issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ
article
เสียงประกาศก : เจ้ารักเรามากกว่าคนเหล่านี้หรือ ?
คุณพ่ออภิสิทธิ์ กฤษราลัมณ์

(หมายเหตุ : "เสียงประกาศก" รวมบทเทศน์ของคุณพ่ออภิสิทธิ์ ซึ่งในเนื้อหามีการประสานสัมพันธ์แนวคิดทางเทววิทยา จิตวิทยา พื้นฐานชีวิตฝ่ายจิตและการตีความพระคัมภีร์เข้าด้วยกัน ถูกนำตีพิมพ์ในวารสาร "อิสระ" หลายต่อหลายตอน และได้รับความสนใจจนกำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึง ขณะนี้ สำนักพิมพ์คณะพระมหาไถ่อยู่ในระหว่างดำเนินการจัดพิมพ์ คาดว่าจะสำเร็จเป็นรูปเล่มในเดือนกุมภาพันธ์ 2545 เราขอคัดสรรบทนี้มาเป็นตัวอย่างฝากผู้อ่านอิสระดอทคอม)

วันนี้เราจะฟังพระวาจาของพระเป็นเจ้าจากพระวรสารของนักบุญยอห์นน่ะครับ บทที่ 21 ข้อ 15 ถึงข้อ 19 15 ถึง 19 นะครับ

"และเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พระเยซูเจ้าตรัสกับซีมอนเปโตรว่า ซีมอนบุตรของยอห์น เจ้ารักเรามากกว่า เหล่านี้หรือ เขาทูลพระองค์ว่า เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพเจ้ารักพระองค์ พระองค์ตรัสสั่งเขาว่า จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สองว่า ซีมอนบุตรของยอห์น เจ้ารักเราหรือ เขาทูลตอบพระองค์ว่า เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพเจ้ารักพระองค์ พระองค์ตรัสสั่งเขาว่า จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สามว่า ซีมอนบุตรของยอห์น เจ้ารักเราหรือ

เปโตรเป็นทุกข์ใจ ที่พระองค์ตรัสถามเขาครั้งที่สามว่า เจ้ารักเราหรือ

เขาจึงทูลพระองค์ว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์ พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า เมื่อเจ้ายังหนุ่ม เจ้าคาดเอวของเจ้าเองแล้วเดินไปไหน ๆ ตามที่เจ้าปรารถนา แต่เมื่อเจ้าแก่แล้ว เจ้าจะยื่นมือของเจ้าออก และคนอื่นจะคาดเอวเจ้า ในที่ ๆ เจ้าไม่ปรารถนาจะไป ที่พระองค์ตรัสอย่างนั้น เพื่อแสดงว่า เปโตรจะถวายเกียรติแด่พระเป็นเจ้าด้วยการตายอย่างไร ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้น แล้วจึงสั่งเปโตรว่า จงตามเรามาเถิด"

เวลาเราสอนคำสอนนะครับ ปกติ คนที่มาเรียนคำสอนนี้ พระเยซูเจ้าเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา เพราะว่าเขาไม่รู้จักพระเยซูเจ้า การสอนคำสอนก็คือ การทำให้บุคคลคนนี้รู้จักพระเยซูเจ้า ซาบซึ้งถึงคำสอนของพระองค์ และที่สุดก็หวังอย่างยิ่งว่า จะมีความรู้สึกที่จะติดตามชีวิตของพระเยซูเจ้า เหมือนกับว่าเราต้องการให้เขาเป็นสาวกที่สัตย์ซื่อของพระเยซูคริสตเจ้า

การติดตามพระเยซูเจ้านี้ เราเห็นภาพพจน์ที่ค่อนข้างชัดนะครับ เราต้องการเดินตามใครคนใดคนหนึ่ง หมายความว่าอะไร หมายความว่าเราจะหันหลังให้กับชีวิตที่อยู่ข้างหลังใช่ไหมครับ เราก็มุ่งหน้าเดินตามพระเยซู สมมติว่าเราจะเดินตามพระเยซู เราก็เดิน เราก็ตามพระองค์ เพียงแค่ลักษณะอันนี้ก็บ่งบอกหลายอย่างนะครับว่า ถ้าเราต้องการตามพระองค์ เราจะตามแบบไหนล่ะ บางคนอาจจะเดินเร็วแล้วก็ตามเร็ว บางคนอาจจะเดินช้า ๆ ก็ได้ ชะลอก็ได้ใช่ไหมครับ บางคนอาจจะขี้เกียจเดินเร็ว ก็อาจจะนั่งพักก็ได้ บางคนก็อาจจะถอยหลังก็ได้สักพัก หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่การเดินตามนี้ให้ความหมายว่า ผู้ที่จะเดินตามพระเยซูเจ้าได้ จะต้องละทิ้งวิถีชีวิตของตัวเอง เพื่อที่จะสามารถเดินตามชีวิตของพระเยซูเจ้าได้ เราจำได้ไหมนะครับ นักบุญเปโตร ครั้งแรกสุดที่พระองค์ทรงเรียก "เปโตรตามเรามา" เปโตรทิ้งอวนทิ้งอะไรทั้งหลาย อันนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้ว บทที่ 21 ของยอห์นนี่ เกือบ ๆ จะจบฉากของชีวิตของพระเยซูเจ้าทั้งหมด แต่ก่อนหน้านี้บทแรก ๆ เราได้ยินบ่อย ๆ พระองค์บอกว่า เปโตร ยอห์น แอนดรูว เราเห็นว่าพวกนี้ทิ้งทุกสิ่งที่ทำทันที ตามพระเยซูเจ้า แต่การตามครั้งแรกนี้เป็นอย่างไร พิจารณาดี ๆ ไม่มั่นคง ดูเหมือนว่าพวกนี้ตอบรับทันที ทิ้งทุกอย่างตามพระเยซู แต่การตามพระเยซูเจ้าครั้งแรกของเปโตรนั้นไม่มั่นคง ก็ดู ดูสิ ต่อไปว่าเป็นอย่างไร เอ๊ะ! ไม่รู้จักคนนี้ พระเยซูเจ้าไม่รู้จัก เพราะว่าอะไร เพราะตอนที่อยู่กับพระเยซูเจ้านั้น รู้สึกว่ามีเกียรติยศ โอ้! อาจารย์เรายิ่งใหญ่ ไปที่ไหน คนมาเยอะแยะ ต้องการที่จะฟังเทศนา ไปที่ไหน คนที่มีความทุกข์ความเจ็บป่วยมาหาพระเยซู พระองค์ทรงช่วยให้หาย โอ้โห อาจารย์เราใหญ่มากๆ ยิ่งใหญ่ ยอดเยี่ยม ภูมิใจในการติดตามพระเยซูคริสตเจ้า แต่พอพระองค์มีทุกข์ ถูกจับ ว้า ! จำไม่ได้ คนนี้จำไม่ได้ เป็นใครไม่ทราบ "อ้าว ! เจ้าเป็นศิษย์ของเยซูคนนั้นมิใช่หรือ" "ไม่ใช่" ปฏิเสธทันที เราจำได้ใช่ไหมครับ ปฏิเสธสามครั้งว่าไม่รู้จักพระเยซูเจ้า

ตอนสุดท้ายที่เราได้ยินในวันนี้ พระเยซูเจ้าก็ถาม เปโตร คำถามง่าย ๆ ซึ่งแท้ที่จริง ดูเหมือนว่าชีวิตของเปโตร อาจจะถูกถามหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มีความหมาย พระองค์ถามอีกว่า เจ้ารักเราไหม ถามเปโตรว่า เจ้ารักเราหรือเปล่า ถามอีกครั้ง เปโตรท่านรักเราหรือ เปโตรมีความทุกข์ ทุกข์ใจ ความทุกข์ใจนี้ก็มีความมั่นคงในคำตอบที่เปโตรให้กับพระเยซูเจ้าว่า ใช่ ข้าพเจ้ารักพระองค์ แล้วพระองค์ก็บอกว่า บัดนี้จงเลี้ยงลูกแกะของเรา

ในชีวิตการติดตามพระเยซูเจ้าของเรา บางครั้ง เราคิดว่า เราอยู่ใกล้ชิดกับพระเยซูมาก แต่สิ่งที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าชีวิตของเราใกล้ชิดกับพระองค์อย่างแท้จริง ก็ตอนที่เรามีความทุกข์ เหมือนกับนักบุญเปโตร ในตอนสุดท้ายที่นักบุญเปโตรสามารถอุทิศชีวิตตัวเอง เพื่อพระเยซูเจ้า เพราะในความทุกข์ตอนนั้น พระเยซูเจ้าก็จะถามเราว่า ท่านรักเราหรือ เพราะฉะนั้นการกลับใจ บางที มันมีหลายครั้ง นะครับ หรือว่ามีความมั่นคง แน่วแน่ ที่ไม่เหมือนกัน

ชีวิตของเรา เราได้รับศีลล้างบาป เรามีชีวิตที่มีศีลศักดิ์สิทธิ์หล่อเลี้ยง ในการแก้บาป รับศีลมหาสนิท อะไรก็แล้วแต่ แต่การที่เราเดินตามนี้ มันใกล้ชิดแน่นแฟ้น มั่นคง ขนาดไหน ต้องลองถามตัวเรา บางทีเราตามเหมือนกับนักบุญเปโตรครั้งแรก ตามแบบที่ไม่ได้คิดอะไรมาก ตามตลอดเวลา ไปทุกที่เหมือนกัน แต่เปโตรไม่ได้ซาบซึ้งถึงคุณค่าในการติดตามพระเยซูเจ้า พอมีอุปสรรคเข้ามา ปฏิเสธทันที เราตามแบบนั้นไหมชีวิตของเรา หรือว่าเราตามครั้งที่สอง เพราะว่าเมื่อพระองค์พูดจบแล้ว พระองค์ใช้คำเดียวกัน คำเดียวกันนะครับ ที่พูดเมื่อตอนแรก "จงตามเรามาเถิด" เหมือนกัน

ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ถ้าการตามของเรายังขาดความมั่นคง อาจจะต้องใช้เวลานะครับ ไม่ต้องแปลกใจ ก็ให้เวลาแก่ตัวของเราเอง

สิ่งสำคัญคือ เราทราบดีว่าเราทุกคนมีความปรารถนา อยากจะตามพระเยซูเจ้าอย่างใกล้ชิด มีความปรารถนาทุกคน แต่มันต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงด้วย อย่าหลอกตัวเราเองนะครับ ถ้าเราไม่พร้อมที่จะตามพระเยซูเจ้าก็ไม่เป็นไร ให้คนอื่นไปก่อนก็ได้ เราช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร อย่าไปเร่งนักอย่างนักบุญเปโตร วิ่งตามทันทีตอนเริ่มต้นเนี่ย แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ได้ตามอย่างใกล้ชิด แต่นึกว่าใช่ ทุกครั้งที่มา เปโตรเสนอหน้าเสมอ โอ้ย พร้อมที่จะตายกับพระเยซูเจ้า ไม่จริง อะไรอย่างนี้ ใช่ไหม เสนอหน้าตลอดเวลา แต่แท้ที่จริงแล้ว มันไม่ได้สอดคล้องจริง ๆ ในชีวิตของนักบุญเปโตร จนถึงครั้งสุดท้าย ที่พระองค์ถาม "เปโตรท่านรักเราจริง ๆ หรือ" คำถามนี้มีความหมายมากนะครับ เราถาม "เธอรักพระเยซูเจ้าจริง ๆ หรือ" "เธอรักพระเป็นเจ้า จริง ๆ หรือ" บางคนที่มีอายุมากก็จะรู้สึกทุกข์ใจ เอ๊ะ ทำไมคุณพ่อถามบ่อยเหลือเกิน เหมือนกับนักบุญเปโตรนะครับ ก็ทุกข์ใจมากว่า จริงใช่แล้วพระเจ้าข้า ข้าพเจ้ารักพระองค์ มีความหมายมากนะครับ คำถามนี้มีความหมาย "ท่านรักเราหรือ"

อยากให้ดูนิดนึงว่าสิ่งที่เรากล่าวมา มันสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตภายใน ซึ่งนักบุญเทเรซาแห่งอาวิลลา ได้อธิบายไว้ หรือว่า คาล ยุง นักจิตวิทยา ซึ่งเป็นเพื่อนกับฟรอยด์ นักจิตวิเคราะห์ เขาบอกว่า ชีวิตของเรานี้ ในช่วงแรกของชีวิตที่เราเกิดมาจนสักประมาณกลาง ๆ ชีวิต อายุสามสิบสี่สิบนี่ เราพัฒนา Persona เป็นภาษาลาติน แปลว่าหน้ากาก ไม่ใช่ตัวจริงนะครับ เป็นหน้าตาต่างหน้าเรา ช่วงชีวิตตอนแรกของเรา เราพัฒนาสิ่งที่เป็นหน้ากาก ทำไม ก็เพราะว่าเรากลัวว่า สังคมจะมองเราอย่างไร เราก็ต้องพยายาม สิ่งที่เราไม่มีล่ะนะ แต่ต้องการให้คนรู้ว่าเรามี เราพัฒนาอันนี้ นี้ ๆ ๆ ๆ ๆ เป็นหน้ากากของเรา พอพัฒนาหน้ากากมาก ๆ ใหญ่ ๆ โต ๆ มันก็เกิดเงา เป็น Shadow คาล ยุง ให้คำ Shadow นี้คือ เป็นเงามืดที่ตามตัวเรามา เพระว่าตลอดชีวิตที่เราดำเนินมา เราพัฒนาแต่หน้ากาก ไม่ใช่ความเป็นจริง ไม่ได้สัมผัสกับความเป็นจริง ก็จึงเกิดเงาในชีวิตของเรา ดังนั้นช่วงที่สองก็คือช่วงที่เราจะต้องมาพิจารณา เพราะเรารู้ว่าตลอดชีวิตที่เราพัฒนามา ไอ้หน้ากากเราเนี่ยมันใช้ไม่ได้แล้ว มันชักจะลุ่ย พูดง่าย ๆ คนเริ่มรู้จักเราแล้วแหละ มันจะบดบังความเป็นจริงในตัวของเราไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นช่วงที่สองคือการพัฒนาตัวเราอย่างแท้จริง ก็คือว่าการที่เราเริ่มมอง Shadow ของเรา การที่จะเริ่มมองเงาที่อยู่ข้างหลังของเรา แล้วก็ให้ส่วนนี้ได้พัฒนาเข้าสู่ตัวจริงของเรา

เพราะฉะนั้น ตามปกตินะครับ วัยรุ่นหนุ่มสาว ยากที่จะเข้าใจถึงตัวเองอย่างแท้จริง ก็มีบางคนที่สามารถเป็นไปได้นะครับ แต่คาล ยุงให้ความหมายว่า คนเราจะพัฒนาตัวเองทั้งครบทั้งหมดนี้ ต้องใช้เวลา ก็ลองคิดดูสิว่า Shadow อันที่สองนี้พัฒนาในตอนช่วงสุดท้าย มันเหมือนกับนักบุญเปโตรนะครับ ก็ในช่วงแรกนี้ ก็พัฒนาอันแรกนี้แหละ Persona ของเขา ผิวเผิน เดินตามพระเยซูเจ้าแบบผิวเผิน บุคคลหลาย ๆ คนก็พัฒนาอันนี้ เป็นห่วงในหน้าตาที่เราต้องการจะสะท้อนให้เห็น เหมือนกับใครมาหาเรา เราก็เอาอันนี้อยู่ข้างหน้าเรา เราใส่หน้ากากไว้ เราไม่ให้คนเห็นความเป็นจริงของตัวเรา ใส่หน้ากากที่งดงามให้คนอื่นเห็นว่า โอ้โห คนนี้เป็นอย่างนี้ เหมือนกับนักบุญเปโตร ใช่ไหมครับอย่างนี้

ช่วงที่สองต้องฉีกหน้ากากออก เหมือนกับนักบุญเปโตร… "เจ้ารักเราหรือ" … ถูกฉีกหน้ากากออก เพื่อให้ตัวจริงของเราได้โผล่ขึ้นมา เพราะว่าการมองตัวจริงของเราบางครั้ง ก็มีความเจ็บปวดแล้วก็มีความทุกข์แน่นอนที่สุด แต่ถ้าเราไม่มองมันเลยนะครับ มันจะยิ่งเป็นเงามืดมากขึ้น และปล่อยมากขึ้นเท่าไร แทนที่เราจะสามารถยอมรับความเจ็บปวดได้ เราจะถูกบังคับให้ยอมรับความเจ็บปวดในตอนสุดท้ายของชีวิต เหมือนกับ พูดง่าย ๆ นะครับ ถ้าเราไม่ต้องการชำระชีวิตของเราเองด้วยความสมัครใจ สิ่งแวดล้อมและสิ่งทั้งหลาย มันก็จะบีบบังคับให้เราชำระตัวเอง และสิ่งสุดท้ายนั่นก็คือ ความตาย พอตอนนั้นจะพร้อมหรือไม่พร้อมก็ต้องไป สภาพมันบังคับแล้ว และช่วงนั้นเราสามารถจินตนาการได้สำหรับคนที่ไม่พร้อม คนที่เป็นห่วง คนที่ห่วงทุกอย่างเยอะแยะไปหมดนี่ คิดดูว่าตอนที่เขาจะไปนี่ในตอนสุดท้าย มันจะมีความทุกข์ขนาดไหน แต่ก็ต้องไปล่ะ เพราะมันอยู่ไม่ได้แล้วก็ต้องไป เพราะเราทุกคนก็ต้องตาย

แต่สำหรับคนที่ดำเนินชีวิตแบบพร้อม ชำระจิตใจตลอดเวลา สามารถที่จะยอมรับความทุกข์ มองความเป็นจริงในชีวิต ก็สามารถที่จะหลุดพ้นไปได้

เราก็มองดูนักบุญเทเรซาสิ ก็เหมือนกันอีกแหละ ในช่วงแรกในทั้งหมดที่ ๆ เขียนไว้นะครับ นักบุญเทเรซานี้ แกก็ใช้ภาษาแบบสวยหรูนิดนึง แทนที่จะพูดแบบเป็นการเดินทาง แต่เป็นการเข้าในปราสาท เข้าถึงปราสาทตั้งเจ็ดชั้นแน่ะ เดินขึ้นไปเรื่อยๆ

ชั้นแรกสุดก็คือว่า Conversion คือการกลับใจ เมื่อเรากลับใจแล้ว เราขึ้นชั้นที่สอง เราขึ้น เหมือนเราถูกเรียก เป็น Call ถูกเรียกขึ้นไป

แล้วชั้นที่สาม เราเริ่มใกล้ชิดสนิท เข้าสู่ Inner self คือเข้าหาส่วนลึกของภายในตัวของเราเอง เพราะฉะนั้นในช่วงแรกนี้ เป็นช่วงที่เรากำลังดิ้นรนสู่ชีวิตข้างนอกกับชีวิตข้างใน ใช้ภาพแบบนี้นะครับว่า ชีวิตที่เราให้สิ่งอื่นหรือเราสนใจในสิ่งที่อยู่ข้างนอกทั้งหมด กับชีวิตที่ดึงดูดให้เราสู่ชีวิตข้างใน คือชีวิตภายในของเรา คือมองดูในจิตวิญญาณของเรา แน่นอน เริ่มต้นที่สุดต้องมีการกลับใจใช่ไหม เหมือนกับนักบุญเปโตรติดตามแรก ๆ กลับใจละทิ้ง แล้วก็ จะติดตามพระองค์ไป นี่ก็เป็นการขึ้นบันได ชั้นที่หนึ่ง ชั้นที่สองขึ้นไปเรื่อย ๆ ชั้นที่สาม

นักบวชส่วนใหญ่ เขาว่าอย่างนั้นนะครับ ผมคิดว่าจริงเหมือนกัน นักบวชส่วนใหญ่ พระสงฆ์องค์เจ้า อะไรก็แล้วแต่นี่นะ ส่วนใหญ่ เขาว่าอยู่ตรงนี้ เขาว่าอย่างนั้น อยู่ตรงขั้นที่สาม ตรงกลาง ๆ นะ ชีวิตของเขาอยู่ตรงกลาง ๆ คือคล้าย ๆ กับเปโตรเหมือนกัน รู้นะครับ ไม่ต้องมาบอกหรอกว่า อันไหนดี หรือไม่ดี รู้มาหมดแหละ อันไหนควรทำ อันไหนไม่ควรทำ ทุกคนรู้หมด คือรู้จักตรงนี้ไง จริง ๆ ไหมครับ ที่จริงผมไม่ต้องมาเทศน์ให้ฟังก็ได้ ก็รู้อยู่แล้วว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ทุกคนก็รู้หมดแหละ แล้วบางคนอยู่ 10 20 ปี 30 ปีแล้ว เราก็ทราบดี เราส่วนใหญ่อยู่ตรงนี้ เรารู้ว่าสิ่งที่ดีคือ ทำตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า จะต้องมีความเสียสละ จะต้องรู้จักให้อภัย จะต้องมีความอดทน จะต้องมีความรัก จะต้องทั้งนั้นนะครับ รู้หมดทุกคน นั่นแหละครับ จึงยากที่จะกลับใจเป็นครั้งที่สอง เพราะรู้นี่แหละ มันเลยยาก รู้ด้วยสติปัญญา แต่ไม่รู้ด้วยประสบการณ์ เพราะว่าพอมีคนมาทำเราจริง ๆ แล้วเนี่ย ทำร้ายเรา ทำให้เราเจ็บใจ ถามจริง ๆ เถอะว่า เรายกโทษให้เขาหรือเปล่า เหมือนกับนักบุญเปโตรนะครับ เช่นเดียวกัน ตอนแรกสุดนี่ รัก ถ้าไม่รักไม่ตามพระเยซูเจ้าหรอก แต่พอเกิดจริง ๆ แล้ว พระเยซูเจ้าก็จะถามว่า "เจ้ารักเราหรือ" รักเราจริง ๆ ไหม นะครับ รักเราหรือเปล่า สาม ๆ ชั้นแรกก็คือ เหมือนกับการกลับใจครั้งแรก แต่ก็ยังไม่ลึกซึ้งนะครับ เหมือนกับนักบุญเปโตร ไม่ลึกซึ้ง ไม่มั่นคง

ช่วงที่สองจะเริ่มขึ้นชั้นที่สี่ เหมือนกับเป็นการกลับใจครั้งที่สอง และเหมือนกับนักบุญเปโตรเช่นเดียวกัน และเหมือนกับที่ คาล ยุงได้บอกไว้ ช่วงแรกเราพัฒนาสิ่งที่เป็นหน้ากาก ไม่ได้เป็นความจริง และพอมาช่วงที่สองเราจะเริ่มมองชีวิตของเราอย่างถี่ถ้วนละเอียดยิบ จริง ๆ ว่า เราเป็นใครกัน เรามีจุดบกพร่องอย่างไร เรามีจุดอ่อนอย่างไร เรามีเงา เงามืดแบบไหน เราสามารถที่จะหยิบมันขึ้นมาแล้วก็มอง แล้วก็ยอมรับว่า อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา ปกติแล้ว ทั้งนักบุญเทเรซาเองก็ดี คาล ยุงก็ดี บอกว่า ผู้อาวุโสนี้เปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ใครเป็นผู้อาวุโสล่ะครับ คือผู้กำลังดำเนินชีวิตอยู่ในช่วงที่สอง ผู้ที่อยู่ตรงนี้ไม่ค่อยกล้าเท่าไร เราขาดความกล้าหาญที่จะฉีกหน้ากากของเราที่จ