issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ
article
สัมผัสวิญญาณ ?
คุณพ่อศิริชัย เล้ากอบกุล

นี่เป็นเรื่องที่ชนทุกสมัยคิดและอยากรู้ บ้างก็เชื่อบ้างก็ไม่เชื่อว่ามีจริง แม้แต่พวกซัดดูสีในสมัยพระเยซูเจ้าก็เชื่อว่า คนเราตายแล้วก็แล้วกัน ดังนั้นท่าทีของพวกเขาจะให้ความสำคัญกับชีวิตปัจจุบัน ความอยู่ดีกินดีและความร่ำรวย ส่วนพวกฟาริสีก็เชื่อว่า คนเราตายแล้วยังมีวิญญาณที่จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนในช่วงที่มีชีวิตอยู่ และเชื่อว่าสักวันหนึ่งเมื่อสิ้นโลกแล้ว จะมีการกลับคืนชีพของบรรดาผู้ตาย ดังนั้นความเชื่อเช่นนี้ก็มีผลในการดำเนินชีวิตอีกแบบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เรื่องวิญญาณมีจริงคงไม่ใช่ปัญหาของเรา ปัญหาอยู่ที่เรื่อง "ผีสิง" หรือวิญญาณเข้ามาอยู่ในร่างกายของคนเป็นไปได้หรือ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ? ความจริงผมก็ไม่เชื่อมาก่อน จนกระทั่งมาพบด้วยตนเอง จึงมาแบ่งปันให้ฟัง

วิญญาณสิงในตัวคนได้หรือ ?

ศาสนาคริสต์ก็พูดถึงพระเยซู พระจิต…มาสถิตในตัวเรา พระเจ้าอยู่ในใจเราได้ ดังนั้นจิตอื่น ๆ ก็น่าจะมาสิงอยู่ได้เช่นกัน เราก็เรียกว่า "ผีสิง" หรือ "ผีเข้า" ซึ่งเป็นคำพูดในแง่ไม่ดี ที่ว่าไม่ดีเพราะไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตของคนที่วิญญาณนั้น ๆ สิงอยู่ ตรงข้าม เขาสร้างความรำคาญและความไม่ปกติของชีวิต วันดีคืนดี วิญญาณนั้นก็ทำให้เขามีอาการผิดปกติ…มีอำนาจเหนือคนนั้น ดังตัวอย่างที่ประสบต่อไปนี้

คนที่หนึ่ง

คุณไพร(นามสมมติ)เป็นหญิงสาวอายุประมาณ 26 ปี มีอาการผิดปกติเป็นครั้งคราว เธอรู้สึกมีอะไรที่อยู่ภายใน บางครั้งทำให้พูดหรือมีอารมณ์ไม่ดี จึงได้มาปรึกษาคุณพ่อองค์หนึ่ง เมื่อเดินเข้ามาในห้องทำงาน มีอาการปกติ ในห้องทำงานนั้นมีทีมงานอยู่สามคน(พระสงฆ์สองคนและฆราวาสหนึ่งคน) เมื่อมีการเชิญวิญญาณที่อยู่ภายในร่างให้ขึ้นมาคุยกัน

เขาพูดเป็นภาษาไทย แต่พูดช้า ๆ เหมือนเด็ก ๆ ลักษณะเวลาพูด ตาสะลืมสะลือ พูดทีลืมตาที โยกตัวไปมาหน้าหลังเล็กน้อย เมื่อบอกเขาให้พูดภาษาของเขาเอง เขาพูดได้คล่อง สำเนียงภาษาค่อนข้างนิ่มนวล มีจังหวะเหมือนภาษาใดภาษาหนึ่ง ต่อมาเมื่อพูดเป็นภาษาไทย ก็พูดช้าลง พอถึงจุดหนึ่ง พวกเราขอให้เขาออกจากคุณไพร โดยสัญญาว่าจะทำบุญให้เขา เขาก็ออกไป ก็เป็นปกติ ไพรบอกกับเราว่า เขาได้ยินเราคุยกัน วิญญาณจะขึ้นมาระดับลูกกระเดือก แล้วจะเป็นคนพูด ส่วนตัวเราไม่สามารถบังคับตัวเองได้

เมื่อปกมือเหนือศีรษะ ผมรู้สึกว่า พลังถูกดูดจากตัวจนหน้ามืดแทบทรงตัวไม่อยู่ จึงตั้งหลักแล้วหายใจลึก ๆ ที่สุด ต้องหยุดทำเพราะทนแรงดูดไม่ไหว

คนที่สอง

คุณยายม้วน(นามสมมติ)เป็นคาทอลิก นอนป่วยอยู่ที่บ้านนานแล้ว ไปไหนไม่ได้ มีอาการบางอย่างดูเหมือนมีอะไรอยู่ข้างใน จึงเชิญพวกเราไปดู เมื่อพวกเราไปถึง ก็เชิญวิญญาณที่สิงอยู่ภายในขึ้นมาคุยกัน แล้วได้เชิญชวนให้เขาออกจากร่าง โดยสัญญาว่าจะทำมิสซาให้ แม้จะออกยากแต่ที่สุดก็ยอมออก ลักษณะการพูดก็เหมือนคนแรก คือส่ายหน้าไปซ้าย-ขวาเนื่องจากนอนอยู่ พูดทีลืมตาที

เมื่อเอามือปกศีรษะอวยพร ขณะที่คุณยายส่ายหน้ามาใกล้ทางผม ผมจะรู้สึกมีพลังเข้าตัว สักครู่หนึ่ง ผมรู้สึกร้อนที่หน้า เมื่อลุกขึ้นไปล้างหน้า จึงเห็นว่าหน้าแดงจนเห็นได้ชัด

คนที่สาม

นายแดง(นามสมมติ)เป็นชายวัยกลางคน ค่อนข้างเงียบขรึม เมื่อเชิญวิญญาณที่สิงอยู่ในตัวขึ้นมาพูด เขาก็พูดอย่างไหลรื่น เมื่อถามเขาว่าให้ออกจากร่างได้ไหม ? เขาก็เลี่ยงไปพูดเรื่องอื่น ทุกครั้งที่เขาพูดจบ เราก็ขอให้เขาออก ที่สุดเขาก็ถามเราว่า "ทำไม่ชอบบอกให้เขาออก" เราก็ตอบว่า "นั่นไม่ใช่ที่อยู่ของเขา ปล่อยให้เขาเป็นอิสระ มีชีวิตแบบเป็นคนธรรมดา…" แต่วิญญาณนั้นยืนกรานอย่างเดียวว่า "เขาต้องการผม"

เมื่อถูกถามให้ออกจากร่างบ่อย ๆ เข้า เขาจึงบอกว่าจะออก แล้วเขาก็บอกว่า มีเพื่อนวิญญาณอยู่ข้างในอีกสี่คน แล้วยกมือซ้ายขึ้นพร้อมห้านิ้ว แล้วเอามือขวาทำท่าดีดเอาวิญญาณออกจากนิ้วทีละดวง แล้วบอกว่า "ออกไปหมดแล้ว" ผมก็เอะใจว่า ออกหมดแล้วทำไมยังพูดอยู่ เขาโมโหตอบว่า "ทำไมต้องบังคับให้ออก" แล้วก็พูดอะไรไปเรื่อยๆ เรื่องเดิม ๆ จนกว่าเราจะไม่พูดเรื่องของเขาอีก ที่สุดเราก็เลิกคุยปล่อยให้อยู่ที่เดิม เราได้เห็นความเขี้ยวหรือเจนจัดของวิญญาณดวงนี้

ที่น่าสังเกตคือ วิญญาณมีนิสัยไม่เหมือนกัน และทำให้ผมคิดว่า "คนเราประพฤติอย่างไร สิ้นใจอย่างนั้น ต้นไม้เอียงข้างไหน ก็จะล้มทางนั้น" เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์ในการดำเนินชีวิตของเราได้อย่างดี

เราไม่ได้ไล่ผี ?

ดูเหมือนว่า เมื่อคนๆหนึ่งตายไป วิญญาณจะไปอยู่กับพระเจ้าที่สร้างเขามา แต่ก็มีวิญญาณอีกจำนวนหนึ่งที่ยังเร่ร่อนไปตามวิถีของเขา ซึ่งผมเองก็ไม่รู้จักวิถีนั้นเป็นอย่างไร ผมรู้สึกว่า พวกนี้ต้องการหาที่อยู่ และถ้าได้อยู่ในร่างคนแล้ว เขาก็ไม่อยากออกไปไหน เมื่อมีคนที่มีวิญญาณสิงอยู่มาหา พวกเราก็ไม่ได้ไล่ให้เขาออกจากร่างกายคน แต่ได้ขอให้ออกไปอย่างเต็มใจ เราพูดกับเขาด้วยความรักและเมตตา พร้อมกับเสนอว่า จะทำบุญให้เขา เช่น "เราจะทำมิสซาให้" บางรายก็ตอบสนองรับ แล้วก็ออกไป ถ้าเขาไม่ยอมออกก็ต้องปล่อยไป ไม่ต้องทำร้ายกันอย่างที่เราเห็นในภาพยนต์จนน่ากลัว

วิญญาณจะเข้าตัวเราไหม ?

บางคนอาจถามว่า "แล้ววิญญาณจู่ๆจะเข้าร่างกายของเราได้ไหม ?" ไม่น่าจะได้ นอกจากคนเล่นเจ้าเล่นทรง หรือยินยอมให้เขาเข้ามา หรือไปพัวพันอย่างไรอย่างหนึ่ง จิตอ่อนแอหรือเรียกว่าจิตตกก็อาจเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรน่ากลัว น่ากังวล ไม่เชื่อว่าวิญญาณอยากเข้าใครก็เข้าได้ ถ้าเราไม่อนุญาต เขาก็เข้ามาไม่ได้

ข้อคิดส่วนตัว

จากประสบการณ์ข้างต้น ทำให้ผมสรุปว่าวิญญาณมีจริง ส่วนตายแล้วไปไหน ? เป็นอย่างไร ? คงจะยังไม่ชัดเจนเท่าไร แต่ขอเสนอความคิดเห็นดังต่อไปนี้

เราเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า

วิญญาณน่าจะเป็นอย่างไร ? คงต้องดูจากพระธรรมเก่าที่เล่าว่า "พระเจ้าเอาดินมาสร้างเป็นกายของชาย แล้วเป่าลมปรานเข้าไปในรูจมูกของเขา ทำให้ชายนั้นมีชีวิต…" จากมุมมองนี้ มนุษย์จึงมีองค์ประกอบอยู่ 2 อย่าง คือวัตถุและจิต ร่างกายเป็นดิน สักวันหนึ่งมันต้องกลับไปเป็นดิน ส่วนวิญญาณที่เป็นจิตมาจากพระเจ้า ก็ต้องไปอยู่กับพระเจ้า เพราะเราเป็นส่วนหนึ่ง(ลมปราณ)ของพระองค์

สวรรค์เป็นที่ที่เราควรไป

จิตของเราก็ต้องกลับไปหาต้นตอของตน นั่นคือความถูกต้องและเหมาะสม และเขาจะมีความสุขที่ได้อยู่กับผู้ให้กำเนิดของเขาตลอดไป โดยไม่ต้องแยกจากกันอีก ซึ่งเราคริสตชนเรียกว่าสวรรค์…นั่นคือเป้าหมายชีวิตของเรามนุษย์มิใช่หรือ ? จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะศึกษาให้เข้าใจ และดำเนินชีวิตไปในทางนั้น เพื่อบรรลุถึงทิพย์สมบัติอันแท้จริง

ไฟชำระน่าจะเป็นอย่างไร ?

แล้วถ้าวิญญาณนั้นๆไม่ได้กลับไป หรือไม่ยอมกลับไปหาพระเจ้าผู้สร้างเขามาเล่าจะเป็นอย่างไร ? ทางศาสนาก็สอนว่า คนที่ตายไปที่ยังมีบาปมีกรรมอยู่ จำต้องได้รับการชำระเสียก่อน การชำระนี้เราเรียกว่า "ไฟชำระ" ส่วนการชำระจะชำระด้วยไฟหรือเปล่านั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่แน่ๆคือ "เขาไม่มีความสุข" เหมือนลูกที่หลงทางกลับเข้าบ้านไม่ได้ ทั้งๆที่เห็นบ้านและพ่อแม่พี่น้องอยู่ข้างหน้า มันน่าทรมานใจ จึงเป็นเสมือน "วิญญาณเร่ร่อน" ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ? ยังต้องชำระตัวเองให้บริสุทธิ์ก่อน พวกเขาพร้อมที่จะได้รับความช่วยเหลือจากคนมีชีวิตอยู่ พวกเราจึงควรระลึกถึงพวกเขา ภาวนา ทำบุญแผ่เมตตา พลีกรรม ขอมิสซาให้พวกเขาทุกวันยิ่งดี พวกเขาคงไม่ลืมบุญคุณอันใหญ่หลวงนี้แน่

นรกน่าจะเป็นอย่างไร ?

ส่วนอีกประเภทหนึ่ง วิญญาณที่มีบาปและกรรมติดตัวไป เขาก็ไม่ไปหาพระเจ้า ใจของเขากระด้างเสียแล้ว เขาคงเกลียดตัวเองและเกลียดพระเจ้าด้วย มีรายหนึ่ง ผมบอกว่าให้ออกแล้วไปอยู่กับพระเยซูเจ้าและแม่พระ เขาทำหน้าและปากอย่างคนโมโหแล้วพูดว่า "ฉันเกลียดเยซู" เพราะชีวิตล้มเหลวที่พลาดโอกาสสร้างความดีตอนมีชีวิตอยู่ เขาคงรู้สึกอับอายที่จะไปอยู่กับพระเจ้าและบรรดานักบุญ จึงเป็นการลงโทษตัวเอง เหมือนพระเยซูเจ้าตรัสไว้ในพระวรสารว่า "เขาอยู่ข้างนอก…ต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน" นั่นคือความทรมานย่างสาหัส ทั้งๆที่พระเจ้าเปิดประตูต้อนรับเขา แต่เป็นเขาเองที่ไม่ยอมหรือไม่กล้าเข้าไป

เรื่องของวิญญาณ

สิ่งสำคัญเมื่ออ่านบทความนี้ ผมมิได้สรุปเป็นข้อความจริงให้เป็นข้อที่ต้องเชื่อแต่อย่างไร เพียงแต่เล่าประสบการณ์ที่พบมา ยังได้ถามวิญญาณอีกหลายเรื่อง เช่น "เวลาตายรู้สึกอย่างไร ?" เขาก็ตอบว่า "เหมือนกับนอนหลับไป ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร" "วิญญาณมีลักษณะเป็นอย่างไร ?" เขาก็อธิบายว่า "คุณพ่อไม่เคยเห็นหรอก อธิบายไม่ถูก" จึงถามว่า "มันคล้าย ๆ อะไรที่ใกล้เคียงที่สุด" เขาตอบว่า "คล้าย ๆ เมฆบางมาก ๆ ๆ" ถามว่า "แล้วรู้ไหมว่าเป็นวิญญาณของหญิงหรือชาย ?" เขาตอบว่า "รู้ แต่ก็อธิบายไม่ถูกว่ามันเป็นอย่างไร" ผมได้ถามอะไร ๆ เกี่ยวกับตัวผมเองหลายอย่าง ครั้งแรกเขาตอบว่าไม่เคยรู้จักมาก่อน พอคุยไปสักพัก เขาก็เริ่มพูดคุณสมบัติบางอย่างได้ถูกต้อง วิญญาณจะไม่พูดสิ่งที่ไม่ดีของคนอื่น น่ารักมากนะครับ
 

 

หน้ารัง | บทความ

26 ตุลาคม 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002