| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
20 มีนาคม 2001 เช้านี้พวกเราตื่นกันเร็วหน่อยเพราะต้องรีบขนของที่ต้องใช้ทำกิจกรรมกับเด็กไปที่โรงเรียนและไปเตรียมสถานที่ด้วย วันนี้ที่โรงเรียนมีกิจกรรมให้เด็กปลูกต้นกล้วย ตอนเย็นมีเลี้ยงส่ง ป.6 เด็กปลูกต้นกล้วยเสร็จก็ประมาณ 9 โมงครึ่ง จากนั้น พวกเราก็รวมเด็กแล้วแบ่งเป็น 4 กลุ่ม มีเด็กทั้งพุทธและคริสต์ประมาณ 80 คน ตารางคร่าวๆของเรามีดังนี้ 9.00-11.0 มีการจัดกิจกรรม สอนคำสอน เกมส์ต่างๆ
หลังจากเราปล่อยเด็กกลับบ้านแล้ว เราก็ขนข้าวของกลับวัด เราจะมีประชุมงานที่เราจัดกันวันนี้ มีการประเมินผลและกำหนดตารางในวันพรุ่งนี้ เด็กที่มาร่วมกิจกรรมกับเราวันนี้ส่วนมากก็ให้ความร่วมมือดี หวังว่าคงจะดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันตอนเย็นหลังจากจัดค่ายเสร็จแล้ว เราจะไปเล่นโปโลน้ำที่ลำน้ำมาง ก็เรียกสายตาจากเด็กแถวนั้นได้หลายคู่เหมือนกัน ที่สำคัญ เด็กๆเริ่มจำชื่อพวกเรากันได้บ้างแล้ว แต่มีเพื่อนผมอยู่ 2 คนที่เด็กชอบจำสลับกันอยู่เรื่อย คือนายปุ๋ยกับนายหนุ่ม ผมก็ไม่ทราบว่าพวกเขาเหมือนกันตรงไหน คืนนี้เราต้องรีบออกจากบ้านเพื่อไปสำรวจและไปนอนที่บ้านสัตบุรุษด้วย 21 มีนาคม 2001 ตื่นประมาณ 6 โมง ผู้เขียนต้องเดินข้ามน้ำมาง อันเป็นชื่อเราเรียกกันสั้นๆ ตอนเช้าหมอกลงหนามาก แทบมองไม่เห็นทางเลย กว่าจะข้ามมาได้ลื่นหกล้มหลายครั้ง เมื่อคืน ผมไปนอนที่บ้านสัตบุรุษ โดยมีแม่บ้านเป็นคาทอลิก ส่วนพ่อบ้านเป็นพุทธ แม่บ้านบอกกับผมว่าถึงจะถือกันคนละศาสนาแต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มีบางบ้านที่สบกอกที่สามีภรรยานับถือกันคนละศาสนา เขาก็จะมีการแยกมุมพระไว้ มีข้างหนึ่งเป็นของศาสนาคริสต์ อีกข้างหนึ่งเป็นของศาสนาพุทธ บางบ้านพ่อแม่สามีเป็นคนพุทธ แต่มีลูกสะใภ้เป็นคนคริสต์ก็ถึงกับตัดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีกเลย แต่เรื่องนี้มีคนเล่าให้ฟังครับ ไม่ได้ประสบเอง วันนี้เป็นวันเรียนวันสุดท้ายของนักเรียนที่นี่ พรุ่งนี้ก็ปิดเทอมแล้ว ผู้เขียนก็รู้สึกเป็นห่วงว่าเด็กยังจะมาร่วมค่ายกับเรารึเปล่า เพราะจำนวนเด็กรู้สึกว่าจะน้อยลง เราจะไปตามก็ไม่รู้จะไปตามที่ไหน เพราะหมู่บ้านก็กว้าง เด็กก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่บ้านไหนกันด้วย ก็เลยจัดกันเท่าที่มีนี่ละ เยาวชนที่นี่เขาจะมีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ให้หมู่บ้าน อาจจะเดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้ง ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวันอังคารก็มีการพัฒนาปรับปรุงจุดชมปลา ปลาที่จุดชมปลานี่เขาห้ามจับ ถ้าฝ่าฝืนปรับ 1500 บาท วันนี้ ครูเรือน บราเดอร์ก๊วยและนายหนุ่มขับรถไปรับเด็กจากหมู่บ้านผาสุขที่จะมาร่วมค่ายกับเรา บ้านผาสุขก็มีวัดของคณะพระมหาไถ่อยู่ไม่ไกลจากบ้านห่างทางหลวงเท่าไร ถ้าเช่นนั้น คิดดูแล้ว พ่อวิปก็ต้องดูแลวัดถึง 3 วัดเพียงคนเดียว นับว่าเป็นงานหนักเหมือนกัน สามทุ่มวันนี้ พวกเรายกพลไปเที่ยวงานที่บ้านสบมาง ขอแก้ข่าวนิดนึงครับ งานนี้ไม่ใช่งานวัด แต่เป็นงานการกุศล รายได้ทั้งหมดเข้าโรงเรียนเพื่อพัฒนา งานนี้เป็นงานเล็กๆ มีเวทีให้ขึ้นไปเต้นกับสาวรำวง แล้วก็มีบิงโกเท่านั้น แต่เท่านี้ก็ถือว่าใหญ่แล้ว เพราะแถวนี้ไม่ค่อยจะมีการจัดงานเท่าไร การขึ้นไปเต้น เขาก็นับกันเป็นเพลง ราคา 2 เพลง 5 บาท มีทั้งเพลงลูกทุ่ง เพลงสตริง แล้วก็จะมีรอบเหมา แล้วก็รอบฟรี ซึ่งจะมีคนเยอะหน่อย เวทีเต้นก็มีเสาขึ้นไปสูงประมาณ 1 เมตร มีเสื่อไม้ไผ่ แล้วก็ไม้ไผ่รองอยู่เท่านี้เอง ดูแล้วก็ไม่น่าแข็งแรงเท่าไร แต่พอขึ้นไปแล้วก็รู้สึกแข็งแรงดีเหมือกัน เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว พวกเราก็ขึ้นไปเต้นกับเขาด้วย สำหรับบิงโก ผมเพิ่งเคยเห็นใช้ไม้ทำนี่ล่ะ แผ่นละหนึ่งบาท มีตังแต่เลข 1 ถึง 16 เรียกว่าเล่นเร็วจบเร็ว บางครั้งบิงโกพร้อมกัน 8 คน ก็ใช้จับฉลากเอา และเพื่อไม่ให้เสียเที่ยวเช่นกัน พวกเราก็ลองเล่นด้วย แต่ไม่มีใครมีดวงกันเลยสักคน ขากลับจากเที่ยวงาน เราผ่านทางเข้าบ้านที่เป็นบ้านที่ใช้รับรองเวลาสมเด็จพระเทพฯเสด็จมาพักผ่อน จากทางเข้าถึงบ้านน่าจะไกลเป็นกิโล แต่ทั้งถนนและบ้านทำดีและสวยมากแม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้วก็กลับบ้านพักของเรา 22 มีนาคม 2001 พวกเราย้ายค่ายจากที่โรงเรียนมาจัดกิจกรรมที่วัดของเรา นอกจากจะสะดวกแล้ว ไม่ต้องขนของกลับไปกลับมา สถานที่ก็กว้างขวางกว่าอาคารอเนกประสงค์ของโรงเรียน แค่ย้ายที่นั่งหน่อยก็ใช้ได้แล้ว ปัญหาที่คิดไว้ตอนแรกคือกลัวเด็กจะไม่มาเพราะอยู่ไกลบ้าน แต่พอเห็นเด็กมาแล้วก็คลายความกังวลลงไปเพราะเด็กก็มาเยอะอยู่เหมือนกัน เผลอๆมาเยอะกว่าเมื่อวานด้วย ชาวบ้านที่นี่นอกจากจะทำไร่แล้ว งานที่ทำกันเกือบทุกบ้านคืองานสาน มีทั้งสานเสื่อ เชิงตะเกียง แล้วก็สานเป็นผืนทั้งเล็กใหญ่ เรียกว่ามีเยอะแยะจนจำไม่หมด ราคามีตั้งแต่สี่สิบ จนถึงเป็นร้อยกว่าบาท ก็ไม่แพงจนเกินไป เพราะเท่าที่เห็น งานแต่ละชิ้นดูประณีต และที่สำคัญใช้มือทำทั้งหมด สำหรับเรื่องทางการตลาดนั้นก็จะมีคนในหมู่บ้านมารับซื้อไปขายถึงบ้าน ข้าวเย็นของเราวันนี้มีเมนูพิเศษ คือ แกงคั่วงูสิง โดยมีพี่เรือนเป็นคนแกง ผมไม่รู้เหมือนกันว่าครูเรือนไปเอามาจากไหน รู้แต่ว่ารสชาติแซ่บเกินบรรยาย เมนูมื้อต่อไปนึกอยากจะกินตุ่นย่าง แต่ถ้าจะเอาตุ่นที่นายทื่อเพื่อนผมเลี้ยงไว้มากิน ก็กลัวเค้าไล่เตะเอา วันนี้ เราประชุมเรื่องการปิดค่าย และก็อาจมีกิจกรรมเดินรูป 14 ภาคและสวดสายประคำให้ชาวบ้านได้มาร่วมกันในช่วงตอนเย็น 23 มีนาคม 2001 ตื่นเช้าด้วยอาการเจ็บคอ สงสัยจะเป็นหวัดเสียแล้ว โชคดีที่เราพอมียาติดมาด้วย วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้จัดกิจกรรมแบบเต็มๆวัน ก็ขอบันทึกภาพไว้เยอะๆเสียหน่อย พูดถึงเรื่องการถ่ายภาพ พวกเรามีกล้อง 2 ตัว กล้องตัวแรกเป็นกล้องถ่ายภาพธรรมดาทั่วไปซึ่งเป็นของพ่อวิป ส่วนกล้องตัวที่สองเป็นกล้องดิจิตอลของบราเดอร์ก๊วย ซึ่งใช้ "สมาร์ทมีเดีย" เก็บภาพไว้ ราคาที่ซื้อตอนนั้นประมาณ 3 หมื่นกว่าบาท ถ้าตอนนี้ก็คงเหลือประมาณ 2 หมื่นบาท บราเดอร์ก๊วยยังชอบเล่นคอมพิวเตอร์ และเล่นเครื่องดนตรี คือ ฟลุ๊ท และยังเล่นเปียโน คีย์บอดร์ดได้ด้วย บราเดอร์บอกว่าตัวเองไม่ค่อยมีพรสวรรค์ แต่อาศัยความพยายาม ใช้พรแสวงเอา ประมาณหนึ่งทุ่มของวันนี้ เราจัดให้มีเดินรูป 14 ภาค เพื่อให้ชาวบ้านได้มาร่วมด้วย จากการสังเกตของผม ชาวบ้านบางคนมีความรู้สึกอยากจะเข้าวัดมาก แต่บางครั้ง เนื่องจากไม่ค่อยมีคุณพ่อประจำวัด สัตบุรุษก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร พ่อวิปก็ต้องดูแลวัดอีก 2 วัด นี่แหละที่เขาเรียกว่า "ข้าวในนามีมาก แต่คนงานมีน้อย" ผมก็ขอให้พระส่งคนงานมาเยอะๆทีเถอะ 24 มีนาคม 2001 วันนี้เป็นการเสร็จกิจกรรมการจัดค่ายของพวกเรา รู้สึกว่าเด็กจะมาน้อยผิดปรกติ สงสัยติดดูการ์ตูนที่บ้าน อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ปิดค่ายกันในภาคเช้า พูดอะไรนิดหน่อยและร้องเพลงจบ ก็นับว่าการออกค่ายครั้งนี้ทำให้พวกเราได้รับประสบการณ์เต็มเหนี่ยวกันทุกคน จากนั้นไม่นาน พ่อวิปก็มาถึงพร้อมกับขนมและอาหารที่ต้องติดมาทุกครั้งที่มาเยี่ยมเรา ภาคบ่าย พวกเราไปปิคนิคที่น้ำตก ความจริงเรียกว่าไปเล่นน้ำจะถูกกว่า ทางไปน้ำตกก็ไม่ไกลนักหรอกครับ ข้ามเขาประมาณลูกสองลูก ข้ามเขานี่ไม่ได้หมายความว่าต้องเดินขึ้นไปนะครับ แค่เราเดินเลียบไปตามตีนเขา เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะตกใจ ทางก็รกชัฏพอสมควร เรียกว่าเราเดินผ่านป่าไปก็ได้นะครับ เรื่องจะมีสัตย์อะไรโผล่ออกมาก็ไม่ค่อยเสียวเท่าไหร่หรอกครับ แต่ที่เสียวก็คือตอนข้ามสะพาน ซึ่งตัดไม้ไผ่มาทำ ส่วนราวจับนั้นก็ใช้เหล็กเส้นมาขึงเอาไว้ ดูๆไปแล้ว ไม่ค่อยน่าไว้วางใจนักแต่พวกเราก็ผ่านมาได้ทุกคน ที่น่าห่วงที่สุดก็คือนายเก่งเพื่อนผม ที่พาน้ำหนัก 100 กว่ากิโลผ่านมาได้ เพราะถ้าตกลง การเที่ยวน้ำตกก็คงเป็นการไปเที่ยวโรงพยาบาลแทน น้ำตกที่เราไปนั้นเป็นน้ำตกเล็กๆ หลังจากพวกเราเล่นน้ำ กินขนมและส้มตำที่นำมาจากบ้านพี่เรือนแล้ว ก็เดินทางกลับ ขากลับ พวกเราใช้การล่องไปตามน้ำแทน เพราะน้ำจะไหลออกสู่น้ำมางพอดี พวกเราเดินมั่งว่ายน้ำมั่ง จากนั้นก็ขึ้นเดินผ่านไร่ของชาวบ้าน กำลังเดินอยู่ดีๆ ก็มีงูเห่าเลื้อยตัดหน้า พวกเรารีบล้อมจับ แต่ไม่ทัน เลยชวดกินต้มยำงูเห่า บางคนบอกว่ามีงูตัดหน้า สงสัยจะได้พบเนื้อคู่เสียล่ะมัง ว่าเข้าไปนั่น หลังอาหารเย็น พวกเราแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกนำชาวบ้านสวดสายประคำ อีกกลุ่ม ซึ่งมีผู้เขียน นายทื่อ พี่โอและครูเรือนตามพ่อวิปไปทำมิสซาที่หมู่บ้านผาสุข เห็นวัดที่หมู่บ้านผาสุขก็นึกว่าเป็นวัดที่บ้านห้วยเลียบเสียอีก เพราะทั้งภายนอกภายในเหมือนกันเกือบทุกอย่าง จะเรียกว่าเป็นวัดฝาแฝดกันเลยก็ได้ ชื่อของวัดก็คือ วัดแม่พระบังเกิด คริสตชนที่บ้านผาสุขยังมีไม่มาก และน้อยกว่าที่บ้านห้วยเลียบและบ้านสบกอก มิสซาที่บ้านผาสุขเราทำแทนมิสซาวันอาทิตย์ เพราะพรุ่งนี้พ่อวิปต้องทำมิสซาที่สบกอก ผู้เขียนเคยได้ยินคุณพ่อบรรจง ไชยรา เจ้าคณะพระมหาไถ่พูดไว้ว่า "สงฆ์ในคณะพระมหาไถ่มีลักษณะพิเศษคือสามารถที่จะแปลงบทเทศน์ให้เข้ากับสถานการณ์ได้" แล้วก็เห็นจริง เพราะพ่อวิปของเรา แทนที่จะอ่านบทวรสารแบบธรรมดาตามตัวหนังสือ ก็เปลี่ยนเป็นแบบนิทานแทน ซึ่งก็ได้ผล ทำให้เด็กๆเลิกส่งเสียงแล้วหันมาฟังอย่างตั้งใจ นับว่าเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่น่าจดจำ พระวรสารที่พ่อวิปเล่านั้นเป็นเรื่องลูกล้างผลาญ กลับมาถึงบ้านสบกอก พวกสัตบุรุษก็ทยอยกันกลับบ้านหมดหลังสวดสายประคำเสร็จ วันพรุ่งนี้ หลังมิสซาเช้าเสร็จพวกเราก็จะกลับบ้านวังตาว ผู้เขียนอยากขอบคุณบรรดาชาวบ้านที่นำข้าวสาร ข้าวเหนียว เนื้อสัตว์ต่างๆ ผัก แม้บางคนจะไม่ได้เป็นคาทอลิกก็ยังมีน้ำใจ ขอบคุณพี่พรที่ทำอาหารให้เรากินทุกวัน และบรรดาน้องๆที่มาร่วมกิจกรรมค่ายคำสอนของพวกเรา ขอบคุณทุกคนครับ 25 มีนาคม 2001 เช้านี้พวกเราตื่นขึ้นมาก็รีบเก็บของ จัดทุกอย่างให้เข้าที่ให้เรียบร้อย จากนั้น มีมิสซาเวลา 7 โมงครึ่ง วันนี้มีคนมาวัดเยอะ มีทั้งคาทอลิกและเด็กที่เราสอนคำสอน ซึ่งแม้จะไม่ใช่คาทอลิก พวกเขาก็ยังสวดได้และทุกวันที่มีเข้าวัด ก็จะมาร่วมด้วย พวกเราในฐานะที่เป็นคนสอนก็รู้สึกดีใจว่าสอนได้ผลบ้างไม่มากก็น้อย หลังจากจากรับศีล ก็มีตัวแทนคริสตชนมากล่าวขอบคุณพวกเรา ซึ่งก็ฟังออกมั่งไม่ออกมั่งแต่ก็น้อมรับไว้ด้วยใจ เราทานข้าวเช้ากันที่บ้านพี่พร จากนั้นจึงเดินทางกลับ โดยมีรถสองคันคือของพ่อวิปและครูเรือน เราแวะเที่ยวที่อ.บ่อเกลือ ซึ่งเป็นทางผ่านพอดี ที่นั่นมีบ่อเกลือภูเขา ซึ่งเขาเขียนป้ายบอกว่า "แห่งเดียวในโลก" เห็นเป็นบ่อน้ำที่มีน้ำอยู่ แต่เมื่อชิมดูมีรสชาติเค็มและสามารถนำไปทำให้เป็นเกลือได้ จากนั้น เราขับรถผ่านอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ซึ่งเราแวะถ่ายรูปที่จุดชมดาว โดยด้านหลังของเรามีแบคกราวนด์เป็นหมอกทั้งหมด ครูเรือนบอกเราว่าถ้ามาเช้าหน่อยก็จะเห็นเป็นทะเลหมอกเลย แต่ตอนที่เรามาหมอกชักตีขึ้นหมดแล้ว เรามาถึงวังตาวประมาณบ่าย 2 โมง พ่อวิปมาถึงก่อนนานแล้วเพราะครูเรือนเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเราระหว่างทาง จากนั้น เราก็ขนของขึ้นห้อง เราต้องเปลี่ยนห้องนอน เนื่องจากมีซิสเตอร์คณะพระแม่มารีย์มาพัก ตอนเย็นมีการเลี้ยง โดยพ่อวิปเป็นเจ้าภาพ และมีการประเมินผลในการออกค่ายของเราทั้งสองค่ายที่ห้วยเลียบและสบกอก ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณ บก.เหินหาวที่ให้โอกาสผมเขียนเรื่อง แม้บางครั้งส่งต้นฉบับช้าไปหน่อย และสุดท้ายขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน ขอพระอวยพรครับ
|
12 เมษายน 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000