| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
หากใครมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชม "มุมสนทนา" ใน www.issara.com จะเห็นว่าช่วงนี้มีกระทู้ค่อนข้างจะร้อนเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า "ทำไมจำนวนคริสตชนไทยจึงคงที่" มานานแสนนาน ซึ่งนี่ไม่ใช่คำถามใหม่เลย เพราะผมเองได้ยินมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแล้ว แต่รู้มั้ยครับว่าคำถามนี้ตั้งกระทู้ขึ้นมาโดยใคร? "สัตบุรุษ" ครับ ไม่ใช่จากพระสงฆ์หรือนักบวชเลย แล้วกระทู้ที่ตามมาติด ๆ ก็คือ การวางตัว การทำหน้าที่ของพระสงฆ์นักบวช รวมไปถึงความไม่พอใจต่อบรรดาผู้อยู่ในฐานันดรในพระศาสนจักร นี่เป็นนิมิตหมายอันดีที่แสดงถึงความเติบโตในด้านความคิดความรู้สึก และการมีส่วนร่วมในพระศาสนจักรของบรรดาสัตบุรุษ ผมอยากเสนอให้มองอีกด้านหนึ่งเช่นกันว่า ในธรรมชาติของการทำงานแล้ว พวกคนดูนอกสังเวียนจะมองสถานการณ์แตกต่างจากนักมวยที่อยู่ในสังเวียน จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่จะได้ยินสัตบุรุษท้วงติงถึงความก้าวหน้าของการแพร่ธรรมในพระศาสนจักรเมืองไทยเรา แต่บรรดาพระสงฆ์นักบวชกลับไม่ได้คิดถึงคำถามนี้ บทบาทของศาสนาในสังคมไทย ที่ผมเปิดประเด็นขึ้นมาเช่นนี้ก็เพราะว่า อยากจะชี้ให้เห็นถึงบทบาทของพระศาสนจักรของเราในสังคมไทย ซึ่งหากพิจารณาในด้านสังคมแล้ว พระศาสนจักรคาทอลิกในแต่ละประเทศและท้องถิ่นนั้น มีบทบาทแตกต่างกันตามประวัติศาสตร์การแพร่ธรรม ในขณะที่พระศาสนจักรเมืองไทยของเราทำงานรับใช้สังคมอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล ช่วยเหลือผู้ยากจนและผู้ถูกทอดทิ้งโดยไม่แยกแยะศาสนาหรือเชื้อชาตินั้น ในประเทศสหรัฐกำลังประสบปัญหากับการปฏิรูปงบประมาณเงินสนับสนุนงานด้านสังคมสงเคราะห์ เพราะรัฐบาลของจอร์จ บุช และพรรครีพลับรีกัน มีแนวคิดที่จะให้หน่วยงานศาสนาเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จริงจัง และเข้าถึงประชาชนมากกว่า แต่ก็มีเสียงคัดค้านออกมาว่า องค์กรศาสนานั้นมักจะมีการเลือกปฏิบัติ และใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ศาสนา ยิ่งกว่านั้น กลุ่มลัทธิความเชื่อบางกลุ่มมีแนวคิดที่จะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์นี้มีเป้ามุ่งมาที่คริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกโดยตรง โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิการทำแท้ง ผู้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ และปัญหาการหย่าร้าง เป็นต้น ที่กล่าวมาข้างต้น เพื่ออยากจะชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันศาสนามีบทบาทในสังคมที่แตกต่างออกไปจากแนวคิดเดิม ทั้งในด้านของประวัติศาสตร์และกลุ่มชน ในสหรัฐอเมริกา ศาสนานั้นนอกจากเป็นลัทธิความเชื่อ ยังเป็นอำนาจในการต่อรองทางการเมือง เป็นกลุ่มสังคมที่เรียกร้องสิทธิของสมาชิกในกลุ่ม เช่น พระสงฆ์คาทอลิกผิวดำท่านหนึ่ง แยกตัวออกไปตั้งลัทธินิกาย African American Catholic โดยไม่ขึ้นกับกรุงโรม ตั้งตัวเองเป็นคาร์ดินัล พร้อมกับแต่งงานกับสาวชาวญี่ปุ่น มีพระสงฆ์ที่เป็นคนผิวดำส่วนหนึ่งเข้าร่วม พระสงฆ์ทุกคนแต่งงาน แล้วรวบรวมกลุ่มคริสตชนที่เป็นผิวดำเข้าเป็นสมาชิกในนิกายของตน จากเรื่องนี้ สิ่งที่เราเห็นคือ ปฏิกิริยาของสังคมหนึ่งที่ต้องการศาสนาที่พระสงฆ์แต่งงานได้ โดยเจาะจงว่าเป็นศาสนจักรของคนผิวดำที่สนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม และแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มที่ต้องการทางออกของตนเอง สำหรับศาสนาในเมืองไทยแล้ว ในเรื่องของการแพร่ธรรมนั้น ผมอยากจะใช้คำว่า "แพร่ศีลธรรม" มากกว่า เพราะเราไม่ได้มีความปรารถนาที่จะแพร่ศาสนา คือ ไม่ได้พยายามเพิ่มจำนวน แต่เราสื่อคุณค่าคำสอนและจิตตารมณ์ของพระวรสารออกไปในสังคมด้วยงานเมตตากิจต่าง ๆ สิ่งที่สังคมไทยเราสนใจอยู่ไม่ใช่องค์กรหรือลัทธิความเชื่อ แต่เป็นศีลธรรม หรือแนวปฏิบัติที่สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการคิดถึงเรื่องจำนวน หรือองค์กรที่เข้มแข็งและใหญ่โต จึงไม่ใช่แนวคิดของศาสนาในสังคมไทยโดยเนื้อแท้ (เว้นแต่จะมีบางท่าน บางก๊ก บางเหล่าที่หลงทางอยากสร้างอาณาจักรส่วนตัวอย่างที่เราเห็นเป็นข่าว หรือแม้แต่ในพระศาสนจักรเมืองไทยเราเอง) แม้เราจะบอกว่า โรงเรียนคาทอลิกมากมาย วัดมากมาย โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง แล้วทำไมจำนวนคาทอลิกเท่าเดิม ผมอยากบอกว่า โรงเรียนคาทอลิก องค์กรคาทอลิกต่าง ๆ มีเพื่อแพร่ศีลธรรม ไม่ใช่เพื่อทำให้คนมาเป็นคาทอลิก เพราะหากพิจารณาในแง่ของคำสอนพระศาสนจักรด้านสังคม ผมถือว่าถูกต้องตามจิตตารมณ์ทีเดียว เพราะรัฐบาลหรือสังคมไทยไม่เคยตั้งข้อกังขาในการทำงานของศาสนจักรคาทอลิกไทยว่าเพื่อรับใช้ช่วยเหลือหรือเพื่อเผยแพร่ศาสนา แต่สิ่งที่สังคมไทยมองเห็นคือ คุณค่าทางศีลธรรมที่มีพื้นฐานอยู่ที่ความรัก ความเคารพและความเสียสละ ซึ่งสำคัญกว่าการรับสมัครคนเข้ามาเป็นสมาชิกในพระศาสนจักรเสียอีก งานสังคมสงเคราะห์ของพระศาสนจักร: รับใช้ช่วยเหลือผู้ยากไร้หรือเพื่อแพร่ศาสนา แม้แนวคิดโดยทั่วไปในอดีตจะมองว่า "คริสตศาสนา" เป็นศาสนาของพวกต่างชาติ แต่คริสตศาสนาก็สามารถมีบทบาทในสังคมไทยอย่างกว้างขวางนับแต่ศตวรรษที่ 17 มีบางช่วงเวลาที่มีความคลางแคลงใจกับงานด้านสังคมสงเคราะห์ของคริสตศาสนาว่าเป็นไปเพื่อการรับใช้ช่วยเหลือ หรือเพื่อเป็นเครื่องมือของการแพร่ธรรม ซึ่งหากเราเข้าไปมองดูคำสอนของพระศาสนจักรด้านสังคมจะเห็นว่า ได้มีการบ่งบอกไว้อย่างชัดเจนว่า เหตุผลหลักของการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากนั้นมาจากคำสอนแห่งความรักและการแบ่งปัน ในซีกโลกตะวันตก งานสังคมสงเคราะห์ได้พัฒนามาโดยองค์กรศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "คริสตศาสนา" ซึ่งแตกต่างจากโลกตะวันออก ซึ่งงานทางด้านสังคมสงเคราะห์นั้นพัฒนามาจากสถาบันปกครอง อาจจะจากกษัตริย์หรือเจ้าเมือง ที่จะทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขคนยากไร้ในเขตบ้านเมืองของตน จากจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน แต่พัฒนาการทางด้านสังคมสงเคราะห์ได้ควบคู่จนมาถึงจุดร่วมเดียวกันที่ว่า งานด้านสังคมสงเคราะห์นั้นมาอยู่ที่สถาบันศาสนา ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทุกปัญหาสังคมที่ได้รับการใส่ใจดูแลเป็นอันดับแรก ก็จากองค์กรศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเด็กกำพร้าหรือเด็กยากจนที่มาอาศัยวัดเรียน หน่วยงานเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องการรับการบำบัดด้านยาเสพติดก็เริ่มต้นโดยวัด จนปัจจุบัน ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง ก็ได้รับการช่วยเหลือจากวัดหรือองค์กรศาสนา นักเขียนชาวอเมริกันท่านหนึ่งชื่อ Washburn (1970)ได้เขียนหนังสือที่ชื่อว่า The Religious Motive in Philanthropy หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอเรื่องราวของบุคคลในประวัติศาสตร์ที่เสียสละช่วยเหลือผู้ยากไร้ โดยพิจารณาถึงแรงจูงใจในการเสียสละตนเองเพื่อส่วนรวมของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งก็มี นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี นักบุญวินเซนต์เดอปอล และเยซู ชาวนาซาเร็ธ โดยผู้เขียนสรุปว่า แม้แต่พระเยซูเจ้าก็ไม่ได้ช่วยเหลือคนยากไร้เพื่อให้มาเป็นศิษย์ แต่เพื่อให้เปลี่ยนแปลงชีวิต "จงไปแล้วอย่าทำบาปอีก" พระองค์ยังปฏิเสธบางคนที่ต้องการติดตามพระองค์ เมื่อพระองค์ให้ความช่วยเหลือ แต่ความช่วยเหลือของพระองค์นั้น อยู่บนพื้นฐานของคำสอนแห่งความรักและความเคารพต่อศักดิ์ศรีของมนุษย์ ซึ่งคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักรก็เน้นย้ำในเรื่องของศักดิ์ศรีมนุษย์ ความเสมอภาค สันติและความยุติธรรม (Vatican II) กรณีตัวอย่าง "ศูนย์พัฒนาบุคคล" ในชั้นเรียน อาจารย์ได้มอบงานให้เขียนโครงการวิจัยที่เราคิดว่าน่าสนใจสำหรับตัวเอง และคิดว่าจะเป็นประโยชน์เมื่อกลับไปเมืองไทย พื้นฐานของการวิจัยก็คือ "การสงสัย" เพราะการสงสัยเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้ ผมจึงเลือกที่จะสงสัยการทำงานสงเคราะห์ของพระศาสนจักรในเมืองไทย โดยเลือกกรณีตัวอย่างหน่วยงานที่คิดว่าน่าจะเข้าข่ายน่าสงสัย นั่นคือ "ศูนย์พัฒนาบุคคล" (Human Development Center) หรือที่เรียกตัวย่อกันว่า HDC ซึ่งริเริ่มและดำเนินการโดยคุณพ่อโจเซฟ ไมเออร์ ในปี 1973 โดยเริ่มงานที่สลัมคลองเตย ในส่วนผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้ ผมเชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาคาทอลิกกว่า 90% งานของคุณพ่อไมเออร์ไม่ได้มีการกล่าวถึงการให้ใครมาเป็นคาทอลิกด้วยซ้ำ คุณพ่อไมเออร์กลับบอกว่า ลักษณะของการทำงานโดยไม่เน้นที่การเผยแพร่ศาสนานี้ กลับทำให้งานของศูนย์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการให้ความช่วยเหลือแก่คนยากจน (Maier, 1991) แต่ในขณะเดียวกัน HDC ก็แสดงตนเองในฐานะที่เป็นองค์กรคาทอลิกอย่างเต็มภาคภูมิ ไม่ว่าในการสื่อสัมพันธ์กับผู้ที่มารับความช่วยเหลือ กับชุมชม หรือกับสื่อต่าง ๆ ผมเชื่อว่า ด้วยการไม่พยายามนับจำนวนว่า คนที่มารับความช่วยเหลือจากเรากลับใจเป็นคาทอลิกกี่คน คนไหนเป็นคาทอลิกบ้าง คนไหนอยากจะกลับใจบ้าง เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ "ศูนย์พัฒนาบุคคลิกภาพ" และตัวคุณพ่อไมเออร์เองได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับประเทศและต่างประเทศ แนวโน้มในอนาคต ผมว่าถึงเวลาที่เราจะมองศาสนาด้วยสายตาใหม่ มองงานด้านเมตตาจิตด้วยจิตตารมณ์ใหม่ เมื่อมิชชันนารีเข้ามาถึงเมืองสยามในสมัยก่อน มีบันทึกไว้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(1804-1868) ที่ตรัสแก่มิชชันนารีท่านหนึ่งว่า "สิ่งที่ท่านสอนเราให้กระทำนั้นน่าชื่นชมยิ่งนัก แต่สิ่งที่ท่านสอนเราให้เชื่อนั้นดูไร้สาระ" (Mahidol University, 2000) ผมคิดว่าคำกล่าวนี้มีความหมายลึกซึ้งเลยทีเดียว ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่จะสอนหรือบอกกล่าวกันได้ แต่เป็นพระหรรษทาน ให้เราแพร่ธรรมด้วยการกระทำ คือเผยแพร่พระธรรมของพระคริสตเจ้า ไม่ใช่เผยแพร่ศาสนา ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า มีกระแสเสียงฆราวาสที่เริ่มใส่ใจในบทบาทของพระศาสนจักรในเรื่องของการแพร่ธรรมและเมตตากิจ ผมมองเห็นว่า แนวโน้มของพระศาสจักรในเมืองไทยด้านงานสังคมสงเคราะห์ เราคงจะได้เห็นฆราวาสเข้ามามีบทบาทมากขึ้น องค์ประกอบสำคัญขึ้นอยู่ที่ว่า หากฆราวาสสามารถผ่ากระแสแนวคิดแบบเก่าที่มีพระสงฆ์เป็นผู้นำในทุกเรื่อง ให้หันมามองเห็นงานเมตตากิจและงานสังคมสงเคราะห์ว่าเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมและเพื่อมนุษย์ มากกว่าเป็นเรื่องของการแพร่ธรรม เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในนิวยอร์คมาแล้ว หากใครเคยคุ้นเคยกับชื่อ Dorothy Day หญิงสาวที่เริ่มต้นความสนใจของตัวเองด้วยการเป็นนักหนังสือพิมพ์ แล้วอยากเปลี่ยนแปลงสังคมตามความเชื่อและคุณค่าในฐานะคาทอลิก เธอริเริ่มขบวนการที่ชื่อว่า The Catholic Worker ในเมืองนิวยอร์ค เธอกับเพื่อน ๆ ได้ทำหนังสือพิมพ์เพื่อเผยแพร่ความคิดทางด้านสังคมตามแนวคำสอนของคาทอลิก เน้นในเรื่องความรัก ความยุติธรรมและสันติ โดยที่ไม่ได้สนใจในเรื่องศาสนาหรือเชื้อชาติ ทั้งยังให้ความช่วยเหลือแก่คนยากจนซึ่งมีอยู่มากมายในยุคนั้น นี่เป็นขบวนการกลุ่มสำหรับงานสังคมที่เริ่มต้นโดยฆราวาสที่ร้อนรน ในท้ายเล่มของอัตชีวิตของเธอที่ชื่อว่า The Long Loneliness ได้เขียนถึงจิตตารมณ์ของงานเมตตากิจของคาทอลิกไว้อย่างน่าประทับใจ เรานั่งคุยกันอยู่ ในขณะที่ผู้คนมาเข้าแถว พวกเขาพูดว่า "เราต้องการขนมปัง" เราไม่อาจที่จะตอบออกไปว่า "จงไป แล้วอิ่มหนำสำราญเถิด" ถ้าหากว่าเรามีขนมปังหกก้อนและปลาเล็ก ๆ สองสามตัว เราก็ต้องแบ่งให้เขาไป เรามีขนมปังอยู่เสมอ เรานั่งคุยกันอยู่ และผู้คนก็เข้ามาหาเรา เอาไปเลย ใครอยากได้อาหารเอาไปเลย เมื่อใครที่ได้อาหารเดินออกไป ก็จะมีที่สำหรับคนอื่นเดินเข้ามา และห้องนี้ก็ใหญ่ขึ้น เรานั่งคุยกันอยู่ และมีใครบางคนพูดขึ้นว่า "ให้พวกเราย้ายไปอยู่บ้านนอกดีกว่า" ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบง่าย ฉันคิดเช่นนั้นเสมอ ฉันพบว่าตนเอง เป็นคนเงียบ ๆ เป็นแม่ที่ร่าเริงสำหรับลูก ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะร่าเริงตลอดเวลา โดยมองเห็นว่าหน้าที่ต่าง ๆ เป็นเรื่องน่ายินดีอยู่เสมอ บางคนบอกว่า สิ่งอัศจรรย์ที่สุดสำหรับ The Catholic Worker ก็คือความยากจน หรือบางคนก็ว่า ชีวิตกลุ่ม ซึ่งทำให้เราไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่สำหรับบทสรุปก็คือ ความรัก ดังที่คุณพ่อซอสซิมากล่าวไว้ว่า วันเวลาที่โหดร้ายรุนแรงจะมาถึง เป็นวันเวลาที่ความเชื่อมั่นความความรักจะถูกทดลองด้วยไฟ เราไม่สามารถรักพระเป็นเจ้าได้เว้นแต่ว่าเราจะรักกันและกัน และเพื่อที่จะรักกันและกันเราต้องรู้จักกัน เรารู้จักพระเยซูเจ้าเมื่อพระองค์ทรงหักปัง และเรารู้จักกันและกันเมื่อเราแบ่งปันอาหาร และเราจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป เมืองสวรรค์คืองานเลี้ยง และชีวิตก็คืองานเลี้ยงเช่นกัน แม้ว่าจะมีแค่เศษขนมปัง แต่เราก็มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน งานสังคมสงเคราะห์ของพระศาสนจักรในเมืองไทยจะก้าวหน้าและแสดงออกถึงจิตตารมณ์คริสตชนอย่างแท้จริงได้ หากดำเนินไปด้วยสำนึกต่อสังคมและจิตตารมณ์แห่งพระวรสาร หาใช่เพื่อการเผยแพร่ศาสนาไม่ แต่เพื่อแพร่พระธรรม
|
14 กรกฎาคม 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001