issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
คณะนักบวชตายได้หรือไม่
คุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช


เย็นวันหนึ่งในวงสนทนาที่โต๊ะอาหาร ผมเอ่ยถามคุณพ่อโทนี่และพ่อเคนเนดี้ว่า จริงหรือไม่ที่นักบุญอัลฟอนโซบอกว่าคณะพระมหาไถ่จะอยู่คู่พระศาสนจักรไปจนสิ้นพิภพ? เนื่องจากผมเป็นสมาชิกรุ่นหลัง และแถมเป็นคนไทยที่ได้รับทราบเรื่องราวของคณะ ก็ผ่านทางนวกจารย์ซึ่งก็เป็นอเมริกันไม่ใช่อิตาเลียนเหมือนนักบุญอัลฟอนโซ การถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆอาจมีผิดพลาดได้ คุณพ่อโทนี่และคุณพ่อเคนเนดี้ซึ่งเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยของเรา และสันทัดเรื่องของท่านอัลฟอนโซพอสมควรก็บอกผมว่า จริง ท่านอัลฟอนโซได้บันทึกไว้และบอกว่าคณะจะอยู่คู่พระศาสนจักรไปจนวาระสุดท้าย

แล้วเหตุใดท่านอัลฟอนโซถึงแน่ใจขนาดนั้น ท่านมีนิมิตหรือว่าเทวดามาบอกหรือว่าเป็นเพียงความปรารถนาของท่านส่วนตัว เราไม่อาจจะทราบได้ แต่คุณพ่อโทนี่ก็พูดในเชิงตลกว่า ที่แน่ๆในปัจจุบันแขวงของเราที่ออสเตรเลียและอังกฤษ คงไม่อาจเป็นพยานยืนยันคำพูดของท่านอัลฟอนโซในเรื่องนี้ได้ (คุณพ่อเป็นชาวอังกฤษและพ่อเคนเนดี้เป็นชาวออสเตรเลีย (เนื่องจากทั้งสองแขวงไม่มีกระแสเรียกเพิ่มนานแล้ว)

เช่นนี้แล้วการที่บอกว่าคณะพระมหาไถ่จะอยู่คู่พระศาสนจักรไปจนสิ้นพิภพ ตามคำพูดของท่านอัลฟอนโซจะเป็นจริงได้อย่างไรนั้นก็สุดที่จะเดาหรือตีความกัน และคงขึ้นอยู่กับสมาชิกคณะว่าจะใส่ใจต่อคำพูดของท่านมากน้อยเพียงใดการสิ้นสุดของคณะนักบวช

ถามว่าคณะนักบวชจะสิ้นสุดความเป็นคณะลงเมื่อใด? ตอบได้คือ เมื่อคณะถูกยุบ

แต่การยุบนั้นก็มีหลายรูปแบบ เช่นถูกยุบโดยผู้มีอำนาจทางพระศาสนจักร ดังเช่น พระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 14 สั่งให้ยุบคณะเยสุอิตเนื่องด้วยแรงกดดันทางการเมืองในปี 1773 หรือคณะหมดสถานภาพการเป็นคณะเนื่องจากไม่มีสมาชิกเพิ่ม สมาชิกคนเดียวเป็นคณะไม่ได้จำเป็นต้องถูกยุบไปโดยปริยาย ดังที่เกิดขึ้นกับคณะนักบวชหลายแห่งที่อเมริกาในปัจจุบัน

และเงื่อนไขอีกประการที่คล้ายกับการยุบคือ เมื่อคณะนั้นๆมีสมาชิกน้อยลง ก็มีการรวมกันกับคณะอื่นที่มีจิตตารมณ์คล้ายกัน และกำลังประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนกระแสเรียกเหมือนกันก็เลยมารวมกันเป็นคณะใหม่ คณะเก่าก็ถูกยุบไปโดยปริยายดังนี้เป็นต้น

เมื่อคณะนักบวชไม่อยากตายควรจะทำอย่างไร

คำตอบก็คือ ต้องแผ่ลูกหลานผู้สืบสกุลเหมือนชีวิตคนเรา แต่การแผ่ลูกหลานของคณะนักบวชนั้นต้องมีความหมายมากกว่าการไม่อยากตาย

เพราะชีวิตของคณะนักบวชมีไว้เพื่อพระศาสนจักร คณะนักบวชไม่ได้มีชีวิตเพื่อตัวเอง

แต่มีชีวิตเพื่อรับใช้พระศาสนจักรและประชากรของพระศาสนจักรทั้งมวล การสืบทอดเจตนารมณ์ของคณะนักบวชจึงมีวงกว้างกว่าการสืบแซ่หรือสกุล

คณะนักบวชต้องออกจากตัวเองไปแพร่ธรรมและสืบต่อจิตตารมณ์ คณะนักบวชใดที่ยึดติดอยู่กับตัวเองไม่นานก็จะตาย เหมือนต้นไม้ที่ขาดปุ๋ยและน้ำ ในธรรมเนียมนักบวชมักจะเปรียบเทียบการขยายคณะ เหมือนกับการนำต้นกล้าของพันธุ์ไม้ไปปลูกตามสวนต่างๆที่ห่างไกลออกไป คณะใดกลัวแต่ความเจ็บปวดความยากลำบากและไม่ยอมขยายงานคณะนั้นก็ได้เริ่มขุดหลุมฝังตัวเองแล้ว รวมถึงคณะที่ไม่ได้มองความต้องการของพระศาสนจักรและเสียงร้องของคนจนด้วย คณะเหล่านี้ในอนาคตจะเหี่ยวแห้งและเฉาตายไปแน่นอนปัญหาที่ตามมาของคณะที่ไม่อยากตาย

ในปัจจุบันเกิดกระบวนการไม่อยากตายขึ้นมากมายในโลกนักบวช ในหลายๆประเทศเป็นต้นที่อิตาลีได้มีการตื่นตัวหากระแสเรียกมากขึ้น และบางคณะก็มีกระบวนการนำเข้ากระแสเรียกจากนอกประเทศ คือหาเด็กหนุ่มหญิงสาวจากประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายมาเข้าอารามรับการอบรมและบวชในคณะ

ที่อิตาลีมีการพูดกันมากเรื่องที่ว่า มีคณะนักบวชหญิงคณะหนึ่งที่ไม่ได้มีบ้านหรือสมาชิกที่ทำงานที่อินเดียเลย แต่ไปเอาเด็กสาวๆจากอินเดียมาเป็นโปสตุลันรับการอบรมและบวชในคณะ เนื่องจากสมาชิกของตนเริ่มชราภาพลงทุกวัน คำถามก็คือว่า การที่คณะไม่อยากตาย และใช้วิธีนำเข้ากระแสเรียกเช่นนี้ถือเป็นวิธีที่ถูกต้องและชอบธรรมหรือ

มาถึงจุดนี้ปัญหาเรื่องความไม่อยากตายของคณะนักบวช ก็กลายเป็นปัญหาสังคมและความชอบธรรมในเรื่องสิทธิ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีมนุษย์และปัญหาแรงงานไปเสียแล้ว มันไม่ใช่ปัญหาอเพียงว่าคณะนักบวชตายได้หรือไม่อีกต่อไป คือเรื่องมีอยู่ว่า คณะนักบวชที่เริ่มส่อแววว่าคงจะอยู่ไม่นานมองเห็นวิธีลัด คือเอาคนหนุ่มสาวจากฟิลิปปินส์หรืออินเดียหรือประเทศโลกที่สามมาเข้าอารามโดยวิธีการต่างๆ เช่น ขอให้คุณพ่อช่วยหากระแสเรียกในดินแดนมิสซังส่งไปให้ หรือมีการหากระแสเรียกผ่านอินเตอร์เน็ตชักชวนเข้าอาราม ด้วยเหตุผลว่าไปแพร่ธรรมดินแดนตะวันตกเพราะ ถึงเวลาที่ตะวันออกจะไปแพร่ธรรมที่ตะวันตกแล้ว ฟังดูก็สวยหรูดีอยู่หรอก แต่ในความเป็นจริงนั้นต้องคิดให้ลึก คนตะวันออกไปแพร่ธรรมที่ตะวันตกได้แน่นอน แต่ก็ต้องดูในรายละเอียดและเป้าหมาย รวมถึงเจตจำนงนั้นต้องเป็นการแพร่ธรรมและไม่ใช่เพียงเพื่อมาช่วยต่ออายุไม่ให้คณะตาย หรือเพียงเพื่อจะได้แรงงานใหม่ๆเข้ามาดูแลสมาชิกชราภาพ หรือหาคนกวาดบ้านในราคาถูกกว่าจ้างคนงาน

ผมใช้คำพูดเช่นนี้ค่อนข้างจะโจ่งแจ้งหน่อย แต่นักบวชหลายคณะก็ยังมองแต่ตัวเองมากเกินไปจนไม่เห็นผลกระทบในวงกว้าง มัวแต่คิดถึงความไม่อยากตายจนกลายเป็นการทำร้ายผู้อื่นไปและก่อปัญหาให้พระศาสนจักรเอง ขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมหน่อยคือ (เรื่องนี้ได้ฟังมาจากพ่ออินเดียที่ยืนยันว่าจริง) มีคณะซิสเตอร์ที่อิตาลีไปเอาหญิงสาวหลายคนจากอินเดียมาเข้าคณะ ผ่านการอบรมและถวายตัวแล้ว ชีวิตของซิสเตอร์ทั่วไปคือทำงานในครัว ดูแลบ้าน ดูแลซิสเตอร์ชรา คณะลดค่าใช้จ่ายเรื่องการจ้างแรงงานได้มากมาย เพราะไม่ต้องจ่ายแพงกับสมาชิกคณะตัวเอง ดูแล้วเก็ไม่ผิดอะไรเพราะเมื่อเป็นนักบวชแล้วก็ถือความยากจน ความนอบน้อมและความบริสุทธิ์อยู่แล้ว แต่ปัญหาที่ต้องคิดให้ลึกคือ ซิสเตอร์จากประเทศด้วยพัฒนาเหล่านั้นต้องทำงานหนัก ห้ามพูดภาษาเดียวกัน แต่ต้องพูดอิตาเลียนด้วยเหตุผลว่า เพื่อจะได้ฝึกภาษาอิตาเลียน และอธิการชาวอิตาเลียน ก็จะเข้าใจได้ว่าสมาชิกพูดอะไร

ถ้าไม่คิดสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าดูลึกอีกหน่อยก็จะเห็นว่าไม่ธรรมดา เช่น ซิสเตอร์อินเดียเหล่านั้นอยากดูทีวีที่เป็นภาษาอังกฤษเพื่อหย่อนใจหลังจากทำงานหนักตลอดวัน อธิการก็ห้ามเพราะอธิการไม่เข้าใจภาษาอังกฤษและถือว่านักบวชไม่ควรเสียเวลากับทีวีมากเกินไป มองจากธรรมเนียมนักบวชก็ไม่มีอะไรเสียหาย แต่ดูจากสภาพของคนที่จากบ้านเมืองตัวเองมานานนั้น สภาพชีวิตเช่นนี้คงจะไม่สอดคล้องกับคำสอนของพระศาสนจักรเรื่องสิทธิมนุษยชนแน่

เวลาพักผ่อน เวลาสวดภาวนาเวลาหย่อนใจ เหล่านี้เป็นสิ่งที่พูดกันได้ยาวทั้งในแง่บวกและลบในแวดวงนักบวช เช่น ผิดด้วยหรือที่จะห้ามนักบวชไม่ให้เสียเวลากับทีวี

ผิดด้วยหรือที่จะห้ามนักบวชติดต่อกับเพศตรงกันข้าม

ผิดด้วยหรือที่จะเตือนนักบวชไม่ให้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยโดยให้เป็นเงินติดกระเป๋านิดหน่อยเท่านั้น

ผิดด้วยหรือที่จะห้ามนักบวชเขียนจดหมายมากมาย หรือใช้โทรศัพท์คุยกันมากมาย

ถ้ามองในแง่นี้ก็ไม่ผิดเพราะเป็นสิ่งที่นักบวชควรต้องสำเหนียกอยู่เสมอเพื่อรักษากระแสเรียกและชีวิตสนิทกับพระ แต่จะผิดมากหากข้อห้ามเหล่านั้นมาจากเงื่อนไขและเจตนาที่ว่าคณะไม่อยากตาย...หรือเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางสีผิว เชื้อชาติ หรือเพราะคณะอยากประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่าย จะเห็นได้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องมองให้ลึก กว่าจะมองเป็นเพียงเรื่องธรรมเนียมของนักบวช หรือเรื่องข้อปฏิญาณหรือเรื่องกฏของคณะที่ต้องถือตาม

ผมยอมรับว่าชีวิตนักบวชนั้นมีส่วนที่เข้าใจได้และเข้าใจไม่ได้หลายแง่มุม แต่ที่ชัดเจนสำหรับผมคือ ชีวิตนักบวชคือชีวิตเพื่อพระศาสนจักร คณะนักบวชคือคณะที่ทำงานเพื่อพระศาสนจักรและประชากรของพระองค์ หากนักบวชคนใดคิดแคบเพียงว่าฉันทำงานเพื่อคณะ และคณะต้องอยู่รอด ตายไม่ได้ ผมกล้าพูดได้เลยว่านักบวชคนนั้นเข้าใจชีวิตนักบวชของตัวเองผิดพลาดและถ้าเป็นระดับคณะ คณะนั้นก็หลงตัวเอง หลงบทบาทและหลงทางแล้ว เช่นนั้นการไปบวชหรือทำงานต่างประเทศผิดด้วยหรือ?

สภาพของโลกในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก การร่วมมือกันมีมากขึ้น การไปมาหาสู่และติดต่อประสานงานกันทำได้ง่ายกว่าในอดีต การไปบวชต่างประเทศก็เป็นเรื่องมีขึ้นในพระศาสนจักรในปัจจุบันเช่นกัน คำถามว่าหนุ่มสาวจากโลกที่สามไปบวชที่อารามในประเทศโลกที่หนึ่งหรือประเทศที่พัฒนาแล้วผิดด้วยหรือ คำตอบคือไม่ผิดหรอกครับ กระนั้นก็ตามก็ต้องดูด้วยว่าเงื่อนไขและเจตนารมณ์นั้นเป็นเช่นไร

หากเราไปด้วยความตั้งใจจะบวชและไม่มีใครบังคับและเข้าใจเงื่อนไขดีก็ถือว่าเป็นการแสวงหากระแสเรียกของตัวเอง อันนี้ก็ไม่ผิด หรือคณะศูนย์กลางขอสมาชิกจากโลกกำลังพัฒนาไปช่วยงานภายใต้เงื่อนไขและสิทธิเท่าเทียมกันและมีวาระ อันนี้ก็ไม่ผิดอะไรเป็นการร่วมมือกันในคณะ หรือสมาชิกในประเทศที่กำลังพัฒนาไปเรียนจิตตารมณ์และฝึกงานของคณะอันนี้ก็ไม่ผิดอะไร หรือแม้แต่ว่าคณะที่เกิดจากอาเซีย จะไปแพร่ธรรมในประเทศตะวันตก เช่นคณะของคุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตาไปเปิดอารามที่อเมริกาหรือที่อิตาลี อันนี้ถือว่าเป็นการแพร่ธรรมและถูกต้อง ตามความหมายของธรรมทูตและการแพร่ธรรม

บทสรุปต่อคำถามที่จั่วหัวเรื่องไว้ว่า คณะนักบวชตายได้หรือไม่นั้น คำตอบคือ ในเมื่อมนุษย์เรายังตายได้ พระศาสนจักรเองก็มีวันสิ้นสุดในเวลาที่พระองค์เสด็จกลับมา แล้วเหตุใดคณะนักบวชจะไปฝืนความตายเล่า คณะนักบวชนั้นมีไว้เพื่อพระศาสนจักร เมื่อถึงเวลาที่ได้รับใช้พระศาสนจักรมาพอเพียงแล้วก็ต้องถือว่าพอแล้ว ต้องปล่อยวาง เรารู้ว่าหากเราอยู่กับพระคริสตเจ้าเราก็กลับคืนชีพอยู่แล้ว

การห่วงและดิ้นรนเพื่อไม่อยากให้คณะตายนั้นไม่น่าจะใช่แนวทางที่ถูก การที่ไปมองว่าคณะใหญ่ๆเขาอยู่ได้เช่น คณะเยสุอิต คณะฟรังซิสกัน คณะเบเนดิกติน โดมินิกัน เขาอยู่ได้คณะฉันก็ต้องอยู่ได้นั้น เป็นการมองจากอัตตาของตัวเองทั้งสิ้น มันผิดพลาดตั้งแต่เริ่มคิดแล้วล่ะ ดังนั้นนโยบายการส่งเข้ากระแสเรียกนั้นนอกจากจะไม่ถูกต้องแล้วยังอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย แถมอาจจะตกเป็นภาระให้พระสันตะปาปาในอนาคตต้องมาขออภัยความผิดพลาดกันอีก ดังที่พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน ได้กระทำด้วยใจกล้าหาญที่ขอโทษความผิดของพระศาสจักรในอดีต ที่ได้กระทำต่อคนพื้นเมืองในทวีปต่างๆ ต่อคนยิว ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็เพียงอยากบอกว่าคณะนักบวชนั้นตายได้ และคณะนักบวชต้องระวังไม่ทำให้ตัวเองกลายเป็นปัญหา และความปวดร้าวกับพระศาสนจักรในอนาคต เมื่อลมแห่งประวัติศาสตร์หวนกลับมา

เพียงเพราะความคิดที่ว่าคณะของฉันต้องไม่ตาย....

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง

8 กันยายน 2000
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000