| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
สังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2 ได้เสนอให้คณะนักบวชฟื้นฟูจิตตารมณ์และหวนคืนสู่รากเหง้าของคณะของตน โดยกลับไปหาผู้ก่อตั้งคณะและศึกษาสาเหตุที่ท่านผู้นั้นก่อตั้งคณะ และจิตตารมณ์ที่ท่านได้เริ่มไว้แต่แรก และพวกเขาต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของคณะ นับแต่ยุคสมัยของผู้ก่อตั้งเพื่อพิจารณาว่า จิตตารมณ์ของคณะได้พัฒนามาอย่างไร โดยหลักการแล้ว พวกเขาควรจะให้ความสนใจต่อธรรมเนียมศักดิ์สิทธิ์ ที่ได้พัฒนามาเป็นรูปแบบแห่งงานธรรมทูต และงานเขียนเชิงชีวิตภายใน สิ่งสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์คณะ ก็คือบรรดานักบุญและบุคคลศักดิ์สิทธิ์ของคณะ สำหรับคณะพระมหาไถ่ การปฏิบัติตามคำแนะนำนี้นับว่าเป็นเรื่องง่าย คณะพระมหาไถ่เพิ่งก่อตั้งขึ้น 260 ปี ซึ่งเมื่อเทียบกับคณะอื่นๆ แล้วนับว่าไม่นานเลย นักบุญอัลฟอนโซ ผู้สถาปนาคณะเป็นผู้อยู่ในยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีตำนานหรือนิทานเล่าถึงท่าน ชีวิตของท่านได้รับการเรียบเรียงเป็นเอกสารอย่างดี ชีวประวัติของท่านได้ถูกเขียนขึ้น ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยคุณพ่ออันโตนิโอ ทันนอยยา ผู้ดำเนินรอยตามท่านในด้านการเขียน คุณพ่อทันนอยยาได้เขียนเรื่องของนักบุญอัลฟอนโซวันต่อวัน ยิ่งไปกว่านี้ นักบุญอัลฟอนโซเอง ก็ได้เขียนหนังสือจำนวนมากกว่า 100 เล่ม ในหนังสือเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง จิตใจที่เร่าร้อนและศรัทธาของท่าน กล่าวกันว่าปากกาในมือของท่านนั้น มิได้จุ่มหมึกเขียน แต่เป็นพระจิตที่ทรงกระตุ้น จากหนังสือจำนวนมากที่ท่านเขียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตจิต จดหมาย เทววิทยา งานปกป้องข้อความเชื่อ ได้เผยให้เห็นจิตตารมณ์ที่แท้จริงที่ท่านนักบุญได้มอบไว้เป็นมรดกแก่เรา เรายังมีข้อสังเกตอีกด้วยว่าท่านนักบุญมีอายุเกือบ 91 ปี ตลอดชีวิตอันยาวนานของท่าน ท่านสามารถให้การแนะนำบรรดาบุตรของท่านในคณะ ให้ดำเนินชีวิตตามวิถีทางที่ท่านต้องการ ท่านสามารถริเริ่ม และเผยแสดงธรรมเนียมศักดิ์สิทธิ์ ในท่านกลางพวกเขา และสืบสานจิตตารมณ์และเผยแสดงธรรมเนียมศักดิ์สิทธิ์ ในท่านกลางพวกเขา และสืบสานจิตตารมณ์ด้วยตัวอย่างอันเร่าร้อนของท่านเอง ประวัติศาสตร์ของชาวคณะพระมหาไถ่ได้รับการบันทึกไว้เป็นอย่างดี รายงานการประชุมแต่ละครั้ง กำเนิดและการเติบโตของแต่ละแขวง ชีวิตของบุคคลสำคัญของแขวงนั้นๆ ก็ได้รับการบันทึกไว้สำหรับผู้มาภายหลัง จำนวนผู้ประพันธ์งานด้านชีวิตจิตเพื่ออธิบาย หรือปกป้อง หรือเผยแพร่จิตตารมณ์ของคณะ ก็ไม่เคยสูญหายไปในแต่ละหน้าบันทึก ดังนั้น เหตุการณ์และบุคคลและเอกสารเหล่านี้ จึงทำให้คณะพระมหาไถ่สามารถแล่นนาวาไปในทิศทางที่เหมาะควร และถ้าหากว่าจะหลงทาง ก็สามารถหวนคืนสู่เส้นทางเดิมได้ด้วยความมั่นคง ขอขอบพระคุณพระเป็นเจ้าสำหรับประการทั้งปวงที่ทรงประทานให้ นักบุญอัลฟอนโซตั้งคณะอันเป็นที่รักของท่านขึ้น ในเขตจำกัดของอาณาจักรเนเปิ้ล ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ทางภาคใต้ของประเทศอิตาลี ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาค่อนข้างเลวร้ายสำหรับพระศาสนจักร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการจะตั้งคณะนักบวช หรือเผยแพร่ให้เติบโต เนเปิ้ลจำกัดให้คณะของนักบุญอัลฟอนโซ ทำงานได้เพียงเฉพาะในเนเปิ้ลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม พระเป็นเจ้าทรงมีแผนการอื่น พระองค์ทรงนำนักบุญเคลเมนต์ มารี ฮอฟเบาเออร์จากจักรวรรดิออสเตรียลงมาถึงอิตาลี สมัครเข้าคณะพระมหาไถ่ และนำคณะนี้ไปเผยแพร่ในยุโรปตอนเหนือ ในยุโรป เหนือขุนเขาแอลป์ พระศาสนจักรคาทอลิก กำลังเผชิญกับสภาพของธรรมเนียม ที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับในอิตาลี งานที่คณะปฏิบัติในอิตาลีแตกต่างอย่างมาก เมื่อเทียบกับความต้องการของผู้คนในโปแลนด์และออสเตรีย และนับเป็นอัจฉริยะภาพของนักบุญเคลเมนต์ ที่มอบแก่คณะ และผู้ที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้ย่อมจะมีแต่นักบุญเท่านั้น แล้วคณะพระมหาไถ่ก็แผ่ขยายไปทั่วโลกจากสาขาคณะที่นักบุญเคลเมนต์เป็นผู้ก่อตั้ง ด้วยองค์ประกอบดังที่กล่าวมา ปัจจุบันชาวคณะพระมหาไถ่จึงค่อนข้างโชคดี ในการรับคำแนะนำจากสังคายนาวาติกันที่ 2 มาใช้ ชาวคณะพระมหาไถ่จึงไม่ลำบากในการไตร่ตรองที่มา พระพร จิตตารมณ์ของพวกเขา แต่พวกเขาก็มีช่วงเวลาหนึ่งที่สับสนกับการหาวิธีที่จะทำงานธรรมทูตกับวัฒนธรรมของโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานธรรมทูตอันมีเป้าหมายที่การช่วยคน ซึ่ง "อยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้" ต้องมีการฟื้นฟูและปรับปรุงใหม่ตลอดเวลา และนักบุญเคลเมนต์ได้วางแนวทางให้ความช่วยเหลือยวดยิ่ง สิ่งที่พึงสังเกตอีกประการสำหรับ การขุดเข้าสู่จิตตารมณ์ของชาวคณะพระมหาไถ่ ก็คือจิตตารมณ์ของนักบุญอัลฟอนโซ ซึ่งมีพลังยิ่งในการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ ตลอดทุกยุคและทุกหนแห่งจากสมัยของนักบุญ มาจนถึงสมัยของเราคณะไม่เคยขาดผู้ศักดิ์สิทธิ์เลย มีรายชื่อบุคคลศักดิ์สิทธิ์กว่า 100 ชื่อที่กำลังรับการพิจารณาที่โรม และมีมากกว่า 30 คน ที่กำลังอยู่ในขึ้นตอนของการแต่งตั้งเป็นนักบุญ พวกเขามีทั้งที่อยู่ในสมัยของนักบุญอัลฟอนโซ และมีเรื่อย ๆ ตลอดประวัติศาสตร์มาจนถึงยุคของเราในปี 1959 และเราหวังว่าหลังจากนั้นอีก นักบุญและสมาชิกที่ศักดิ์สิทธิ์ของคณะมาจากวิถีชีวิตทุกหนทางของคณะพระมหาไถ่ นักเทศน์ พ่อเจ้าวัด ผู้ให้การอบรม นักศึกษา นวกชน ภราดา พระสงฆ์ พระสังฆราช มิชชันนารีต่างชาติ อาจารย์ พวกเขามาจากทุกภาคของโลก อิตาลี ฝรั่งเศส โปแลนด์ เยอรมัน ฮอลแลนด์ สเปน อเมริกาเหนือและใต้ เอเชีย และงานมิสชั่นของคณะในแอฟริกาที่กำลังดำเนินในปัจจุบัน คงจะก่อให้เกิดนักบุญชาวแอฟริกันในสักวันหนึ่ง การจะค้นหาขุมทรัพย์ทั้งหมดที่คณะได้รับนั้น ขอให้เรามองดูที่นักบุญอัลฟอนโซเอง เรามั่นใจว่าจิตตารมณ์ของท่านก็คือจิตตารมณ์ของชาวคณะพระมหาไถ่ แรงกระตุ้นสูงสุดของนักบุญอัลฟอนโซ ในทุกสิ่งที่ท่านทำก็คือความรักต่อพระเยซูเจ้า ความรักนี้มีอิทธิพลต่อทุกสิ่งที่ท่านปฏิบัติ ท่านรักพระเยซูอย่างหมดจิตหมดใจ รักชีวิตทุกด้านของพระองค์ โดยเฉพาะสาเหตุที่ทำให้พระองค์เสด็จมา ที่เรียกว่าพระเยซู องค์พระมหาไถ่ พระเมสซีอาห์ พระบุคคลที่ช่วยมนุษย์ให้รอด และยกเราให้ร่วมชีวิตกับพระบิดาในสวรรค์ ท่านแบ่งธรรมล้ำลึกของพระเยซู องค์พระมหาไถ่ออกเป็น 3 ภาค เพื่อรำพึงในแต่ละวันได้แก่การอวตาร (พระเป็นเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์) พระมหาทรมานและความตาย (พระเป็นเจ้าตายเพื่อมนุษย์จะได้มีชีวิต) และศีลมหาสนิท (พระเป็นเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพและมีชัยชนะ เลี้ยงมนุษย์ด้วยพระกายของพระองค์เอง และประทับอยู่ท่ามกลางพวกเขาจนกระทั้งถึงวันสุดท้าย เพื่อจะเร้าและให้พละกำลัง และมอบชีวิตใหม่ของพระเป็นเจ้าให้) ท่านเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับธรรมล้ำลึก 3 ประการนี้ หนังสือเหล่านั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดที่ศักดิ์สิทธิ์ ความรัก และไฟแห่งความกระตือรือร้น ที่สามารถจะทำให้ผู้อ่านด้วยความเอาใจใส่และไตร่ตรองเป็นนักบุญได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจประการใด ที่คณะที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นโดยนักบุญอัลฟอนโซจะถูกเรียกว่า "คณะแห่งพระมหาไถ่ผู้ศักดิ์สิทธิ์" คณะนี้จะต้องมอบถวายให้แด่พระเยซูเจ้า คณะนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตตารมณ์พิเศษแก่พระเยซูเจ้า นั่นคือจิตตารมณ์แห่งการเป็น "ผู้ไถ่" สมาชิกคณะนี้จะสืบทอดงานไถ่ของพระเยซูเจ้า ไม่มีการเรียกใดที่จำเป็นและสำคัญเทียบเท่านการเรียกสู่ภารกิจนี้อีกแล้ว จิตตารมณ์ของคณะของนักบุญอัลฟอนโซคือจิตตารมณ์ของพระเยซูเจ้าในภารกิจนี้อีกแล้ว จิตตารมณ์ของคณะนักบุญอัลฟอนโซ คือจิตตารมณ์ของพระเยซูเจ้าในภารกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ จิตตารมณ์ของนักบุญอัลฟอนโซเด่นชัด อยู่ที่ความรักใหญ่หลวงต่อมวลมนุษย์ในด้านนี้ ท่านมีความกระตือรือร้นแบบที่เรามองเห็นได้ ในองค์พระเยซูเจ้า ผู้ออกแสวงหาแกะที่สูญหายแห่งอิสราเอล พระเยซูมาเรียกคนบาป คนยากจน คนถูกขับไล่ไสส่ง นักบุญอัลฟอนโซซึ่งเคยประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการเทศน์แพร่ธรรมของท่านในเขตเมืองเนเปิ้ล โดยมีผู้คนมาฟังเต็มวัดที่ท่านเทศน์ ก็ยอมละทิ้งสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เดินทางออกจากเมืองบนหลังลา เพื่อเริ่มงานแพร่ธรรมใหม่ท่ามกลางคนเลี้ยงแกะและชาวนาชาวไร่ที่ยากจน ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของท่านลดน้อยลงแน่นอน แต่ความกระตือรือร้นในตัวท่านบ่งบอกให้ช่วยเหลือผู้มีความต้องการมากที่สุดเสียก่อน เมื่อนักบุญอัลฟอนโซเทศน์แก่ชาวชนบท ท่านไม่ได้เทศน์แบบผู้ทรงภูมิ ท่านเลือกเอาการเทศน์แบบธรรมดาๆ เข้าใจง่าย ท่านพยายามสอนให้เด็กและชาวไร่ชาวนาสามัญเข้าใจ ท่านประกาศว่าเมื่อเราเทศน์ให้คนต่ำต้อยเข้าใจได้ ในเวลาเดียวกัน ท่านก็เทศน์ด้วยความสุภาพ และใช้ภาษาอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้ผู้มีความรู้ตะขิดตะขวงใจ ท่านรักผู้คนที่อาศัยอยู่ในชนบทอย่างแท้จริง ท่านต้องการฟื้นฟูความเชื่อของพวกเขา ข่าวสารที่ท่านเทศน์ก็คือเรื่องความรอด และความรอดในสายตาของนักบุญอัลฟอนโซ ก็คือเรื่องความรักของพระเป็นเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ ด้วยวิธีการเรียบง่ายสามารถปฏิบัติได้จริงและเร่งด่วน ท่านเทศน์สอนว่าความรักที่พระเป็นเจ้ามีต่อเรานั้นมากมายเพียงใด พระองค์รักเราจนกระทั่งกลายเป็นผู้โง่เขลา พระองค์รักเราแม้เราจะมีบาป เพราะรักเรา พระเป็นเจ้าต้องการร่วมชะตากรรมกับเรา พระองค์เลือกที่จะลดตัวเองมาเป็นมนุษย์เหมือนดังเรา หลังจากเป็นมนุษย์ พระองค์ยังลดตัวลงอีกเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์ลดตัวลงโดยยอมตายเพื่อพวกเรา ใช่! ทรงตายบนกางเขนอันน่าอัปยศ พระองค์ประกาศว่า ไม่มีความรักใดยิ่งใหญ่กว่าการยอมตายเพื่อคนอื่น ดังนั้น พระองค์จึงทรงยอมตายเพื่อไถ่เรา หลังจากสิ้นพระชนม์พระองค์ทรงกลับคืนชีพ และเสด็จคืนสู่บังลังก์พระเป็นเจ้าในฐานะ "มนุษย์และพระ" ดังนั้น ด้วยอานุภาพความรักของพระองค์ พระองค์จึงสามารถนำเราขึ้นสู่พระองค์ และให้เราร่วมส่วนในชีวิตแห่งความรักของพระเป็นเจ้ากับพระองค์ในสวรรค์ นี่คือสิ่งที่นักบุญอัลฟอนโวเทศน์สอน นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ยังไม่ประทับลึกเพียงพอในจิตใจของมวลมนุษย์ ดังนั้น นักบุญอัลฟอนโซจึงต้องการเทศน์เรื่องนี้ทั้งวันทั้งคืนตราบเท่าชีวิตของท่านจะสิ้น พระเป็นเจ้าคือความรัก ความรักทำให้พระองค์กลายเป็นมนุษย์ ความรักทำให้พระองค์ยกมนุษย์ขึ้นสู่สภาพเหมือนพระเป็นเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นอีก นักบุญอัลฟอนโซยังเขียนหนังสือและบทภาวนาให้ผู้คนได้ใช้ ท่านเขียนบทขับร้องให้พวกเขาร้องในวัด เวลาที่พวกเขานิ่งเงียบในวัด ท่านสอนพวกเขาให้ร้องเพลง ก่อนนักบุญอัลฟอนโซถึงแก่กรรม ทั่วหุบเขาลำเนาไพรในชนบท ก็ก้องกังวานไปด้วยบทเพลงที่ท่านแต่ง และยังคงก้องกังวานอยู่จนทุกวันนี้ ท่านเขียนหนังสือ "เฝ้าศีลมหาสนิท และแม่พระ" เพื่อให้คนทั่วไปใช้สวดทุกวัน ท่านเขียนหนังสือชุดมหึมาในด้านเทวศาสตร์ศีลธรรม เพื่อช่วยให้พวกพระสงฆ์ในสมัยของท่านต่อสู้ความหลงผิดของลัทธิเจนสัน และเพื่อช่วยผู้มาแก้บาปจะได้รับคำแนะนำและการอภัยอย่างถูกต้องสมควร ในสมัยของท่าน พระสงฆ์โดยทั่วไปทำให้การมาสารภาพบาปเป็นภาระหนักหน่วงแก่คริสตชน และให้ความหวังพวกเขาว่าจะรอดน้อยมาก เทวศาสตร์ศีลธรรมของนักบุญอัลฟอนโซเปลี่ยนแนวทางดังกล่าว และได้นำความหวังและความรอดมาสู่ผู้คนทางศีลอภัยบาปอีกครั้ง คณะพระมหาไถ่ก็สืบทอดจิตตารมณ์นี้ของนักบุญอัลฟอนโซ ท่านตั้งคณะของท่านเพื่อคนทั่วไป ชาวคณะพระมหาไถ่จะต้องคลุกคลีอยู่กับคนทั่วไป พวกเขาต้องเทศน์อย่างเรียบง่าย สามารถปฏิบัติได้จริงๆ เพื่อนำความรอดแก่ผู้ฟัง พวกเขาต้องเทศน์ถึงความรักของพระต่อมนุษย์ นักบุญอัลฟอนโซต้องการให้บ้านของคณะพระมหาไถ่ อยู่ท่ามกลางคนชนบท ท่านต้องการให้บ้านของคณะ เปิดประตูต้อนรับผู้คนที่จะมาเยี่ยมและเข้าเงียบเสมอ ท่านต้องการให้วัดของชาวคณะพระมหาไถ่ ให้การอภิบาลอย่างสะดวกแก่สัตบุรุษ และช่วยเหลือในการยกจิตวิญญาณของพวกเขา ท่านต้องการให้พระสงฆ์ของท่าน พร้อมเสมอที่จะฟังแก้บาปทุกเวลาที่เหมาะสมที่สุด ตามที่ผู้มาขอแก้บาปต้องการ ท่านไม่ต้องการให้บ้านของคณะเป็นอารามนักพรต ซึ่งพวกพระสงฆ์จะขับร้องสวดทำวัตรดำเนินชีวิตอยู่แต่ลำพัง ท่านต้องการให้บ้านของคณะเป็น "บ้านธรรมทูต" ซึ่งพระสงฆ์และภราดาจากบ้านนี้ จะไปเทศน์ประกาศบริเวณรอบๆ และเป็นบ้านที่ผู้คนจะมารับอาหารบำรุงวิญญาณ ในปี 1987 ระหว่างการฉลอง 200 ปีแห่งมรณกรรมของนักบุญอัลฟอนโซ พวกเด็กอิตาเลียนที่อาศัยในเมืองปากานี ได้ใช้สีขีดเขียนบนกำแพงว่า "นักบุญอัลฟอนโซเป็นผู้ทำงานเพื่อคนทุกประเภท" แม้ว่าการขีดเขียนบนที่สาธารณะแบบนี้จะเป็นสิ่งไม่เหมาะสม แต่เชื่อว่านักบุญอัลฟอนโซในสวรรค์คงจะอดยิ้มไม่ได้ เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าผู้คนคิดอย่างไรกับท่าน และแสดงว่าชาวคณะพระมหาไถ่จะต้องพยายามทำงานเพื่อทุกคนในแต่ละยุคสมัย อีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตภายในของนักบุญอัลฟอนโซ ก็คือความรักที่ท่านมีต่อพระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ ท่านอยู่เพื่อพระศาสนจักร ท่านมีความจงรักภักดีอย่างพิเศษต่อพระสันตะปาปา ท่านสามารถตายเพื่อพระสันตะปาปาได้ ท่านเห็นพ้องกับพระศาสนจักรยุคแรกว่า นักบุญเปโตรอยู่ที่ใด ที่นั่นก็คือพระศาสนจักร ท่านยืนยันว่าชาวคณะพระมหาไถ่ของท่านจะต้องเป็นบุตรที่แท้จริงและซื่อสัตย์ของพระสันตะปาปา นักบุญอัลฟอนโซมีจิตตารมณ์ของพระศาสนจักรคาทอลิกอย่างลึกซึ้งในจิตใจของท่าน กระทั่งว่าท่านคิดพร้อมกับพระศาสนจักรและกระทำการใดๆ ร่วมกับพระศาสนจักร ดังนั้น ท่านจึงทำงานอภิบาลและแพร่ธรรมอย่างมุ่งมั่น ท่านต้องการที่จะเห็นพระศาสนจักรของพระคริสต์แผ่ขยายไปทั่วโลก ท่านต้องการให้ทุกชาติ ทุกภาษา และทุกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ได้รับความรอด โดยอาศัยศาสนบริกรของพระศาสนจักร ท่านต้องการจะส่งชาวคณะพระมหาไถ่ไปทำงานแพร่ธรรมต่างแดน และอยากให้พวกเขาปฏิญาณตัวว่า จะเดินทางไปแพร่ธรรมต่างแดน หากเป็นพระประสงค์ของพระสันตะปาปา ด้วยความรักต่อพระศาสนจักร สมาชิกคณะพระมหาไถ่จึงต้องเป็นมิชชั่นนารีภายในความคิดจิตใจด้วย เราเห็นว่าจิตตารมณ์นี้ได้ดำเนินเรื่อยมาในคณะ เมื่อเรานับได้ว่าคณะได้กระจายไปทั่วเกือบ 70 ประเทศ และในอนาคตอันใกล้ก็จะมีเพิ่มอีก คณะพระมหาไถ่ไม่มีสมาชิกมากมายนัก จำนวนสมาชิกของคณะจัดอยู่ในอันดับที่ 7 ของคณะนักบวชโดยอยู่ต่อจากคณะเยสุอิต ฟรังซิสกัน ซาเลเซียน กาปูชิน เบเนดิกตินส์ และโดมินิกัน สมาชิกทั่วโลกของคณะมหาไถ่มี 6,300 คน กระนั้น พวกเขาก็พยายามดำเนินงานแห่งการไถ่อยู่ตามมุมต่างๆโดยทั่วไป นักบุญอัลฟอนโซถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1787 จากนั้นเป็นต้นมา คณะที่ท่านได้ก่อตั้งขึ้นก็พยายามรักษาพระพรพิเศษของท่านอย่างเอาใจใส่ จนกระทั้งกลายเป็นพระพรประจำคณะ จากตัวอย่างของนักบุญเคลเมนต์ คณะรู้ดีว่าความกระตือรือร้น และไฟแห่งความรักอันไม่เคยเปลี่ยนแปลง ที่ลุกอยู่ในจิตใจของนักบุญอัลฟอนโซ จะต้องลุกโชนอยู่ในดวงใจของชาวคณะมหาไถ่แต่ละคน จิตตารมณ์นี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย แท้จริง งานแต่ละอย่างที่ชาวคณะมหาไถ่ทำนั้น อยู่ที่วิธีการต่างหาก ที่ทำให้งานนั้นเป็นงานธรรมทูต ถ้านักบวชอื่นๆ หลายคณะเทศน์มิสชั่น หลายคณะเทศน์เข้าเงียบ ฟื้นฟูจิตใจ และทำนพวาร หลายคณะมุ่งอยู่ที่การกลับใจของคนบาป และก้าวหน้าในความศักดิ์สิทธิ์ ชาวคณะพระมหาไถ่ก็ไม่ได้ทำอะไรพิเศษไปกว่างานเหล่านั้น แต่วิธีการที่ชาวคณะปฏิบัติต่างหาก ที่ทำให้งานที่ทำมีลักษณะแบบของมหาไถ่ คือต้องกระทำด้วยความกระตือรือร้นของธรรมทูต ความรักแห่งพระคริสต์ ความต้องการรีบด่วนของปัจจุบัน ซึ่งนั้นก็คือจิตตารมณ์ของนักบุญอัลฟอนโซและบุตรของท่าน จิตตารมณ์ของคณะมีศูนย์กลางอยู่ที่พระเยซู องค์พระมหาไถ่ พระเยซูเจ้าคือทุกสิ่งทุกอย่าง ชื่อของคณะก็คือ "ผู้ไถ่ศักดิ์สิทธิ์" ก็บ่งบอกถึงสิ่งที่ชาวคณะพยายามกระทำและดำเนินชีวิต พระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงพอพระทัยชื่อนี้ และทรงย้ำกับสมาชิกมหาไถ่ทั่วโลกว่า พวกเขาไม่มีจุดหมายอื่นใดนอกจากติดตามพระเยซูเจ้าไปในทุกๆ หนทางที่ชื่อ "ผู้ไถ่ศักดิ์สิทธิ์" นี้แฝงความหมายไว้ และเหนือสิ่งอื่นใด เราต้องพูดเกี่ยวกับพระนางมารี พระมารดาของพระเยซูและพระศาสนจักร ไม่มีนักบุญองค์ใดในปฏิทินของพระศาสนจักร (แม้กระทั่งนักบุญเบอร์นาร์ด) ที่มีความรักใหญ่หลวง ต่อพระมารดาของพระเยซูเจ้ามากไปกว่านักบุญอัลฟอนโซ สำหรับนักบุญอัลฟอนโซ แม่พระเป็นมารดาของท่านเหมือนที่เป็นมารดาของพระเยซู อย่างไรก็ตามนักบุญอัลฟอนโซยังมอบความหวังทั้งมวลของท่านไว้ในพระนาง ท่านรู้สึกว่าพระเป็นเจ้า ต้องการให้แม่พระเป็นมารดาของสรรพชีวิต และชีวิตนิรันดรของพระองค์ก็มอบให้โดยผ่านทางพระนาง ดังนั้น ท่านจึงภาวนาเสมอว่า "พระเยซู องค์ความรักของข้าพเจ้า พระมารดามารี ความหวังของข้าพเจ้า" ท่านได้ให้พระนางมารีเป็นมรดกสำคัญยิ่งแก่บุตรของท่าน ท่านต้องการให้ชาวคณะพระมหาไถ่เป็นคณะของพระนางมารี มอบถวายตัวแก่พระนางโดยสิ้นเชิง แม้จะมีชื่อว่ามหาไถ่ก็ตาม สมาชิกคณะจะต้องถวายคำปฏิญาณยึดมั่นในข้อความเชื่อปฏิสนธินิรมลของพระนาง และโดยอิทธิพลของคำสอนนี้ ภายหลังได้ประกาศออกเป็นสัจธรรมโดยพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 9 ชาวคณะพระมหาไถ่ มีธรรมเนียมในการเทศน์ธรรมทูตว่าต้องเทศน์ถึงพระนางมารีทุกครั้ง และต้องเทศน์ถึงพระนางทุกสัปดาห์ในวัดที่ตนดูแล ดูเหมือนว่าพระนางมารี ก็ทรงยอมรับความรักของคณะที่มีต่อพระนาง โดยได้มอบภาพพระมารดานิจจานุเคราะห์ให้กับชาวคณะพระมหาไถ่ เผยแพร่ภาพนี้ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก และนี่เป็นงานที่ชาวคณะพระมหาไถ่ได้พยายามกระทำอย่างซื่อสัตย์เสมอมา ข้าพเจ้าหวังว่าบทความนี้คงจะช่วยให้ผู้อ่าน พอเจ้าใจในจิตตารมณ์ของคณะพระมหาไถ่บ้าง ซึ่งที่แท้จริงแล้วยังมีอีกมากมายนัก แต่นั่นเป็นสิ่งที่เราต้อง "ประสบ" และดำเนินชีวิตไม่ใช่ "บอกเล่า" นวกจารย์ชราของคณะผู้หนึ่ง ซึ่งซาบซึ้งในพระพรที่คณะได้รับ และรู้ว่ามีสมาชิกไม่มากเลยที่จะเข้าใจในพระพรนี้ ได้เขียนไว้ว่า "เราเป็นลาที่บรรทุกทองคำ" |
8 กันยายน 2000
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000