| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | ||
บิดาของข้าพเจ้ามีเพื่อนคนหนึ่งชื่อว่าปีเตอร์ เขาเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดี มีสกุล และเป็นบุตรชายคนหัวปีของครอบครัวรัสเซียเก่าแก่ครอบครัวหนึ่ง เขามีฐานะดีมากแบบที่ในอเมริกาเรียกว่ามหาเศรษฐี นอกจากมีที่ดินและสิ่งอื่นๆแล้ว เขายังมีทองคำแท่งและเงินก้อนมากมายในธนาคารด้วย วันหนึ่งเขามาหาบิดาข้าพเจ้าและกล่าวว่า "เทโอดอร์ ฉันได้อ่านพระวรสารมาระยะหนึ่งแล้วและฉันได้ตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามคำสอนนั้นตามตัวอักษร เช่นคนจำนวนมากที่ได้ปฏิบัติดังนี้มาก่อนแล้ว" บิดาข้าพเจ้านิ่งฟังเขา เขากล่าวต่อไปว่า "ฉันจะไปรวบรวมทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทองแท่งและเงินก้อน ฉันจะมอบไร่นาและที่ดินทั้งหมดให้แก่ครอบครัวของฉัน แต่เงิน(ธนบัตร)ที่ฉันมีในธนาคาร ฉันจะแลกให้เป็นทองแท่งและเงินก้อนให้หมด" และเขาได้กระทำดังที่กล่าวนั้นจริง ๆ บิดาข้าพเจ้าได้ไปเป็นเพื่อนเขาในการจัดการทั้งหมดนั้น ในสมัยนั้นยังไม่มีรถบรรทุก มีแต่รถสองล้อใช้สำหรับบรรทุกของหนักแทนรถบรรทุก รถนี้เทียมม้า 2 ตัวซึ่งจะลากรถไป บิดาข้าพเจ้าเล่าว่ารถสองล้อคันนั้นใหญ่มาก บรรจุของได้หนักขนาด 1 ตัน ถึง 1 ตันครึ่ง บรรทุกกระสอบมากมายเต็มคันรถ สิ่งที่อยู่ในกระสอบคือทองแท่งและเงินก้อน ปีเตอร์พร้อมกับบิดาของข้าพเจ้าขับรถคันนี้ไปยังที่ซึ่งคนจนอาศัยอยู่ หรือที่เรียกว่าสลัมของเมืองเปโตรกราดในปัจจุบัน แล้วปีเตอร์ก็แจกทองและเงินของเขาให้แก่ทุกครอบครัวและทุกบ้านจนหมดคันรถ เมื่อแจกแล้วปีเตอร์กล่าวว่า "ตอนนี้ ฉันได้ค่าไถ่ส่วนเล็กน้อยของเหรีญเงิน 30 เหรียญ ที่พระเป็นเจ้าทรงถูกขายไปแล้ว และบัดนี้ฉันต้องไปจากที่นี่" หลังจากนั้นเขาก็กลับบ้าน บนเตียงนอนมีเสื้อลินินยาวตัวหนึ่งวางอยู่ เขาหยิบย่ามผ้าลินิน ขนมปัง 1 ก้อน เอาเกลือจำนวนหนึ่งใส่ย่ามผ้าเล็กๆ มีขวดน้ำเต้าบรรจุน้ำ 1 ลูก และไม้เท้า 1 อันด้วย แล้วเขากับบิดาข้าพเจ้าก็เดินเคียงกันไปตามถนนเมืองเปโตรกราด เดินไปจนถึงชานเมืองและออกไปตามถนนในชนบท ภาพสุดท้ายที่บิดาข้าพเจ้าเห็นเพื่อนคนนี้คือเงาของเขาที่ยาวทอทาบพื้นจากแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับโลก เงาของชายคนหนึ่งที่ใส่เสื้อยาวมีไม้เท้าถือในมือ เขาไม่มีเงินในกระเป๋า(เสื้อของเขาไม่มีกระเป๋า) ไม่มีเงินในย่าม เขามีแต่เพียงขนมปังนิดหน่อย น้ำ เกลือ และไม้เท้า ไม่มีแม้แต่รองเท้า เขามีของติดตัวไปเพียงเท่านั้น หลายปีต่อมาบิดาข้าพเจ้าไปธุระที่เมืองเคียฟ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศรัสเซีย และท่านไปร่วมบูชามิสซาขอบพระคุณที่วัดแห่งหนึ่ง ในสมัยนั้นมีธรรมเนียมอย่างหนึ่งคือ ตามขั้นบันไดหน้าวัดจะมีขอทานมาชุมนุมกันก่อนเริ่มพิธี เพื่อขอทานจากคนที่เดินเข้าวัด ในกลุ่มขอทานนั้นมีชายคนหนึ่งไว้เครา ผมยาวเกาะกันรุงรัง และใส่เสื้อผ้าขาดรุ่ยร่าย มองดูคล้ายกับเป็นคนสติไม่สมประกอบหรือคนปัญญาอ่อน ดวงตาของเขาว่างเปล่า ใบหน้าปราศจากความรู้สึกใด ๆ มีแต่ร่องรอยที่แสดงความโง่เขลาเบาปัญญา แต่ทันใดนั้น เผอิญมีแสงอาทิตย์ส่องลงบนใบหน้าของชายผู้นี้ และบิดาข้าพเจ้าจำได้ทันทีว่านี่คือปีเตอร์เพื่อนของตน บิดาจึงเรียกชื่อเขาออกไป ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปเป็นคนปกติรู้เรื่องทันที ทั้งสองเข้าสวมกอดกัน ไปร่วมพิธีบูชามิสซาขอบพระคุณด้วยกัน หลังจากนั้นไปรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน บิดาข้าพเจ้าถามเขาว่า "ทำไมจึงเลือกกระแสเรียกที่ทำตัวเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาเช่นนี้" ปีเตอร์ตอบว่า "ฉันกำลังทำการชดเชยแทนผู้ที่เรียกพระคริสตเจ้าว่าเป็นคนโง่ในพระชนม์ชีพของพระองค์ และในทุกยุคสมัยต่อจากนั้นด้วย" เมื่อจูบอำลากันอีกครั้งหนึ่งแล้วปีเตอร์ก็หายไปท่ามกลางหมู่ชน บิดาข้าพเจ้าไม่ได้พบเห็นเขาอีกเลย ปีเตอร์เข้าอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า jurodivia สมาชิกของกลุ่มนี้เป็นผู้ยากจนอย่างเด็ดขาด และอาศัยอยู่กับคนยากจน พวกเขาจะขอทานตามประตูวัดและตามมุมถนน พวกเขาจำศีลอดอาหาร บางคนอาจจะกล่าวว่าพวกเขายืนเคียงข้างพวกปูสตินิค เพราะปูสตินิคก็ดำรงชีวิตในสภาพที่ยากจนอย่างน่าสังเวช อยู่โดดเดี่ยว สวดภาวนา และคอยฟัง แต่กระแสเรียกและจุดมุ่งหมายของกลุ่ม jurodivia มีเพื่อชดเชยสำหรับสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือ ชดเชยแทนผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกพระเจ้าว่า "คนเขลา" เนื่องจากมนุษย์ยังเรียกพระเจ้าว่า "คนเขลา" อยู่ต่อไปอีก พวก jurodivia จึงรู้สึกว่าพวกเขาต้องดำรงชีวิตในความยากจนเสมอ เพื่อทำการชดเชยและภาวนา -คล้ายกับพวกปูสตีนิค- แต่มีความแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีนักแสวงบุญมากมาย ที่จาริกข้ามประเทศรัสเซียทั่วทุกทิศอยู่ตลอดเวลา เขาหอบหิ้วปูสตีเนียไปในหัวใจ นอนใต้ต้นไม้หรือตามกองฟาง หรือที่ใดก็ตามแต่ที่ผู้คนยอมให้ใช้สถานที่ พวกเขาเป็นคนยากจน ต้องขอทานจากผู้อื่น และสวดภาวนาเพื่อโลกของเราตลอดเวลา ธรรมเนียมชีวิตฝ่ายจิตในรูปแบบนี้ยังดำเนินต่อมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่โรมในปี 1967 เพื่อร่วมการประชุมกลุ่มฆราวาสนานาชาติ มีโอกาสแปลภาษารัสเซียให้แก่นักเทววิทยา 4 ท่านด้วยกัน พวกเขาพูดภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสไม่ได้เลย จึงต้องแปลจากภาษารัสเซียกลับไปกลับมาให้พวกเขา เราจึงคุ้นเคยกันดีมาก ข้าพเจ้าถามพวกเขาว่า "ชาวรัสเซียยังทำการจาริกกันอยู่อีกหรือไม่? พวกเขาจึงมองหน้าข้าพเจ้าและกล่าวว่า "คุณคิดว่าลัทธิคอมมิวนิสต์สามารถหยุดการจาริกในประเทศรัสเซียได้หรือ? เมื่อได้ยินเช่นนั้นข้าพเจ้ามีความรู้สึกเหมือนจะตกจากเก้าอี้ และข้าพเจ้ายังได้ถามอีกคำถามหนึ่งในแนวเดียวกันว่า "ยังมีพวกปูสตินิคอยู่อีกหรือไม่? คำตอบก็คือว่า ในป่ายังคงมีปูสตีเนียและปูสตินิคอยู่มากมาย และยังเป็นที่ทราบกันด้วยว่าพวกคอมมิวนิสต์บางคนเข้าป่าเพื่อแสวงหาพวกปูสตินิค และบางครั้งก็อยู่ที่นั่นเลย แต่พวกเขาเสริมต่อไปว่า ไม่มีการยืนยันในข่าวคราวเหล่านี้ บางทีพวกเราชาวรัสเซียทั้งชาติอาจได้รับการเลือกสรรสำหรับกระแสเรียกที่ค่อนข้างแปลกประหลาดนี้ก็เป็นได้ มิฉะนั้นโลกจะลืมแก่นแท้ของความเชื่อ ซึ่งเหนืออื่นใดหมดก็คือการมอบถวายเกียรติมงคลคืนแค่พระเจ้า แก่นแท้ในความเชื่อของเราคือการแสวงหาเพื่อจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้นอยู่ตลอดไป เพื่อว่าจะได้ถวายเกียรติมงคลแด่พระองค์มากยิ่งขึ้น และจะได้รับใช้พระองค์ได้ดียิ่งขึ้นผ่านทางเพื่อนมนุษย์ พวกเราชาวรัสเซียมีความโน้มเอียงเป็นพิเศษที่จะทำตัวให้เข้ากับกลุ่มคนจน คืออยู่ในความหนาวเหน็บ ไร้บ้านอยู่อาศัย เป็นนักจาริกแทนบรรดาคนที่ไม่มีความปรารถนาชีวิตด้านความศักดิ์สิทธิ์ และผู้ที่ไม่ต้องการลุกขึ้นแสวงหาพระเจ้า กิจการเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นธรรมชาติของพวกเรา พวกเราจำนวนมากรู้สึกว่าคนอื่น ๆ กำลังแสวงหาพระเจ้าในที่ที่อาจจะพบพระองค์ได้ยาก ในรูปแบบการดำรงชีวิตที่สบาย ซึ่งตามความเป็นจริงก็ไม่ใช่บาป แต่อาจจะทำให้เหมือนกับขาดอากาศบริสุทธิ์และสลบไป และแยกตนเองจากเพื่อนมนุษย์อื่น ๆ ความสะดวกสบายในชีวิตสามารถกลายเป็นรูปเคารพได้เช่นกัน ดังนั้นกระแสเรียกแปลก ๆ ที่ได้พรรณนามาในบทนี้เป็นกระแสเรียกของคนร่วมชาติของข้าพเจ้า และของคนอื่นอีกมากมายที่เลือกดำเนินชีวิตจิตตามรูปแบบชีวิตจิตทางตะวันออก
|
1 มิถุนายน 2003
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2003