| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล | ||
เรื่องสั้น-เรื่องแปล |
| แม้จะไม่เห็นพระองค์ แต่ท่านก็ยังรักพระองค์ (1 ปต. 1:8)
พระเยซูคริสต์ทรงฉวยข้าฯไว้เป็นของพระองค์ (ฟป. 3:12) บางครั้งเพื่อน ๆ ชอบหยอกผมว่าเป็นคุณ "ผู้พิพากษา" เพราะผมชอบซักโน่นถามนี่ - ซึ่งก็เป็นคำถามสำคัญทั้งนั้นแหละ แต่อย่าเพ่อเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้ช่างซักไซ้ไล่เรียงเพราะนิสัยจู้จี้อะไรหรอก เพราะผมไม่ใช่พวกอัตถิภาวะนิยมที่ชอบบอกว่าการมองหาความจริงนั้นสำคัญกว่าการพบความจริง ผมว่ามันไร้สาระมาก ๆ เลยนะ คนส่วนใหญ่พอใจกับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่มากกว่าจะค้นหาคำตอบแท้จริงที่อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะเวลาที่พวกเขาสับสนกับคำตอบพวกนั้น แต่กับผมน่ะ ผมมุ่งแสวงหาแต่คำตอบที่แท้จริงครับ ผมจะไม่หยุดนิ่งจนกว่าจะพบมันนั่นแหละ สมญานามของผมเลยกลายเป็นคุณ "ผู้พิพากษา" ไปด้วยประการฉะนี้ อย่างเช้าวันนี้ก็เหมือนกัน ผมลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับคำถามที่ดังก้องอยู่ในหูว่า ทำไมคนเราถึงต้องเชื่อในพระเจ้าด้วย? ข้อกังขานี้ทำให้ผมตัดสินใจออกไปข้างนอกเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่านั่นให้ได้ ผมกางแผนที่ออก สุ่มหาหัวถนนย่านที่พักอาศัย เพื่อจะได้สำรวจความคิดเห็นของผู้คนแบบบ้านต่อบ้าน (คุณคงเห็นแล้วนะว่า ผมเป็นคนมีระเบียบแบบแผนแค่ไหน) เพื่อจะได้ไม่พลาดข้อมูลแม้ที่เล็กน้อยที่สุด และแล้วผมก็พบถนนที่เหมาะกับงานนี้เสียเหลือเกิน "ถนนแห่งความจำเป็น" เอาละ ผมพร้อมแล้วสำหรับการผจญภัยครั้งใหม่ เมื่อมาถึง "ถนนแห่งความจำเป็น" ผมก็เคาะประตูบ้านแรกที่หัวถนนทันที บ้านหลังนั้นใหญ่โตเหมือนป้อมปราการ เจ้าของเป็นนายทุนใหญ่ที่หันมาเอาดีทางด้านการเมือง "ทำไมคนเราถึงต้องเชื่อในพระเจ้าครับ?" ผมยิงคำถามใส่เจ้าของบ้านแบบไม่ให้ตั้งตัว "ก็เพราะเราต้องเชื่อน่ะสิ" เขาตอบเสียงแข็งพิกล "ที่เราต้องเชื่อก็เพื่อความดีของเราเอง คุณเห็นมะว่าศาสนามีไว้ก็เพื่อควบคุมพวกดื้อด้านแตกแถวให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ความเชื่อในพระเป็นเจ้าจึงเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดระเบียบสังคม ทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขก่อนที่จะได้สัมผัสความสุขที่แท้จริงในสวรรค์ อีกอย่างมันก็ช่วยเราในการรักษากฎระเบียบต่าง ๆ ด้วย" บ้านหลังถัดมาดู ๆ ก็รู้ว่าเป็นคลินิกให้คำปรึกษาทางจิต มีเจ้าของเป็นนักจิตบำบัด "ทำไมคนเราถึงต้องเชื่อในพระเจ้าครับ?" ผมถาม "ก็เพราะต้องเชื่อน่ะสิ" เขาตอบเสียงหม่น "ศาสนาจะช่วยให้เราทนได้กับความจริงที่รบกวนหัวใจ คุณเห็นมะว่า ผู้คนมักรับไม่ได้กับความจริงที่ว่าชีวิตนั้นเป็นสิ่งอนิจจัง และจักรวาลที่ดำรงอยู่ก็แปลกแยกไปจากตัวเขา เขาจึงสร้างสิ่งทดแทนขึ้นภายนอก ซึ่งที่จริงก็คือภายในโลกแห่งจินตนาการของเขานั่นเอง เขาได้สร้างบุคคลผู้หนึ่งที่คอยดูแลเขาอยู่ ก็พระบิดาเจ้าสวรรค์นั่นแหละ สิ่งนี้เหมือนการได้โชคสองชั้นเลยทีเดียว เพราะยังช่วยจัดการกับความขัดแย้งภายในจิตใจด้วย (ดูเรื่องปมออดิปุสเป็นตัวอย่าง) ด้วยการถ่ายโอนสิ่งเหล่านั้นไปยังโลกแห่งจินตนาการ" บ้านหลังที่สามบนถนนแห่งความจำเป็นนั้น เจ้าของเป็นนักประสาทวิทยาช่างสังเกต ซึ่งเรียกตัวเองเช่นนั้นเพราะการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องสมองของมนุษย์ "ทำไมคนเราถึงต้องเชื่อในพระเจ้าครับ?" ผมถาม "ก็เพราะต้องเชื่อน่ะสิ" เขาว่า "สมองสั่งให้เราเชื่ออย่างงั้น คุณเห็นมะว่า สมองของคนเรามีโครงสร้างพิเศษของมันโดยเฉพาะ เป็นโปรแกรมทางพันธุกรรมซึ่งกำหนดให้เรามีอุปนิสัยเฉพาะตามแต่ละบุคคล ยกตัวอย่างเช่น ก่อนจะเกิดมา เราถูกกำหนดล่วงหน้าให้รู้จักดูดน้ำนมจากทรวงอกมารดา ถูกเตรียมการสำหรับภาษา สำหรับพฤติกรรมทางเพศ ฯลฯ และแน่นอนเราถูกเตรียมมาเพื่อพระเจ้าด้วย ระบบประสาทและสมองของเราถูกเตรียมมาเพื่อให้พร้อมกับเหตุการณ์และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าพระเจ้า ลองนึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติและการย้อนคิดถึงสัญลักษณ์ทางศาสนาของจุงสิครับ โดยส่วนตัวแล้ว ผมยังไม่เชื่อในความมีอยู่ของพระเจ้ามากนัก แต่ " ผมรีบเปิดตูดลาจากทันที ก่อนที่กองหิมะแห่งทฤษฎีของชายหนุ่มแสนดีจะถล่มลงมาท่วมผมตาย แล้วผมก็เดินไปถึงบ้านหลังที่สี่ มองดูแล้วเหมือนคลังสมุดมหึมาที่เพิ่งถึงแผ่นดินไหวมาหมาด ๆ กองหนังสือมหาศาลกระจัดกระจายทั่วไปหมด มันเกะกะจนแทบไม่มีแม้แต่ที่นั่งและที่ยืน เจ้าของเป็นนักสังคมสงเคราะห์ไฟแรง เขาเดินหนีบหนังสือมาด้วยตอนเปิดประตูให้ผม ดวงตาของเขาเลื่อนลอย รอยย่นบนหน้าผากของเขาขึ้นเป็นริ้วลายพร้อย "ทำไมคนเราถึงต้องเชื่อในพระเจ้าครับ?" ผมถาม "ก็เพราะเขาต้องเชื่อน่ะสิ" เขาตอบ "คุณเชื่อไหมว่า ถ้าคุณออกสำรวจความเห็นด้วยคำถามว่า 'ทำไมคุณถึงเป็นฮินดู เป็นมุสลิม เป็นคริสต์ เป็นยิว หรืออะไรก็แล้วแต่?' คนส่วนใหญ่คงตอบกลับมาว่า 'ก็ฉันเกิดมาเป็นอย่างนั้นนี่นา' อันที่จริงความเชื่อที่เกิดขึ้นนั้นยังเป็นสิ่งที่พอจะหลีกเลี่ยงได้ (เมื่อปัจเจกบุคคลตัดสินใจจะละทิ้งความเชื่อ หันไปเชื่อในสิ่งที่ต่างจากครอบครัวของตน) แต่มันก็ยังส่งผลและมีอิทธิพลที่ครอบงำชีวิตของเขาตลอดไป" บ้านหลังที่ห้าที่ผมไปถึงคละคลุ้งไปด้วยควันและกลิ่นกำมะถัน สงฆ์หนุ่มฟันดาเมนทัลลิสต์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในบรรดาสัตบุรุษเพราะแนวคิดเรื่องความเชื่อแบบสุดขั้วของเขา "ทำไมคนเราถึงต้องเชื่อในพระเจ้าครับ?" ผมถาม "ก็เพราะเขาต้องเชื่อน่ะสิ" คุณพ่อท่านคำรามฮึ่ม ๆ "ลองถ้าไม่เชื่อหรือ พวกเขารู้ดีว่าจะต้องตกนรกและถูกเผาในไฟนิรันดร์ ดังที่ในพระคัมภีร์มีกล่าวไว้ว่า 'อย่าได้ลองดีกับพระเป็นเจ้า' และอีกที่กล่าวไว้ว่า 'เป็นเรื่องน่าหวาดหวั่นยิ่งนักหากต้องตกในพระหัตถ์ของพระเจ้า' ใช่แล้ว เพื่อนเอ๋ย ไม่มีใครหรอกที่จะหลีกหนีไปจากพระพิโรธที่มาถึงได้" บ้านหลังที่หกเป็นของนักชีววิทยา มองผ่าน ๆ ผมนึกว่าเป็นห้องทดลองเสียอีก "ทำไมคนเราถึงต้องเชื่อในพระเจ้าครับ?" ผมถาม "ก็เพราะเขาต้องเชื่อน่ะสิ" เขาตอบหลังจากที่ได้ไตร่ตรองแล้ว "คุณดูสิ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งประกอบด้วยยีนส์ที่แสวงหาหนทางเพื่อความอยู่รอดตลอดเวลา มนุษย์จึงเป็นเครื่องจักรเพื่อความอยู่รอดของยีนส์ และสิ่งที่ช่วยให้ยีนส์สามารถดำรงชีวิตยืนยาวต่อไปได้ (นอกเหนือจากที่อยู่อาศัย ประชาธิปไตย และโรงเรียนการแพทย์) ก็คือศาสนานั่นเอง มนุษย์ได้สร้างศาสนาขึ้นเพื่อเป็นเสมือนกลไกป้องกันให้แก่ยีนส์ เพราะศาสนาสามารถเสริมสร้างและควบคุมสังคม ทำให้มิติของครอบครัวและเรื่องเพศเป็นระเบียบและมั่นคงยิ่งขึ้น พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ยีนส์ได้กำหนดให้ศาสนาเป็นเงื่อนไขอันจำเป็นในการดำรงอยู่ของมนุษย์ คุณคงเข้าใจนะว่าผมหมายถึงอะไร?" แน่ละ ผมไม่เข้าใจหรอก ผมจึงถือโอกาสปลีกตัวออกมาอย่างสุภาพ ก่อนที่เขาจะเริ่มบรรยายต่อถึงเรื่องจีโนไทป์และฟิโนไทป์ นักปรัชญาผู้คงแก่เรียนเป็นเจ้าของบ้านหลังที่เจ็ด ซึ่งเป็นบ้านหลังสุดท้ายบนถนนแห่งความจำเป็น เขาปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับความเฉยชา เห็นได้ชัดว่าเขาอาศัยอยู่แต่ในโลกของความคิดเท่านั้น "ทำไมคนเราถึงต้องเชื่อในพระเจ้าล่ะครับ?" ผมถาม "ก็เพราะเขาต้องเชื่อน่ะสิ" เสียงของเขาพาฝัน "คุณเห็นไหมว่า เมื่อผู้คนพากันใช้ความคิดเพื่อหาเหตุผล (ซึ่งก็ไม่บ่อยนักหรอก ผมรับประกันได้) พวกเขาก็จะถูกล้อมคอกให้ยอมรับในเรื่องพระเจ้า เพราะอำนาจของข้อโต้แย้งซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปอันประดักประเดิกที่ว่า: ความมีอยู่ของจักรวาลและระบบระเบียบอันเหมาะเจาะของมัน ข้อเท็จจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ซึ่งฝังอยู่ในมโนธรรมของมนุษย์ ลำดับขั้นของการตัดสินคุณค่า หลักฐานของอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งความหลากหลายและความมีเอกภาพของประสบการณ์ทางศาสนา เหมือนที่วิลเลียม เจมส์ เคยพูดไว้ว่า พระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่แน่นอน และอย่างน้อยที่สุด (ในแง่ของการพิสูจน์) ชีวิตก็เป็นเพียงตัวเลือกเท่านั้น" เลยจากบ้านหลังที่เจ็ดไป ผมเห็นบ้านหลังเล็ก ๆ อีกหลัง มีพงหญ้ารกรื้อ ไม่มีรั้วล้อม มองผาด ๆ เหมือนทุ่งหญ็าที่ขาดคนดูแล มีป้ายกำกับไว้ว่า "ทุ่งหญ้าแห่งเสรี" น่าสนใจเหมือนกันนะ ผมนึกในใจ ถัดจากถนนแห่งความจำเป็นก็เป็นทุ่งหญ้าแห่งเสรีแล้ว ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น ผมพบชายจรจัดกำลังนั่งอุ่นอาหารอยู่หน้ากองไฟ ผมเดินเข้าไปหาเขา ถามเขาด้วยคำถามเดิม ๆ ว่า "ทำไมคนเราถึงต้องเชื่อในพระเจ้าล่ะครับ?" เขาเงยหน้ามองผม แล้วส่งยิ้ม รอยยิ้มของเขาเปิดเผยและเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ไม่สิ ผมว่า รอบกายของชายคนนี้อบอวลไปด้วยความสงบและสุขุม ซึ่งทำให้ผมรู้สึกประทับมาก "อืม " เขาตอบพร้อมส่งสายตาขี้เล่นประสมมาด้วย "ผมไม่รู้หรอกนะว่าทำไมคนเราถึงต้องเชื่อในพระเจ้ากัน ใคร ๆ ก็นับถือพระองค์ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันทั้งนั้น" "แล้วกับคุณละครับ" ผมถามต่อ "ทำไมคุณถึงเชื่อในพระเจ้า?" คราวนี้เขาหัวเราะร่าเลย "เพราะผมได้พบพระองค์น่ะสิ" คำตอบของเขาทำให้ผมแทบหัวคะมำ "อะไรนะครับ คุณเคยพบพระองค์ด้วยหรือ?" ผมถามอย่างไม่อยากเชื่อ เขาหัวเราะร่วนอีกครั้ง ดูเขาจะสนุกกับการพูดคุยของเราเสียเหลือเกิน "ใช่ครับ ผมได้พบพระองค์เป็นการส่วนตัวเลยละ แต่ถ้าพูดให้ถูกนะ ผมได้พบกับพระบุตรของพระองค์เชียวละ" "เป็นส่วนตัวเลยหรือฮะ?" ผมรู้ดีนะว่าเสียงตัวเองมันเย้ยหยันแค่ไหน เพราะผมเริ่มทะแม่ง ๆ ว่าได้เจอกับคนบ้าศาสนาที่ออกเดินเท้าทั่วโลกเพื่อชวนให้คนกลับใจเข้าเสียแล้ว "ก็ไม่เชิงหรอกหรอกนะ แต่ผมก็ได้อ่านบันทึกของพระองค์ที่เขียนโดยเพื่อน ๆ กับลูกศิษย์ของพระองค์มาพอสมควร เป็นบันทึกพิเศษสุดเลยนะคุณ" เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโอเวอร์โค้ต หยิบหนังสือเยิน ๆ เล่มเล็กขึ้นมาเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือรวมพระวรสารทั้งสี่ชุดที่ถูกที่สุดเลยทีเดียว "นี่ไงครับ บันทึกที่ผมได้อ่าน" เขาพูดเสียงเรียบ ผมต้องยอมรับว่า ผมเริ่มรู้สึกได้ถึงบุคลิกภาพอันอบอุ่นของชายคนนี้ ผมแน่ใจว่าเขาต้องไม่ใช่คนจรธรรมดา และก็ไม่ใช่เดนสังคมที่ถูกผู้คนปฏิเสธด้วย เขาพูดเขาทำมากกว่าคนจรธรรมดา ดูเหมือนคนที่อยู่ในระหว่างการเดินทางอันศักดิ์สิทธิ์มากกว่า แต่จนบัดนี้ผมก็ยังไม่รู้จักชื่อของเขา เพราะอย่างไรก็ดีผมยังเคารพในความเป็นส่วนตัวของเขา หน้าที่ของผมเป็นเพียงเสมือนทนายปิศาจเท่านั้น "อ้อ คุณอ่านพระวรสารสินะ" ผมว่า "แต่ผมก็เห็นพวกอเทวะอ่านเหมือนกัน แล้วคุณจะพูดได้ไงครับว่าคุณได้พบพระเป็นเจ้าในตัวเยซูแห่งนาซาเร็ธ?" เขาหันมองผมเหมือนจะทิ่มแทงลงไปถึงก้นบึ้งแห่งวิญญาณเลยทีเดียว "เพราะไม่มีใครพูดเหมือนที่พระองค์พูด ไม่มีใครทำเหมือนที่พระองค์ทำ และไม่มีใครตายเหมือนที่พระองค์ตาย น่ะสิ" เขาตอบเสียงเรียบ ผมรีรออยู่พักใหญ่ ไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไรต่อ "ก็ดีนะ ผมเห็นด้วยกับคุณ แต่พระเยซูก็เป็นแค่ยอดคนคนหนึ่งเท่านั้น ยอดคนอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์โลกเรามีถมไป" ผมว่าเข้าให้ คนจรได้ฟังดังนั้นก็เงยหน้าหัวเราะลั่น "โถ เฉไฉไปได้นะคุณ!" เขาตัดพ้อแล้วรวบรวมสติสักพัก ก่อนอธิบายว่า "ผมได้ยินคนพูดอย่างนี้มาเป็นร้อยครั้งแล้ว และผมก็ยังคิดว่ามันเป็นความเห็นที่ไร้สาระที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา" "ทำไม?" ผมรุกใส่ ในฐานะคนเจ้าปัญหาที่สงสัยในเรื่องศาสนา "เพราะเหตุผลง่าย ๆ ก็คือ พระเยซูก็ยืนยันว่าพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า เราไม่รู้หรอกครับว่าจริงหรือเท็จ ถ้าเรื่องที่พระองค์ยืนยันเป็นเท็จ ก็เป็นไปได้ว่าอาจจงใจ (ถ้าเป็นอย่างนี้เยซูก็แค่คนลวงที่ต่ำทรามคนหนึ่งเท่านั้น) หรืออาจจะไม่จงใจก็ได้ (ถ้าออกมาแนวนี้คงหนีไม่พ้นอาการโรคจิตอย่างแน่นอน) แต่คุณดูสิว่าพระเยซูดำเนินชีวิตอย่างยุ่งยากและยาวนานเพียงไร มันทำให้เราคิดเป็นอื่นไปไปไม่ได้เลยว่าพระเยซูจะเป็นแค่พวกสิบแปดมงกุฎหรือไอ้โรคจิต บทสรุปของเราอยู่ตรงนี้แหละ อยู่บนสมมติฐานสามอย่างนี้ว่า พระเยซูจะเป็นพระเจ้า สิบแปดมงกุฎ หรือว่าคนโรคจิต และที่สุดเราก็หนีความจริงไปไม่พ้นเลยว่าพระเยซูคือผู้ที่ประกาศว่า - เราคือบุตรของพระเจ้า ผู้ใดพบเราก็ได้พบกับพระองค์" ใจผมสั่นไหวไปกับเสียงเน้นหนักของคนจร มีอยู่บ่อยครั้งเหมือนกันที่ผมพบว่าสิ่งที่ปรากฎในพระวรสารเป็นความจริง จะอธิบายถึงสิ่งนี้อย่างไรดีละ เอาเป็นว่ามันได้เปิดเผยถึงบุคคลที่น่าสนใจมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งเราไม่อาจทำนิ่งเฉยกับเขาได้ "ผมรู้ว่าคุณหมายถึงอะไร" ผมพูดอย่างประนีประนอม "และผมก็เห็นด้วยกับคุณนะ ที่ผมถามไปก็เพียงเพื่อกระตุ้นให้คุณแสดงความเห็นของคุณในเรื่องนี้เท่านั้น แต่คุณจะบอกผมได้ไหมว่าสิ่งที่คุณได้อ่านในพระวรสารน่ะทำให้คุณเชื่อและมั่นใจได้อย่างไรว่าคุณได้พบพระเป็นเจ้าแล้วจริง ๆ?" เขาหันมามองอย่างยิ้มเยือน เหมือนกำลังกระพือตะกอนความทรงจำเก่า ๆ ให้ฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง "ไม่ทุกครั้งหรอกครับ ส่วนใหญ่มันเกิดขึ้นตอนที่ผมคุกเข่าลงและภาวนาวอนขอแสงสว่างแห่งสติปัญญา เวลานั้นผมรู้สึกได้ว่าพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้าได้โอบอุ้มดวงใจของผมเอาไว้ ผมแน่ใจในทันที - ด้วยประสบการณ์ที่ผมไม่เคยประสบจากที่ไหนได้ - ผมแน่ใจว่าพระเป็นเจ้าทรงดำรงอยู่ พระองค์คือบุคคลที่ยังลึกลับต่อผม แต่ก็ประทับในตัวผม มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อผมภาวนา พระเยซูบุตรของพระองค์ก็โอบกอดผมไว้ และผมก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป" น้ำเสียงของผมเปล่งออกมาจากลำคอ เห็นได้ชัดว่าเขายังคงตกในอารมณ์ลึกซึ้งกับความทรงจำเก่า ๆ "เอาละ" เขาเอ่ยขึ้นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ "ผมคงต้องไปแล้ว" เขาเริ่มก้มลงกลบกองไฟเล็ก ๆ ตรงหน้า "ไปไหนละครับ?" ผมถาม เขามองหน้าผมอย่างขำ ๆ "ก็ออกตามหาผู้รับสืบทอดมรดกของผมต่อไปน่ะสิ" ผมมองเขาเหมือนจะขอคำอธิบาย พอเห็นดังนั้น เขาจึงมองไปที่ขอบฟ้า กล่าวว่า "ใช่สิ คุณรู้ไหมว่า โลกนี้เป็นของผม และพระองค์ก็สร้างมันมาเพื่อพวกเรา มิใช่หรือ?" "คุณจะเดินทางไปเช่นนี้ตลอดชีวิต เพื่อพูดถึงเรื่องพระเจ้ากับคนอย่างผมนี่นะ?" เขาพยักหน้ารับ "แล้วจะเป็นยังไง ถ้าคุณแก่ตัวลงและช่วยตัวเองไม่ได้?" ผมถาม รู้สึกกังวลกับชะตากรรมของเขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะอย่างไรผมก็ออกจะชอบเขาอยู่มาก เขาหัวเราะร่าเสียงใส "ไม่ต้องห่วงหรอกน่า" เขาว่า "พอถึงเวลานั้นผมก็คงจะทิ้งร่างกลับสู่แผ่นดินมารดาของเรา ผมแน่ใจว่า เธอจะอุ้มผมไว้ เพื่อส่งไปถึงมือของพระบิดาอย่างแน่นอน" ว่าแล้วก็ออกเดินจากไป ศีรษะของเขาเชิดสูง ท่าเดินของเขาสง่างามจนยากที่พวกเจ้าชายจะเลียนแบบได้ ทำไมผู้คนถึงเชื่อในพระเป็นเจ้าหรือ? วันนั้นผมได้รับถึงเจ็ดคำตอบจากถนนแห่งความจำเป็น กับอีกหนึ่งคำตอบที่ให้เหตุผลอย่างนุ่มนวลซึ่งก็คือคำตอบสุดท้ายที่ผมได้รับนั่นเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คำตอบสุดท้ายจากคนจรที่ทุ่งหญ้าแห่งเสรีคือคำตอบที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา | |
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002