| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
(จาก "จดหมายข่าวคคส." ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 พ.ย.-ธ.ค.2544 จัดทำโดย คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อสตรี) บทความพิเศษฉบับนี้ ขอนำเรื่องราวความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับซิสเตอร์คนหนึ่ง ที่ถูกข่มขืนในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง (สงครามล้างเผ่าพันธุ์) ซิสเตอร์ได้แบ่งปันประสบการณ์ที่เลวร้ายของเธอในจดหมายถึงอธิการิณีเจ้าคณะฯ เพื่อชี้แจงการตัดสินใจของซิสเตอร์ต่อกรณีที่เกิดขึ้น จดหมายนี้ สอนใจพวกเราคาทอลิกว่าการป้องกัน การแก้ไขปัญหา และการเยียวยาโลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรงนี้ มีวิธีการเดียวเท่านั้น นั่นคือ การให้อภัยและความรัก คุณแม่อธิการิณีที่เคารพรัก ดิฉันคือ ลูเซีย เวตรูส (Lucia Vetruse) คนหนึ่งในพวกที่ถูกข่มขืนโดยทหารเซิร์บ ดิฉันเขียนถึงคุณแม่ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวดิฉันและกับซิสเตอร์ตาร์ซีอานา และเซนเดรีย ขออนุญาตที่จะไม่เล่ารายละเอียดนะคะ มันเป็นประสบการณ์แห่งความหายนะที่ทำให้ชีวิตแตกละเอียด ซึ่งไม่อาจจะเล่าให้ใครฟัง เว้นแต่แก่องค์พระเป็นเจ้าพระองค์เดียว ซึ่งดิฉันได้เคยมอบอุทิศตัวดิฉันแด่น้ำพระทัยของพระองค์ เมื่อดิฉันได้ทำการปฏิญาณตัวเป็นนักบวชตามข้อปฏิญาณ 3 ประการ โศกนาฏกรรมของชีวิตดิฉัน ไม่ใช่เพียงแต่ความอับอายขายหน้า ที่ดิฉันได้รับทนในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งไม่เป็นความเสียหายร้ายกาจที่จะแก้ไขไม่ได้ ที่ดิฉันได้รับในชีวิตและในการตัดสินใจเลือกทางแห่งกระแสเรียกของดิฉัน แต่มันเป็นความทุกข์ยากลำบากที่ดิฉันพบ ในอันที่จะนำเหตุการณ์นี้เข้ามาประสมประสานกับความเชื่อของดิฉัน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขอบข่ายแห่งน้ำพระทัย ที่ทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นอย่างลึกลับของพระองค์ ผู้ซึ่งดิฉันยังถือว่าเป็นพระสวามีของดิฉันอยู่เสมอ ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ไม่กี่วัน ดิฉันได้อ่านหนังสือเรื่อง "บทสนทนาของคาร์เมไลท์" (The Dialogue of Carmelites) แต่งโดย แบราโดส์ ซึ่งทำให้ดิฉันนึกแก่ตัวเองที่จะขอองค์พระเป็นเจ้าให้ดิฉันตายเป็นมรณสักขี พระองค์ฟังดิฉันจริงๆ แต่ อย่างไร! ขณะนี้ ดิฉันรู้สึกว่าตนอยู่ในความมืดภายในจิตใจที่น่ากลัว คนเหล่านี้ได้ทำลายโครงการชีวิตของดิฉัน ซึ่งดิฉันเคยคิดว่าเป็นโครงการที่ได้เลือกแล้วอย่างถาวร และในทันทีทันใด พวกเขาได้เขียนโครงการใหม่ให้แก่ดิฉันในพริบตาเดียว อย่างที่ดิฉันไม่สามารถอธิบายได้ เมื่อดิฉันยังเป็นหญิงสาวรุ่นๆ ดิฉันได้เขียนบันทึกในไดอารีของดิฉันว่า "ไม่มีอะไรเป็นของดิฉัน และดิฉันไม่ได้เป็นของใคร ทั้งไม่มีใครเป็นของดิฉัน" กระนั้นก็ดี ก็มีคนหนึ่งที่จับตัวดิฉันได้ในคืนนั้น ณ ที่ๆดิฉันไม่อยากจะจดจำไว้ เขาได้ลากตัวดิฉันออกไปจากตัวของดิฉันเอง และเอาไปเป็นของเขา เมื่อดิฉันตื่นจากภวังค์ มันเป็นตอนกลางวันมากแล้ว ความคิดของดิฉันแล่นไปยังการเข้าตรีทูตของพระเยซูเจ้าในสวนมะกอก ดิฉันได้ประสบกับการต่อสู้ภายในอย่างน่ากลัว ในแง่หนึ่ง ดิฉันถามตัวเองว่า ทำไมพระเป็นเจ้าทรงอนุญาตให้ดิฉันต้องถูกย่ำยีจนไม่มีอะไรเหลือเป็นชิ้นดี ถึงจุดที่มันเกี่ยวข้องกับความหมายของชีวิตของดิฉันเองทีเดียว แต่อีกแง่หนึ่ง อะไรคือกระแสเรียกใหม่ ที่พระเป็นเจ้าได้เรียกฉันให้ดำเนิน ดิฉันลุกขึ้นด้วยใจละเหี่ยอ่อน และขณะที่ดิฉันกำลังช่วยซิสเตอณ์โยเซฟีนา และกำลังเตรียมเนื้อเตรียมตัวอยู่ ดิฉันได้ยินเสียงระฆังของอารามลาส อังกุติอัธ ที่อยู่ใกล้ๆนั้น เตือนให้สวดภาวนาตอนเที่ยง ดิฉันทำสำคัญมหากางเขน เริ่มสวดบทภาวนาตามพิธีกรรมอย่างเงียบๆที่ดิฉันรู้ขึ้นใจได้ว่า " ณ เวลาที่บนภูเขากอลโกธา องค์พระชุมพาน้อยแท้จริงคือพระคริสตเจ้า กำลังทำการไถ่กู้ด้วยสินไถ่สำหรับความรอดของเรา" คุณแม่คะ ดิฉันจะเปรียบความทุกข์ทรมานและการถูกเหยียดหยามของดิฉัน กับความทุกข์ทรมานของพระองค์ที่ดิฉันได้สัญญาไว้เป็นพันๆครั้งว่า จะมอบชีวิตแด่พระองค์ได้อย่างไร ดิฉันได้กล่าวช้าๆออกมาว่า "ขอให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จไป โดยเฉพาะในขณะที่ลูกไม่มีที่พึ่งอื่นใดนอกจากความแน่ใจที่ว่าพระองค์ พระเจ้าข้า ทรงอยู่เคียงข้างลูก" คุณแม่ที่เคารพรัก ดิฉันเขียนถึงคุณแม่มิใช่เพื่อที่จะเรียกร้องให้คุณแม่เห็นใจ แต่เพื่อให้คุณแม่ช่วยดิฉันให้สามารถขอบคุณพระเป็นเจ้า ที่ได้โปรดให้ดิฉันได้ร่วมชะตากรรมกับพี่น้องคนอื่นๆของดิฉันอีกพันๆคนในประเทศนี้ ซึ่งได้รับการเหยียดหยามเช่นเดียวกัน และเพื่อช่วยให้ดิฉันสามารถรับการเป็นแม่คนที่ดิฉันไม่ได้แสวงหา การถูกเหยียดหยามที่ดิฉันได้รับเป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายๆกรณี ดิฉันคงเพียงยกถวายพระ เพื่อชดเชยใช้โทษสำหรับบาปของผู้บดขยี้พรหมจรรย์ผู้นิรนามเหล่านั้น และเพื่อให้สันติภาพได้สถาปนาขึ้นมาใหม่ระหว่างเผ่าพันธุ์ทั้งสองพวกที่กำลังสู้รบกัน ดิฉันขอถวายการถูกย่ำยีเหยียดหยาม โดยน้อมรับความเสื่อมเสียชื่อเสียงที่เกิดขึ้นกับดิฉัน ด้วยการยอมรับมันไว้ในความเมตตาของพระเป็นเจ้า คุณแม่อย่าแปลกใจเลยนะคะ ถ้าดิฉันจะขอให้คุณแม่แบ่งปัน "พระคุณ" กับดิฉัน ที่ดูมันเป็นเช่นนั้นไปไม่ได้ ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ดิฉันได้ร้องไห้จนหมดน้ำตา สำหรับน้องชายสองคนของดิฉันที่ถูกฆ่าจากพวกก่อการร้าย พวกนั้นที่มารังควานหมู่บ้านของเราอยู่ทุกๆวัน ดิฉันคิดว่า ดิฉันจะทนมากกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว และดิฉันไม่เคยคิดว่าความทุกข์ทรมานจะไปถึงจุดที่มันควรจะพอแล้ว ทุกๆวัน หลายร้อยคนที่หิวโหยเคยมาเคาะประตูคอนแวนต์ของเรา ตัวหนาวสั่น พร้อมกับความหมดหวังในแววตา ไม่กี่สัปดาห์ก่อนเหตุการณ์ หญิงสาววัย 18 ได้บอกดิฉันว่า "ซิสเตอร์โชคดีเหลือเกินที่ได้เลือกสถานที่ๆพวกก่อการร้ายเข้ามาไม่ได้!" และกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า "พวกซิสเตอร์ไม่เคยรู้หรอกว่าการถูกเหยียดย่ำทำลายแบบนี้หมายถึงอะไร" ดิฉันได้คิดถึงเรื่องนี้ และยอมรับว่าสิ่งนี้สะท้อนถึงความทุกข์ทรมานที่คนของพวกเรากำลังรับทน ดิฉันเกือบจะรู้สึกอับอายที่ได้แยกตัวออกจากที่ๆพวกเขาถูกเนรเทศให้หนีภัยไปอยู่ แต่บัดนี้ดิฉันกลับเป็นคนหนึ่งเหมือนกับพวกเขา คนหนึ่งในบรรดาผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้จักอีกหลายๆคนในชนชาติของดิฉัน ที่ได้รับการย่ำยีและสูญเสียวิญญาณไป พระเจ้าได้ทรงนำตัวดิฉันเข้าไปในรหัสธรรมของความอับอายของพวกเขา ยิ่งกว่านั้นอีก พระองค์ได้ให้ซิสเตอร์ผู้นี้ของพวกท่าน ได้รับประสบการณ์ถึงความโหดร้ายจากนรก ดิฉันรู้ว่า ตั้งแต่วันนี้ไป คำพูดที่ให้กำลังใจและบรรเทาใจที่ดิฉันจะพยายามนำออกมาจากดวงใจที่น่าสงสารของดิฉัน จะเป็นที่ยอมรับเชื่อถือ เพราะสิ่งที่เกิดกับดิฉันเป็นสิ่งที่เกิดกับพวกเขาด้วย และการที่ดิฉันยอมรับเหตุการณ์ในชีวิตของดิฉัน โดยได้รับกำลังใจจากความเชื่อ จะสามารถช่วยพวกเขาได้ แม้จะไม่เป็นตัวอย่างที่จะถือตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นเหมือนการท้าทายให้พวกเขาได้ยืนหยัดทั้งในด้านจิตใจและอารมณ์ การกระทำซื่อๆ คำพูดเล็กน้อย เครื่องหมายที่สื่อความช่วยเหลือแบบพี่น้อง เพียงพอที่จะปลุกความหวังในชีวิตของคนมากมายที่เราไม่รู้จัก พระเป็นเจ้าได้ทรงเลือกดิฉัน ขอพระองค์อภัยในความโอ้อวดของดิฉัน พระองค์ได้นำบุคคลที่ได้รับการเหยียดหยาม ในบรรดาพี่น้องประชาชนของดิฉันไปยังอรุโณทัยแห่งการไถ่กู้และอิสรภาพ พวกเขาจะสงสัยไม่ได้ถึงความปรารถนาที่จริงใจของดิฉัน เพราะว่า เหมือนกับพวกเขา ตัวดิฉันด้วย มาจากเศษของการถูกบดขยี้อย่างสิ้นเชิง เมื่อดิฉันเรียนอยู่ที่กรุงโรมเพื่อเอาปริญญาทางอักษรศาสตร์ อาจารย์ที่สอนวรรณกรรมของชาวสลาฟ ได้อ้างคำพูดของอาเลเซซ มิสโลวิกว่า "ท่านไม่ต้องตาย เพราะว่าท่านได้เลือกที่จะอยู่ในแสงสว่างแห่งวัน" คืนนั้นที่ดิฉันถูกข่มขืนจากพวกเซิร์บ ดิฉันได้ย้ำคำกล่าวประโยคนี้แก่ตัวดิฉันเอง ซึ่งได้เป็นเสมือนน้ำมันชโลมดวงวิญญาณ ขณะที่ความสิ้นหวังเข้าจู่โจมดิฉัน บัดนี้ ทุกสิ่งได้จบสิ้นลงแล้ว และมันดูเหมือนความฝันร้าย คุณแม่ที่เคารพรัก จริง! ทุกสิ่งได้จบสิ้นแล้ว แต่ทุกสิ่งอื่นๆกำลังเริ่มขึ้นเวลานี้ เมื่อคุณแม่โทรศัพท์มาหาดิฉันหลังจากเกิดเหตุการณ์ คุณแม่ได้พูดคำที่บรรเทาใจ ซึ่งดิฉันจะจดจำรู้คุณตลอดนิรันดร์ จากนั้น คุณแม่ได้ถามคำถามดิฉันอย่างหนึ่ง "แล้วเธอจะจัดการอย่างไรกับชีวิตน้อยๆที่ได้ถูกบังคับให้เข้าไปอยู่ในตัวเธอ?" ดิฉันได้รู้สึกว่าเสียงของคุณแม่สั่นเทาเมื่อถามคำถามนั้น ที่ดิฉันก็ไม่สามารถตอบได้ทันทีในขณะนั้น ไม่ใช่เพราะดิฉันไม่คิดไตร่ตรองสิ่งที่ควรจะเลือกกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เพราะคุณแม่ไม่ต้องการที่จะเอาคำแนะนำของคุณแม่เองให้มายุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของดิฉัน บัดนี้ ดิฉันได้ตัดสินใจแล้ว ดิฉันกำลังเป็นแม่คน และเด็กคนนั้นจะเป็นของดิฉันแต่คนเดียว ดิฉันอาจจะฝากคนอื่นให้เขาช่วยดูแล แต่เด็กมีสิทธิที่จะได้รับความรักจากแม่แท้ของตน แม้ตัวเขาจะไม่ได้แสวงหาหรือมีความต้องการก็ตาม ต้นไม้ไม่สามารถถอนรากขึ้นมาได้ เมล็ดข้าวสาลีที่ตกในดินต้องการที่จะเจริญเติบโต แม้ผู้หว่านจะเป็นใครคนหนึ่งที่ลึกลับหรือแม้จะเป็นผู้ชั่วช้าก็ตาม ดิฉันจะเจริญชีวิตนักบวชด้วยวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป ดิฉันไม่ขออะไรจากคณะนักบวชของดิฉัน คณะได้ให้ดิฉันทุกสิ่งทุกอย่างมาแล้ว ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งกับความรัก ความเอาใจใส่ที่บรรดาซิสเตอร์ได้ให้กับดิฉัน แต่เหนือสิ่งใดหมด สำหรับการที่พวกเขาไม่ได้ถามดิฉันด้วยคำถามที่ไม่ควรถาม ดิฉันจะไปพร้อมกับลูกของดิฉัน ดิฉันยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน แต่พระเป็นเจ้าผู้ซึ่งกระชากความสุขที่สูงสุดจากดิฉันไปในทันทีทันใด จะทรงแสดงหนทางแก่ดิฉัน เพื่อให้ดิฉันสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ ดิฉันจะเป็นคนยากจน ดิฉันจะต้องใส่ผ้ากันเปื้อนแบบเก่าที่เคยใช้มาก่อนเข้าอาราม ดิฉันจะใส่รองเท้าไม้ที่ผู้หญิงที่ใช้แรงงานเคยใส่กัน ดิฉันจะไปอยู่กับคุณแม่ของดิฉัน ไปเก็บยางสนจากป่าอันกว้างใหญ่ของเรา ดิฉันพยายามเต็มความสามารถที่จะทำลายโซ่ตรวนของความเกลียดชังที่กำลังทำลายชนชาติของเราอยู่ขณะนี้ ดิฉันหวังว่าจะสอนลูกของดิฉันให้มีความรัก ลูกของดิฉันจะเกิดมาจากความรุนแรง ลูกของดิฉันจะเป็นพยานให้เห็นว่า ความยิ่งใหญ่ที่สมกับความเป็นอยู่ของมนุษย์คือการให้อภัย แปลจาก VIDYAJYOTI JOURNAL OF THEOLOGICAL REFLECTION VOL.59 NO.9 (September, 1995) PP.666-618
|
3 มีนาคม 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002