| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
หลังจากที่ผมลาออกจากราชการ และนำชีวิตก้าวเข้าสู่วิถีทางของการเป็นนักบวชในคณะพระมหาไถ่ ผมก็ต้องเผชิญกับคำถามจากหลายท่านจากหลากหลายวงการ ทั้งฆราวาส และผู้ที่เตรียมตัวจะเป็นพระสงฆ์นักบวช ในคำถามเดียวกัน คือ ทำไมจึงลาออก? และคิดอย่างไรที่เข้ามาสู่วิถีชีวิตเช่น?นี้ จุดสำคัญมันอยู่ตรงที่ผมมียศพันโท และจบจากโรงเรียนนายร้อยจปร. แล้วไม่เสียดายอนาคตหรือ? หากจะต้องมาเริ่มต้นใหม่ การตอบคำถามเหล่านี้ ผมต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แม้ว่าจะเป็นความจริงที่อาจเกิดขึ้นเฉพาะกับผม หรือเป็นความจริงโดยทั่วไปที่เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ จำนวนมากก็ตาม เพราะจะมีผลกระทบต่อสถาบันที่สร้างผมมา หากกล่าวไปในเชิงลบก็จะกลายเป็นคนเนรคุณต่อสถาบัน หรือถ้าจะกล่าวในเชิงบวกสำหรับชีวิตใหม่ โดยหยิบยกเอาเรื่องกระแสเรียก อัศจรรย์หรืออะไรก็ตาม ก็ออกไปในทำนองโอ้อวด เพราะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงขอตอบโดยใช้แนวคิดที่เป็นเหตุผลสนับสนุนการตัดสินใจในขณะนั้นก็แล้วกัน ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเบื้องต้นด้วยการเข้ารับการศึกษาในวิทยาลัยแสงธรรม ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยครั้งมาก คือ "คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า" และเมื่อผมศึกษาถึงสาเหตุที่บราเดอร์บางท่านต้องลาออกไปทำให้ผมตกใจมาก เพราะมันเป็นเหตุผลเดียวกันกับการที่ผมลาอออกจากทหาร นั่นคือต้องการแสวงหาสิ่งที่เป็นสาระ เพราะคิดว่าคงจะทำอะไรได้ดีกว่า มีประโยชน์กว่าสิ่งที่เป็นปัจจุบัน อะไรทำนองนี้ แล้วผมจะอยู่ได้หรือ? มันจะไม่เป็นการหนีเสือปะจระเข้หรือ? ชีวิตต้องหนีไปเรื่อยๆจนตายกระมัง เมื่อถึงจุดนี้แล้ว ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศการสนทนากับคุณพ่อศิริชัย ท่านโยนคำถามใส่ผมว่า "ถ้าทางคณะให้คุณไปเช็ดอุจจาระปัสสาวะคนป่วย คุณจะทำได้ไหม คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ" และผมตอบว่า "ทำได้ ยินดีและเต็มใจครับ เพราะมันเป็นกิจศรัทธา เป็นงานรับใช้พระเป็นเจ้า" คำตอบตอนนั้นทำให้ผมหายใจหายคอโล่ง หมดความหนักใจในโลกอนาคตของผม เพราะแต่ละคนก็ย่อมมีที่อยู่อันเหมาะสมเป็นของตนเอง ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด มันเป็นการแสวงหาจุดยืนที่ตนรัก ช้อนกาแฟก็ต้องอยู่กับถ้วยกาแฟ ช้อนทานข้าวก็ต้องอยู่กับจานข้าว ถ้าสลับที่กัน ความโกลาหลอลหม่าน คงจะเกิดขึ้นเป็นแน่ ผมขอย้อนกลับไปสู่วันแห่งการตัดสินใจที่จะปลดโซ่ตรวน หรือเครื่องพันธนาการแห่งระบบราชการ ผมยังจำได้ดี วันนั้นอากาศค่อนข้างหนาว (ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 1999) ผมกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานในเวลาสองทุ่มเศษหลังจากได้รับคำสั่งด่วนให้ทำงานอะไรบางอย่าง วันนั้น ผมเหนื่อย เครียดและรู้สึกเสียเวลากับงานเดิมๆที่ง่ายแต่ไม่คืบหน้า เพราะเริ่มต้นตั้งแต่เช้า แต่ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหาความแน่นอนอะไรไม่ได้ สภาวะแห่งการหมดไฟเกิดขึ้นกับตัวผม หลังจากที่ผมใช้ความอดทนเป็นเวลานาน ซึ่งตลอดชีวิตรับราชการผมมักจะเป็นผู้ให้กำลังใจแก่ผู้อื่นเสมอเมื่อเขาเหล่านั้นเสียใจ ท้อแท้ สิ้นหวัง แต่มาวันนี้ หลังงานของผมไปไหนหมด? เมื่อผมทำงานเสร็จ ผมได้ตั้งคำถามให้กับตัวเอง คือ 1. ผลจากงานที่เราทำนั้น สังคมได้ประโยชน์อะไร?
เมื่อกลับไปบ้าน ผมต้องการผ่อนคลาย จึงเปิดวีดีโอดูหนังฝรั่งเรื่องหนึ่ง (ตอนซื้อมาคิดว่าเป็นหนังตื่นเต้น สยองขวัญ) เนื้อหาเกี่ยวกับทนายความที่ต้องว่าความเพื่อให้คดีชนะเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงความถูกผิดของข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับอาชีพนี้ หนังเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นชีวิตสองทาง คือทางแห่งการรับใช้ปีศาจ เพื่อแลกกับชัยชนะในทุกวิถีทางที่จะทำได้ โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม และทางตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ซึ่งบางครั้งก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้เพื่อดำรงความถูกต้องและยุติธรรม ซึ่งตอนท้ายของเรื่องมีประโยคคำพูดที่ผู้เป็นแม่ ซึ่งเคร่งศาสนา ได้สอนบุตรชายที่เป็นทนายความว่า "การเป็นทาสบนสวรรค์ดีกว่าการเป็นเจ้านายในนรก" รุ่งขึ้นในตอนเช้า ผมจึงเขียนใบลาออก ผมคงไม่นำเอาความรู้สึกเพียงวันเดียวมาตัดสินชีวิตทั้งชีวิต แต่มันก็มีส่วนสนับสนุนความตั้งใจเดิมๆที่อยากจะเป็นนักบวช ให้มีความมั่นใจ และกล้าที่จะตัดสินใจ เปรียบเทียบเหมือนกับเราขับรถไป เมื่อถึงสี่แยก เราคิดที่จะเลี้ยวขวาแต่เมื่อไปใกล้ถึงสี่แยก มีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถ สถานการณ์บังคับให้เราต้องหักหลบไปทางขวา เราคงสรุปไม่ได้ว่าเราเลี้ยวขวาไปเพราะสุนัขตัวนั้น แต่สุนัขตัวนั้นช่วยให้เราเลี้ยวขวาเร็วขึ้นต่างหาก ซึ่งศัพท์ทางเคมีเรียกว่าเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและนั่นคือการเปลี่ยนเส้นทางใหม่ ไปสู่จุดหมายใหม่ (ในความตั้งใจเดิม) พร้อมกับตัดต้นไม้ที่หลายๆคนคิดว่ามันคือต้นไม้แห่งชีวิตทิ้งเสีย เพราะกว่าจะมาถึงจุดเปลี่ยนนี้ ต้องใช้เวลานานพอสมควร ในการฝ่าฟันอุปสรรคความทุกข์ยากลำบาก ในสถาบันหลักอันทรงเกียรติถึง 3 แห่งด้วยกัน ได้แก่โรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อยจปร. และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก และเมื่อถึงเวลาที่ต้นไม้นั้นเติบโต พอที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต กลับมาตัดมันทิ้งเสีย แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่ติดตัวผมมาคือ ประสบการณ์ ดังที่คุณพ่อประเสริฐ (อธิการบ้านเณรใหญ่) กล่าวกับผมว่า สิ่งที่เราได้จากเวลาที่เสียไป คือประสบการณ์ที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงาน ที่ผมจารึกไว้ในความทรงจำมีมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ซึมซับมาจากรุ่นพี่ และเพื่อนร่วมงาน (ทุกคนไม่จำกัดชั้นยศ) ที่มีอุดมการณ์ เช่น ในห้วงที่เป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยจปร. เป็นรองผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 17 (จ.พะเยา) และไปช่วยราชการที่กองทัพภาคที่ 3 รับงานการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง ในด้านการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล และที่ประทับใจมากที่สุดตอนเป็นฝ่ายเสนาธิการจังหวัดทหารบกพะเยา งานสนุกมาก เพราะสามารถนำความคิดเชิงทฤษฎีมาปฏิบัติให้เกิดผลที่เป็นจริง ทั้งนี้เพราะมีผู้บังคับบัญชาที่ใส่ใจและลงลึกในรายละเอียด ด้วยหัวใจแห่งความปรารถนาดี ทุกอย่างจึงออกมาอย่างงดงาม นอกจากนี้ยังได้รับประสบการณ์ในการทำงานเป็นทีม ที่ต้องอาศัยการประสานงานและการประนีประนอมอย่างสูง คือตอนรับราชการอยู่ที่ มณฑลทหารบกที่ 33 (จ.เชียงใหม่) เพราะเป็นหน่วยใหญ่ และลักษณะงานต้องอาศัยการประสาน การปฏิบัติกับหน่วยงานอื่นๆทั้งในทางแนวตั้งและแนวนอน เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ ก็ขอให้น้องบราเดอร์ทั้งหลายมีความมั่นใจเถิดว่า เดินมาถูกทางแล้ว หากต้องการมีชีวิตบนจุดยืนของการเป็นผู้ให้ หรือผู้รับใช้อย่างเสียสละ เพราะสิ่งที่มีค่าทั้งหลายบนโลกนี้ เขาวัดกันด้วยอะไร ถ้าไม่ใช่การเป็นผู้ให้ ต้นไม้ที่มีค่าคือต้นไม้ที่ให้ผลผลิต คนที่มีค่าคือคนที่มีอะไรจะให้แก่ผู้อื่น กล่าวคือเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม หรือเป็นผู้รับใช้สังคมนั่นเอง เปรียบเหมือนลำธารน้ำใสที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ เพื่อให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้ดื่มกิน และเขาเหล่านั้นคือผู้ที่อยู่ในสังคมอย่างต่ำต้อย ขาดแคลน และถูกทอดทิ้ง หากเราจะสูบน้ำขึ้นเก็บในถังสูง ก็เพียงเพื่อมีเจตนาให้น้ำมีปริมาณมากพอสร้างแรงดันที่จะปล่อยให้น้ำนั้นกระจายออกไปสู่ดินแดนที่ห่างไกล มิใช่เก็บไว้ใช้คนเดียว หรือเพื่อพวกพ้อง โดยเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่กระจายไปสู่ผู้ที่มีสิทธิอันชอบธรรม ตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน ความประทับใจครั้งสุดท้าย ก่อนที่ผมจะอำลาชีวิตทหาร ผมได้อะไรบางอย่างที่มีค่ายิ่ง มันไม่ใช่วัตถุมีค่ามีราคาอะไร แต่เป็นคำพูดจากพลทหารประจำกองประจำการผู้ต่ำต้อยที่สุดในทางฐานันดรในสถาบันทหาร เขากล่าวว่า "รองเสธ.(หมายถึงรองเสนาธิการ ซึ่งเป็นตำแหน่งครั้งสุดท้ายของผม) คิดถูกแล้วครับที่ตัดสินใจเช่นนี้ เพราะพระสงฆ์ (บาทหลวง) เป็นที่พึ่งสำหรับคนเลว (คนบาป) ที่อยากกลับตัว (กลับใจ) เป็นคนดี" ผมคงไม่จำเป็นต้องอธิบายความหมายของประโยคนี้ มันลึกซึ้งมากครับในความคิดของผม หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของการเป็นพระสงฆ์ คือการฟังแก้บาปและเป็นที่ปรึกษาของสัตบุรุษในปัญหาฝ่ายจิตวิญญาณ ท่านผู้อ่านเข้าใจหรือยังครับว่า ผมมองเห็นอะไรอยู่ข้างหน้า แล้วจึงตัดสินใจลาออกจากราชการ |
4 สิงหาคม 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001