issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
เสียงประกาศก : ชีวิตที่สมดุล
คุณพ่ออภิสิทธิ์ กฤษราลัมณ์

งูเป็นสัตว์ฉลาดที่สุดในบรรดาสัตว์ที่พระเจ้าทรงสร้างมา งูถามหญิงนั้นว่า

"จริงหรือที่พระเจ้าทรงห้ามกินผลไม้ในสวนนี้?"

"เรากินผลจากต้นไม้ใดๆในสวนนี้ได้ทั้งสิ้น นอกจากต้นไม้ที่อยู่กลางสวน" หญิงนั้นตอบ "พระเจ้าตรัสว่า อย่ากินผลของต้นไม้นั้น หรือแม้แต่แตะต้องต้นของมัน ถ้าเราขืนทำเราจะตาย"

งูตอบว่า "ไม่จริงดอก เธอจะไม่ตาย พระเจ้าตรัสเช่นนั้นก็เพราะพระองค์ทรงทราบว่าเธอกินเข้าไปแล้ว เธอจะเข้าใจอะไรต่างๆได้แจ่มแจ้งเหมือนพระเจ้า จะรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว"

หญิงเห็นว่าต้นไม้นั้นสวยงาม มีผลงามน่ากิน เธอคิดว่าถ้าฉลาดขึ้นได้ก็ดีน่ะสิ เธอจึงปลิดผลมากิน แล้วเอาให้สามีของเธอด้วย เขาก็กินผลไม้นั้น เมื่อทั้งสองคนกินผลไม้นั้นแล้ว ก็เข้าใจสิ่งต่างๆดีขึ้น จึงรู้ว่าเขาทั้งสองเปลือยกายอยู่ เขาก็เอาใบมะเดื่อมาปกปิดร่างกายของตน

เย็นวันนั้น ทั้งสองได้ยินเสียงพระเจ้าทรงดำเนินอยู่ในสวน เขาจึงซ่อนกายอยู่ในหมู่ไม้ แต่พระเจ้าตรัสเรียกหาชายผู้นั้นว่า "เจ้าอยู่ที่ไหนเล่า?" ชายนั้นทูลตอบพระองค์ว่า "ข้าพเจ้าได้ยินเสียงพระองค์ในสวนก็กลัว จึงซ่อนตัวมิให้พระองค์เห็น เพราะข้าพเจ้าเปลือยกายอยู่" (ปฐมกาล 3:1-10)

หนังสือปฐมกาลบทที่ 3 เริ่มต้นด้วยงู งูนี่เป็นรูปแบบของชีวิตที่หลอกลวง ทำไมผู้เขียนจึงใช้งูเป็นสัญลักษณ์ของการหลอกลวงหรือว่าสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย? ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าคนในสมัยนั้น ชนชาติบางเผ่านับถืองูหรือสิ่งอื่นเป็นพระเป็นเจ้า ผู้เขียนพระคัมภีร์ก็ได้โอกาส ก็เอาสิ่งนี้ขึ้นมา แล้วบอกว่างูนี่มันฉลาดกว่าทั้งหมด มันมีเทคนิคในการที่จะล่อลวง แต่เราอย่าไปคิดว่างูนี้มันอยู่ข้างนอก อย่างงูมาคุยกับเอวา บางทีเราคิดแบบนี้ เราคิดว่าความชั่วร้ายอะไรต่างๆ การประจญมันเกิดขึ้น ก็เพราะว่าสิ่งที่อยู่ข้างนอก มันไม่ใช่หรอก งูบางทีมันอยู่ข้างในเรานั่นแหละ คำพูดหรือคำถามที่งูเริ่มต้นนั้นฉลาดมาก บอกว่า เอ๊ะจริงหรือเปล่า ที่พระเป็นเจ้าตรัสว่า อย่ากินผลไม้ใด ๆ เวลาเราถูกประจญ เราคิดเอ๊ะจริงหรือเปล่า นั่นมันเป็นบาปจริงหรือ ถ้าเกิดเราจะทำอย่างนั้นล่ะ มันจะผิดต่อคำสอนของพระ หรือว่าจริงหรือเปล่าที่เราทำไปแล้วนี่ มันจะผิดต่อมโนธรรมของเรา มันจะเป็นคำถามเริ่มต้นภายในใจ มันไม่ใช่เป็นอะไรที่อยู่ข้างนอก ที่เราคุยกับงู แต่เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั่นเอง แล้วก็ถามไปเรื่อย ๆ ผมไม่ต้องอธิบายมาก ไปสังเกตดูดี ๆ ว่า สิ่งที่เอวาได้ตอบโต้กับงู ก็เป็นสิ่งที่ตัวเราเองนี่แหละ ต่อสู้กับตัวเราเอง เรามีกระแสหนึ่งที่ถูกผลักดันไปยังความดี คือ ตามพระฉายาลักษณ์ของพระเป็นเจ้า อีกกระแสหนึ่งผลักไปตาม ego image ของเราคือตัวเราเอง คือเรายกตัวเราเองขึ้นมาเป็นใหญ่ สุดท้ายพอพูดไปพูดมาเสร็จ เอวาก็ตามกระแสไปทางข้างซ้าย ที่บอกว่า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าเป็นคนที่ตัดสินเองว่าจะทำสิ่งใด

เวลาที่ผมสอนคำสอนนะครับ ปกติจะเริ่มต้นด้วยปฐมกาลเลย ไม่ได้เริ่มบทคำสอนของพระศาสนจักรอะไร แต่เริ่มจากพระคัมภีร์ ให้คนเรียนสัมผัสถึงชีวิต เริ่มแต่ปฐมกาลบทแรก แล้วก็ไล่ไปเรื่อย ๆจนถึงพระคัมภีร์ใหม่ แล้วค่อยไปสอนคำสอนของพระศาสนจักร ตอนที่สอนคำสอนคนที่มาเรียนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหมอ เขาถามว่า "ผมอ่านตอนนี้แล้วไม่เข้าใจว่า มันผิดได้อย่างไร เขาบอกว่า ถ้าต้นไม้ต้นนี้ มันเป็นต้นแห่งการสำนึกในความดีและความชั่ว กินไปแล้วมันไม่ดีตรงไหนล่ะ?"

เขาก็พูดมีเหตุผลนะ ถ้าต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นไม้แห่งความดีและความชั่ว พอกินไปแล้วก็จะรู้ว่าอันนี้ความดีอันนี้เป็นความชั่ว แล้วมันผิดตรงไหน สำนึกดีสำนึกชั่วไม่ดีเหรอ ดีเสียอีกเราจะได้รู้ซะว่านี่เป็นสิ่งที่ดี นี่เป็นสิ่งที่ไม่ดี ผมก็อึ้งว่า เอ มันก็ถูกของเขา ถ้ารู้ว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนชั่ว มันก็ไม่น่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีเพราะอะไร? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ไหนหรอก อ่านต่อนะครับ

"เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นก็น่ากินแล้วก็น่าดูด้วย ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา" โอ้โห ดีมาก "จึงเก็บผลไม้นั้นกิน แล้วก็ส่งให้สามีกินด้วย แล้วเมื่อเขากิน ตาของเขาทั้งสองก็สว่างขึ้น" โอ้โห มันยิ่งดีใหญ่เลยไม่ใช่เหรอ ตาสว่างขึ้น ถ้าจบเพียงเท่านี้ อันนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่พระคัมภีร์ยังไม่ได้จบ "ตาของเขาก็สว่างขึ้น จึงสำนึกว่าตนเปลือยกายอยู่ ก็เอาไม้มะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้" เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้น มันจะเป็นสิ่งดีได้อย่างไร?

สังเกตว่านี่คือความรู้สึกของเรา ถ้าเกิดเราทำไปแล้ว ตอนแรกเราว่าดี มันดีจริง ๆ เพราะว่า เราคิดมาแล้วว่ามันไม่ผิด ว่ามันดี แต่เมื่อเราทำเสร็จปั๊บ ถ้าความรู้สึกเกิดขึ้นว่าอับอาย สิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ดี พระคัมภีร์บอกว่า ตาเขาสว่างขึ้น เขาสำนึกในความดีและความชั่ว ถ้ามันดี เขาจะรู้สึกดี จะไม่รู้สึกอับอาย แต่นี่เขารู้สึกอับอายทันทีว่าเขาเปลือยกายอยู่ และต้องการเอาอะไรมาปกปิดไว้

นี่แหละครับ กระบวนการจิตใจของเราก็เหมือนกัน ในการที่จะทำความดีหรือความชั่ว มันมาในรูปแบบของสิ่งที่งดงาม สิ่งที่ล่อลวงตา เรานึกว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่เราจะรู้ได้อย่างชัดแจ้งว่ามันดีหรือไม่ดี พอเราทำลงไปแล้ว ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นความรู้สึกอับอาย อันนั้น เราสามารถที่จะพูดได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ถ้าเป็นสิ่งที่ดีแล้ว อาดัมและเอวาจะไม่อับอาย พอไม่ดีปั๊บเป็นไง พออับอายแล้วเป็นไง ก็ต้องปกปิดไว้ เห็นไหม มันเป็นกระบวนการของมนุษย์เลย ไม่ใช่เฉพาะในอาดัมและเอวาอย่างเดียว โดยปกติ ทุกคนก็ต้องปกปิดไว้ ใช่ไหมครับ ไม่มีใครอยากให้คนอื่นรู้ว่าเราทำอะไร เฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราคิดว่าเราทำไม่ดี ไม่ถูกต้อง เราก็ต้องปกปิดไว้ เหมือนกันเลย อาดัมและเอวาก็ปกปิดไว้เช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น คำตอบอยู่ในพระคัมภีร์อยู่แล้วนะครับ ไม่ต้องไปหาที่ไหน สิ่งที่สำคัญ อย่าไปเน้นว่า เพราะพระเป็นเจ้าสั่งอย่างนั้น พระเป็นเจ้าสั่งอย่างนี้ ไม่ใช่ ไม่ต้องมองที่พระเป็นเจ้าสั่ง มองดูที่ตัวเขาทำเอง มันบอกเองว่า มันดีหรือไม่ดี เห็นไหมว่า ถ้ามันดี อาดัมและเอวาจะไม่คิดว่าตัวเองเปลือยกายอยู่ คือความคิดว่าตัวเองเปลือยกายอยู่ หมายความว่า รู้สึกอับอาย รู้สึกขายหน้า พอเสร็จแล้วเป็นไง เขาบอกว่าอยากที่จะปิดบัง ต่อไปเรารู้ว่าเป็นยังไง หลีกเลี่ยงเลย พระเป็นเจ้าบอก อาดัมและเอวาหายไปไหน พระคัมภีร์ให้ภาพพจน์ที่ชัดใช่ไหม หายไปไหนแล้ว ทำผิดปั๊บเนี่ย เราอับอาย เสร็จปุ๊บ เราปกปิดเสร็จ เป็นไง เราเลี่ยงเลย เราไม่อยากเจอเขาเท่าไหร่ พระเป็นเจ้าหาใหญ่เลยว่า อาดัมและเอวา เจ้าอยู่ไหน?

หมายเหตุบรรณาธิการ : เสียงประกาศก ถอดความจากเทปบันทึกเสียงที่คุณพ่ออภิสิทธิ์ กฤษราลัมณ์ เทศน์อบรมในการเข้าเงียบ ทางกองบก.กำลังดำเนินการถอดความและได้นำลงเป็นบางตอนบ้างแล้วในอิสระฉบับภาคพื้นดิน และเพื่อแนะนำให้แฟนๆอิสระดอทคอมได้รู้จัก เราจะคัดสรรบางตอนมาลงเสมอๆ ประมาณต้นปีหน้า "เสียงประกาศก" จะปรากฏเป็นรูปเล่มครับ

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง |

10 สิงหาคม 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001