ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ (ยน.8:32)
คอลัมน์ประจำ:
หน้ารัง | มุมสนทนา | บทความ | บทกวี | ข่าว | product

บทความ เรื่องสั้น เรื่องแปล

ถึงเวลาประกาศ
มิชชั่น


จากการเข้าเงียบกลุ่มธรรมทูตไทยในประเทศกัมพูชา คุณพ่อวีระชัย ได้นำเอาพระสมณสาส์นพระศาสนจักรในเอเชีย (EA) บทที่ ๔ มาเป็นแนวทางในการรำพึง ไตร่ตรองสิ่งที่ผมได้รำพึงก็คือ เราต้องประกาศพระวรสาร (ข่าวดี) ซึ่งเรารู้อยู่แก่ใจกันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าคิดคือ เราประกาศตัวเราเอง หรือพระเยซูเจ้า งานธรรมทูตเป็นสิ่งที่ท้าทายในทุกพื้นที่ทั่วโลก แม้แต่ในประเทศที่เป็นคริสตชนอยู่แล้ว เป็นพิเศษในทวีปเอเชีย ซึ่งพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ก็ให้เราไม่ลืมว่า พระเยซูเจ้าที่จริงพระพักตร์พระองค์เป็นชาวเอเชีย ไม่ใช่ยุโรป รวมทั้งความยากลำบากเกี่ยวกับการประกาศว่า พระเยซูคือพระผู้ไถ่แต่เพียงพระองค์เดียว ซึ่งพระองค์ได้ให้ทางออกว่า ต้องยึดวิธีสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มแรกให้รู้จักพระองค์ตามที่เขารับได้ จนในที่สุดก็ถึงการยอมรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด(ข้อ ๒๐)

พระองค์ให้ข้อสังเกตถึงเรื่องการเข้าสู่วัฒนธรรม ซึ่งเป็นเรื่องไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของพระสงฆ์นักบวช หรือนักเทววิทยา แต่เป็นเรื่องของคริสตชนทุกคน สิ่งที่น่าสังเกตหลังจากพยายามทำให้พระวรสารแสดงออกตามวัฒนธรรมแล้วก็คือ ให้ดูว่า ประชาชนอุทิศตนเพื่อความเชื่อมากขึ้นหรือไม่ (ข้อ ๒๑)

ผมเห็นเรื่องนี้ในพระวาจาของอาทิตย์นี้ด้วย ตั้งแต่บทอ่านที่หนึ่ง ที่พระเจ้าเรียกประกาศกโยนา ไปประกาศพระวรสารที่นครนีนีเว ซึ่งเป็นเมืองของคนต่างศาสนา วิธีการของสมัยโยนา ถูกต้องใช้ได้ในสมัยของโยนา ในบรรยากาศที่ไม่มีสื่อหรือความคิดในลัทธิใดๆ มากกมายเหมือนสมัยของเรา นอกจากความคิดเรื่องเทพเจ้า และสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ ชาวนีนาเวห์เชื่อ และเขาก็เปลี่ยนแปลงชีวิต พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าเขามาถือศาสนายิว แต่เขาได้ละทิ้งกิจการชั่ว และพระเจ้าซึ่งไม่จำกัดเฉพาะชาวยิว ก็ได้แสดงพระเมตตาต่อพวกเขา โดยไม่ลงโทษพวกเขา (แน่นอนสำหรับคนดีที่ไม่รู้จักพระองค์ด้วย)

พระเป็นเจ้ามีพระทัยดีต่อมนุษย์ทุกคน และรอคอยให้ทุกคนเปลี่ยนแปลงชีวิตทุกวัน  ประกาศกโยนา อาจเปรียบเทียบกับเราคาทอลิกที่บางทีก็ถือความเชื่อแบบประเพณี ถือตามธรรมเนียมแต่ไม่ได้มีประสบการณ์กับพระเจ้าเลย
โดยพระเยซูที่ได้เรียกเราทุกวันให้ปฏิบัติหน้าที่ของเราแต่ละคน เพื่อเป็นพยานถึงผู้อื่น ตามรูปแบบ ตามความรู้สึกนึกคิดแบบที่เราเป็น

พระเยซูเรียกเราให้ทำงานประกาศพระวรสารเหมือนที่ได้เรียกศิษย์ ให้มาจับมนุษย์แทนจับปลา แต่ดูเหมือนผลประโยชน์  ซึ่งอาจจะเป็นค่าตอบแทนความมั่นคงในชีวิต หรือชื่อเสียง ที่กลายเป็นอวน และสิ่งที่ผูกเราไว้แบบที่ไม่กล้าทิ้งทั้งหมด แล้วตามพระองค์ไป เรามีความกังวลในหลายเรื่องเกี่ยวกับสังคมของเรา ประเทศของเรา หรือหน้าที่การงานของเรา  และแม้บางทีก็เป็นเรื่องใกล้ตัวเช่น ครอบครัวของเรา การเงินภายในบ้าน รายได้กับรายจ่าย หรือนิสัยใจคอของสมาชิกในครอบครัวหรือที่ร่วมงาน นี่เป็นอวนเป็นบิดาเศเบดีในพระวรสาร ที่สาวกทั้งสี่ (ซีโมน อันดรู ยากอบ ยอห์น)ในวันนี้ได้กล้าทิ้ง กล่าวคือ พระเยซูเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าความกังวลเหล่านั้นมากนัก

ในปีแห่งการประกาศพระวรสาร ในอาทิตย์นี้ดูเหมือนพระองค์ต้องการหล่อเลี้ยงความเชื่อของเรา ด้วยพระวาจาเรียบๆ ง่ายๆ แต่เป็นสิ่งสำคัญ พระสันตะปาปาได้ตรัสในสมณสาส์น ว่าธรรมทูตที่มิได้มีประสบการณ์หรือสัมผัสกับพระเป็นเจ้าในการพึงภาวนา ก็จะมีอิทธิพลฝ่ายจิตน้อย และประสบความสำเร็จในงานธรรมทูตน้อยมาก (ข้อ ๒๓) เราทุกคนเป็นธรรมทูตโดยธรรมชาติ ตั้งแต่รับศีลล้างบาป แต่การซึมซับประสบการณ์ของพระเจ้า อยู่ที่เวลาและโอกาส ยิ่งอายุการเป็นคริสตชนเรามากขึ้น เราได้ใช้โอกาสที่พระให้มาในแต่ละวัน ทำให้ความเชื่อเราเติบโตแค่ไหน ? ถ้าใครที่รู้ว่า พระเยซูเป็นพระพรสำหรับทุกคน เขาก็จะพยายามทุกวิถีทางที่จะบอกเรื่องเกี่ยวกับพระองค์ให้ทุกคนได้รู้ เวลาแห่งพระอาณาจักรพระเจ้ามาถึงแล้ว แต่บางคนยังไม่รู้สึกตัว นักบุญเปาโลถึงได้เตือนชาวโครินทร์ ให้ตื่นตัว อย่ามัวแต่หลงใหลแต่เรื่องของชีวิตนี้หรือโลกนี้เท่านั้น อย่าสาระวนแต่เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดเงิน หรือเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว จนละเลยเรื่องจิตใจ แต่ตรงกันข้าม ให้เราพยายามให้พระเจ้า ผ่านทางพระเยซูเจ้า ได้เป็นข่าวดี ความสุขในชีวิตของเรา มากกว่าข้าวของเงินทอง ที่เปาโลบอกว่า ทุกอย่างในโลกนี้นั้น มักเปลี่ยนแปลงเสมอ... (ถ้าไม่เชื่อก็ดูดัชนีหุ้นและค่าเงินบาทในแต่ละวันสิ)

 

 
หน้ารัง


แนะนำบทความหรือส่งบทความของท่านมาได้ที่ webmaster@issara.com

Last Update : 15 February, 2006
About Us | Site Map | Contact Us | ©2006 C.Ss.R. Media Center by ISSARA™