู พระบุตรมาเกิดในโลกนี้ มีเนื้อหนังเป็นมนุษย์แท้
พระบุตรจะต้องอยู่ในครรภ์สตรีเพศเหมือนทารกปกติคนหนึ่ง ได้รับการเลี้ยงดูแบบทารกของมนุษย์คนหนึ่ง
พระราชกิจของพระเจ้าคือการไถ่บาปจะสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่มีสตรีคนใดร่วมมือ
ขณะเดียวกันพระเจ้าทรงเลือกสตรีที่เหมาะสมโดยพระองค์เอง และให้เสรีภาพในการตัดสินใจแก่สตรีคนนั้นด้วย
.....นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียนจึงหันมาทบทวนบทบาทของแม่พระต่อแผนการไถ่
และเห็นพ้องต้องกันว่าแม่พระคือผู้ร่วมแผนการไถ่ คือเป็นผู้ที่มีส่วนที่ทำให้แผนการไถ่มนุษยชาติ
เป็นไปได้หรือสำเร็จ
ยิ่งกว่านั้นด้านนักศาสนศาสตร์สตรี กล่าวว่า มารีย์คือผู้ได้รับการไถ่เป็นคนแรก
โดยการยอมรับการทรงเรียกจากพระเจ้าในเป็นผู้ร่วมในแผนการไถ่ อีกนัยหนึ่งพูดได้ว่า
เพราะความกล้าหาญ เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าที่ตรัสผ่านทูตสวรรค์กาเบรียลผู้นำสารมาถึงเธอว่า
พระเจ้าทรงเลือกเธอให้เป็นผู้ร่วมงานกับพระองค์ มารีย์ ไม่สงสัยสิ่งที่ทูตกาเบรียลบอกเลย
แต่กลับรับคำด้วยความชื่นชมยินดี นี่คือแบบอย่างที่ดีแก่คริสตชนในการวางใจพระเจ้าทั้งหมด
ทั้งๆที่สิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้นหรือยังไม่เข้าใจ มารีย์มั่นใจว่าสิ่งที่ยังไม่เห็นนั้นมีจริง
เธอเชื่ออย่างไม่สงสัย วางใจพระเจ้าทั้งหมด ด้วยการตัดสินใจร่วมในแผนการไถ่อย่างไม่ลังเลของเธอ
มารีย์จึงเหมาะสมที่จะได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าอย่างแท้จริง
จึงสรุปว่า นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียนกำลังให้ความสำคัญและเพิ่มบทบาทของพระมารดามารีย์
โดยนำเสนอรูปแบบชีวิตของพระนางที่สตรีเอเชียควรเลียนแบบ ในการติดตามพระเจ้า
การแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ สตรีในคริสตจักรโปรเตสแตนต์น่าจะเลียนแบบจากพระมารดามารีย์
โดย ยึดเอา มารีย์ สาวพรหมจารีย์: ต้นแบบของกุลสตรี แสดงบทบาทการเป็นมารดาและการอุทิศชีวิตในพระราชกิจของพระเจ้าเหมือน
มารีย์ มารดาผู้ประเสริฐ:อุทิศชีวิตแด่พระเจ้าเราสามารถมีใจเดียวร่วมทุกข์กับคนที่ทุกข์ใจ
ร้องไห้กับคนที่เจ็บปวด ชื่นชมยินดีกับคนที่มีความสุข เหมือน มารีย์ ในหน้าที่ของน้องสาว:ร่วมทุกข์กับสตรีอื่น
ถึงแม้เราจะไม่ใช่สาวกคนแรกของพระเยซู แต่เราสามารถเป็นสาวกแท้เหมือน มารีย์
สาวกแท้: สาวกคนแรกของพระเยซู และเราไม่ใช่คนที่พระเจ้าเลือกมาร่วมแผนการทรงไถ่
แต่พระองค์ทรงเลือกเราให้ได้รับการไถ่เพราะ มารีย์ ร่วมพันธกิจกับพระเจ้า:มีส่วนร่วมในแผนการไถ่มนุษยชาติ
|