เอกสารชิ้นนี้ เปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพเจ้า เป็นบทความดีๆ จากบาทหลวงคนหนึ่ง
ในอเมริกา ที่เขาตั้งข้อสังเกตให้ทุกคนได้คิดกัน โดยหนึ่งในบทความนี้
มีประเด็นที่ว่า
พระเยซู เป็นเพียงคนดีคนหนึ่งบนโลก
หรือท่านเป็นคนฉลาดคนหนึ่งที่รู้ว่าจะเล่นเกมกับผู้คนยังไง หรือ
ท่านเป็นอย่างที่ท่านอ้าง ตนเสมอมาว่า ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า
THE RESURRECTION การฟื้นคืนชีพ
by Dr. W. euGene Scott (Ph.D., Stanford University)
โดย ดร. ดับเบิ้ลยู ยูจีน สก๊อต ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด
Preached at the Los Angeles University Cathedral on April 19, 1992.
เทศน์ ณ โบสถ์ของมหาวิทยาลัยในลอสแองเจิลลิส วันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 1992
(
พ.ศ.2535 )
ผมหมดศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าไปเมื่อตอนที่ผมศึกษาในวิทยาลัย
ศรัทธาของผมหมดไปเพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่คนอื่นพูดเกี่ยวกับพระเยซู
ศาสตราจารย์หลายคนบนโลกนี้ที่หลายคนเชื่อว่าพวกเขาฉลาดปราญเปรื่อง
ได้กล่าวไว้ว่า มันเป็นการถูกต้องแล้วที่จะเชื่อว่า พระเยซู ท่านก็
เป็นครูที่ดี และเก่งคนหนึ่ง และให้นับถือท่านเสมือนศาสดาท่านอื่นๆอย่าง
มูฮัมหมัด ที่ก่อตั้งความเชื่อถือแห่งศาสนาอิสลาม, พระพุทธเจ้า
เจ้าชายของอินเดีย ผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธ, ขงจื้อของจีน
ที่มีคำกล่าวส่งผลอย่างมาก กว่าครึ่งโลก, หรือ ผู้นำศาลนาอื่นๆ ที่มีชื่อเสียง
ถ้าผมคิดและพูดไปซะว่า พระเยซู
เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มของผู้ก่อตั้งศาสนาท่านอื่นๆ นั่นหมายถึง
ท่านก็คือ พระอาจารย์ หรือครูที่มีทั้งความดีและความฉลาด และต่อจากนั้น
ผมก็จะได้รับการยอมรับจากทุกคน ว่า ผมก็เป็นคนอัจฉริยะคนหนึ่งเหมือนกัน ตามๆ
กันมาเหมือนหลายๆ ท่าน แต่ .. ถ้าผมจะพูดว่าผมเชื่อว่า
พระเยซูเป็นบุตรของพระผู้เป็นเจ้า ถือกำเนิดจากความบริสุทธิ์
สร้างสิ่งมหัศจรรย์ มากมายโดยมีอำนาจจากพระผู้เป็นเจ้า
ทำให้คนตายกลับฟื้นขึ้นมา รักษาผู้คนได้ราวกับปาฎิหารย์
แล้วต่อจากนั้นท่านก็สิ้นพระชนม์ และก็กลับฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมาอีกที
ผมคงจะได้ไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มอัจฉริยะทั้งหลายว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง
ปัญหาอยู่ที่ความคิดเห็นที่ว่า พระเยซู เป็นครูที่ดีและชาญฉลาด เรามาดูกัน
เริ่มจากการเป็นคนดี , นั่นหมายถึงคุณต้องพูดแต่ความจริง ต้องเป็นคนซื่อสัตย์
เป็นไปได้ว่า คุณอาจจะเป็นคนเสียสติ และเชื่อถือบางสิ่งบางอย่าง ที่ผิด
แต่ยังไงล่ะ คุณก็ยังเป็นคนดีได้ เพียงแต่ไม่ฉลาดเท่านั้นเอง
การเป็นคนฉลาด, ทุกอย่างที่คุณพูดต้องถูกต้อง
การเป็นคนดีคุณจะต้องเป็นคนสัตย์ตรง แต่ไม่มีทางที่พระเยซูจะเป็นได้เพียง
แค่ครูที่ดีและ ชาญฉลาด ท่านอาจจะเป็นคนดี แต่ไม่ฉลาด ( ผู้สัตย์ซื่อ
คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูกต้อง ) หรือ อาจจะเป็นคนฉลาดที่ไม่ใช่คนดี (
เช่น
เขารู้ว่าเขากำลังพูดอะไร และสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่จริง แต่เขาก็ยังคงพูดไป
)
หรือ ท่านไม่ใช่ทั้ง 2 ประการ
ทำไมไม่นะเหรอ? มันไม่สำคัญว่าคุณจะเรียนรู้เกี่ยวกับพระเยซูมาจากที่ไหน
อย่างไร ในอดีต แต่ถ้าคุณจะบอกว่า ท่านเป็นคนดี และชาญฉลาด
คุณคงจะต้องพิจารณาแล้วทั้งคำกล่าวที่ท่านได้กล่าวไว้ และการกระทำที่ผ่านๆ
มาของพระเยซู ผมไม่สนใจว่า คุณจะได้ไปฟังเพลงอะไร เก่าแก่แค่ไหน
หรือไปรู้รายละเอียดจากงานชิ้นใด คุณจะพบเสมอว่า พระเยซูได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
หรือพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งสิ่งๆ ต่างๆ
เหล่านี้จะเป็นเหมือนภาพสะท้อนเกี่ยวกับตัวท่านให้กับคุณ และสิ่งเหล่านี้เอง
ที่จะทำให้คุณไม่สามารถเรียกท่านว่าเป็นเพียงครูที่ดีและชาญฉลาด
เพราะคุณจะพบว่าข้อมูลต่างๆ ตามมาดังนี้
1. ท่านคิดว่าตัวท่านเองนั้นสมบูรณ์แบบ มันไม่สำคัญเลยว่าใครจะพูดยังไง
เพราะท่านคิดว่าท่านนั้นสมบูรณ์แบบจริงๆ
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของบาปทั้งปวงคือการไม่มีสามัญสำนึก
ไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่า บุคคลผู้ซึ่งคิดว่าตัวเองไม่เคยทำความผิด
ใครที่คิดว่าตัวเองถูก แสดงตัวเป็นผู้สมบูรณ์แบบเช่นนั้น
เราคงไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะพวกเรารู้กันดีว่า
ไม่มีใครในโลกหรอกที่จะดีเพียบพร้อมไปซะหมด
ถึงตรงนี้ บอกไม่ได้ว่า ท่านเป็นผู้สมบูรณ์แบบตามที่ท่านบอกไว้หรือไม่
เพียงแต่ไม่เคยได้ยินจากนักบุญ นักปราชญ์คนไหน กล่าวว่าตนเป็นผู้สมบูรณ์แบบ
จากบันทึกต่างๆ บุคคลที่พระเจ้าได้ส่งมานั้น ในพันธะสัญญาเล่มเก่า
โมเสสกล่าวไว้ว่า: ลูก "ไม่คู่ควรกับการครั้งนี้
ลูกจะช่วยประชาชนชาวอิสราเอลได้อย่างไร ลูกเป็นใคร แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง
ลูกช่วยพูดอะไรไม่ได้
บุตรคนที่มาจากพระเจ้าจะรู้ถึงเส้นทางที่เขามาจากพระเจ้า
ในคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวไว้ว่ามีชายผู้หนึ่งในราชอาณาจักร ที่ได้พบเห็น พระเจ้า
ในปีที่ราชาโจไซอาห์ King Josiah สิ้นพระชนม์ อิซาอาห์ Isaiah
คือผู้เดียวที่เห็นพระเจ้า พระองค์ทรงประทับอยู่ บนบังลังก์ ขึ้นเหนือผู้คน
คำพูดแรกที่ Isaiah กล่าวคือ โอ.. ลูกไม่มีค่าพอที่ได้เห็นท่าน
โดยปกติ พวกเราคงจะไม่เคารพบุคคลที่คิดว่าตัวเขาเองเป็นคนสมบูรณ์แบบ แต่
พระเยซูเจ้าท่านคิดว่าท่านเป็นเช่นนั้น ทุกที่ที่คุณพบท่าน
นั่นหมายถึงท่านเป็นผู้กำหนดไว้แบบนั้น ท่านสามารถตัดสินคนอื่นได้
ท่านได้กล่าวไว้กับพวกฟาราสี ผู้ปกครอง บ้านเมืองในตอนนั้น
กลุ่มคนผู้ยกตนขึ้นสูงกว่าประชาชนและตัดสินความให้กับพวกเขา ไว้ว่า
พวกท่านก็เป็นดังเช่นหลุมฝังศพ ที่บรรจุไว้ซึ่งคนที่ตายแล้ว
ไม่มีชีวิตอยู่ในร่างก็พวกเจ้า
พวกเจ้าพยายามที่จะแก้ปัญหาเล็กให้กับชีวิตคนอื่น แต่ตัวพวกเจ้าเอง
กลับปัญหาใหญ่ของตัวเองที่แก้ไม่ตกอยู่แล้ว
เหตุผลที่ไม่มีใครสามารถตัดสินใครได้ เพราะเราก็เป็นคนเหมือนๆ กัน
มีความผิดกันทุกคน แต่พระเยซูไม่เคยคิดว่าตัวเอง ไม่สมบูรณ์แบบเช่นนั้น
ท่านกล่าวถึงกฏของพระเจ้า และกล่าวไว้ว่า พวกเจ้าคงจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า
กฏนั้นกล่าวไว้เช่นไร แต่ตอนนี้ จงฟังเรา
.
ด้วยความมีสติของความเพียบพร้อมด้วยศีลธรรม ท่านกล่าวไว้ว่า
จงอย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะทำลาย กฎของพระเจ้า แต่เรามาเพื่อทำให้มันสมบูรณ์
มีข้อยอมรับที่เป็นไปได้ประการหนึ่ง ได้กล่าวถึงชายหนุ่มผู้มั่งคั่งคนหนึ่ง
ได้เข้ามาหาพระเยซู และเรียกท่านว่า ท่านอาจารย์ผู้ ประเสริฐ
และเมื่อท่านได้ยินคำเรียกดังกล่าว ท่านหยุดชายผู้นั้นและกล่าวว่า เดี๋ยวก่อน
อย่าเข้ามาและเรียกเราว่าเป็นผู้ประเสริฐ อาจารย์ที่ดีของเจ้า
เจ้าสามารถเรียกว่าอาจารย์ได้ แต่ถ้าเจ้ากำลังจะยกให้เราเป็นผู้ประเสริฐ
จงจำไว้อย่างหนึ่งว่า มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่จะเป็นผู้ประเสริฐ ดังนั้น
อย่าได้เรียกเราเป็นผู้ประเสริฐ ถ้าเจ้าไม่ได้คิดว่าเราเป็นพระเจ้า "
ท่านเป็นผู้ที่มีศีลธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีการกระทำใดๆ
ที่บ่งบอกถึงความไร้ซึ่งศีลธรรม ท่านมีอำนาจทั้งหมด ดังคำกล่าวที่ว่า
เจ้าจงฟังและทำให้สิ่งที่เราพูด ชีวิตของเจ้าจะเหมือนสร้างอยู่บนหินผา
แต่ถ้าเจ้าฟังและกระทำนอกเหนือไปจากนี้ ชีวิตของเจ้าก็เหมือนถูกสร้างบนผืนทราย
พลังอำนาจทั้งหมดในสรวงสวรรค์และโลกขึ้นอยู่กับเรา"
อีกครั้งเพื่อเป็นการย้ำ เหมือนตอนแรกที่ผมได้กล่าวไว้
ท่านได้กล่าวเกี่ยวกับกฏของพระเจ้าไว้ กฏซึ่งประชาชนในยุคนั้น
กระทำตามระยะเวลานานหลายร้อยปี ไว้ว่า
ไม่ว่ากฎของพระเจ้าจะกำหนดไว้ให้พวกเจ้าไว้อย่างไร แต่่ตอนนี้
จงฟังสิ่งที่เราพูด..
เวลาที่พระเยซูท่านตัดสินใครนั้น จะไม่มีความลังเล หรือคิดทบทวนใดใด
อาจจะฟังดูแปลกไปสักหน่อย สำหรับพวกเรา กับคนแบบนี้ ใครบอกให้ท่านทำสิ่งต่างๆ
เหล่านี้ ท่านถือเอาตัวท่านเองเป็นตัวกำหนด จงฟังสิ่งที่เราพูดเหรอ..
2. ท่านคิดว่าตัวท่านเองเป็นศูนย์กลางของศาสนาทั้งปวง
ท่านกำหนดให้ตัวท่านเองเป็น พระเยซูไม่ได้มาเพื่อที่จะเทศนา หลักคำสอนศาสนา
หรือหาความจริงโดยทดลองกับตัวเอง ท่านได้กล่าวไว้ว่า เราเป็น
เส้นทางสู่พระเจ้า เราพูดความจริง เกี่ยวกับพระเจ้า เราคือชีวิตจากพระเจ้า
ถ้าใครผู้ใดต้องการเห็นพระเจ้า ผู้นั้นต้องผ่านทางเรา
เราเป็นเหมือนประตูที่จะนำให้ เจ้าไปถึงพระเจ้า ถ้าใครผู้ใดรักพ่อ แม่ ภรรยา
บุตร พี่ น้อง ของเจ้า และแน่นอนชีวิตของเจ้าเอง มากกว่า เรา เขาผู้นั้น
ก็ไม่มีอะไรสำคัญสำหรับเรา จงเดินตามเรามา เพื่อเป็นสาวกของเรา
3. ท่านจะตายเพื่อการไถ่บาป ล้างบาปแทนทุกคน ท่านกล่าวไว้ว่า
สิ่งที่ผิดพลาดที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ สามารถแก้ไขได้ ด้วย ความตายของท่าน
เพื่อไถ่บาปให้เราทุกคนแด่พระเจ้า มีบางอย่างที่ผิดพลาดบนโลกใบนี้
ทุกอย่างจะถูกแก้ไขโดยการตาย ของท่าน
การไถ่บาปเป็นสิ่งที่ผู้คนในสมัยนั้นรู้ดีว่าคืออะไร
การไถ่บาปเป็นเหมือนมรดกชิ้นสุดท้าย จากคนๆ หนึ่งที่กำลังจะ ถูกสังหาร
เนื่องจากการทำความผิดของผู้คน
เป็นเสมือนสิ่งที่จะซื้ออิสระภาพให้คนที่ทำความผิด การตายของท่าน
เป็นการไถ่บาปที่ชดเชยความผิดพลาดของทุกคนในโลก
4. ท่านจะฟื้นคืนชีพขึ้นมา .. ท่านกล่าวไว้ว่า ท่านจะฟื้นขึ้นมาอีกที
เมื่อท่านตายไปแล้ว ท่านจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ลองมาทดสอบอะไรที่มันใกล้ตัวเรากันสักหน่อย
ถ้าเพื่อนของคุณคนหนึ่งเดินขึ้นมาบนเวที แล้วพูดว่า พลังอำนาจทั้งหมด
ทั้งบนสวรรค์และบนโลกอยู่ที่ตัวเขา ผมคิดว่า
คุณคงจะคิดว่าเพื่อนของคุณคนนี้คงกำลังล้อทุกคนเล่นแน่ๆ
แต่ถ้าเขายังพูดต่อไปอีกว่า เขาคือพระเจ้า เขาเป็นผู้สมบูรณ์แบบ
กฏของพระเจ้าไม่มีผลใดใดกับตัวเขา เขามาเพื่อทำให้มัน สมบูรณ์
และต่อจากนั้นเขาก็เริ่มทำหลายๆ สิ่ง หลายๆ
อย่างเพื่อแสดงว่าเขาเป็นผู้สมบูรณ์แบบอย่างที่พระเยซูท่านได้กระทำ ไว้
และพูดว่า พวกเราจะมีชีวิตที่เป็นนิรันดร์ กับพระผู้เป็นเจ้า
คุณจะต้องยึดเขาไว้เป็นหลัก เป็นศูนย์กลางในชีวิตของคุณ บูชาเขา
และนับถือเขาเยี่ยงเช่นครูของคุณ ผมคิดว่า คุณคงจะคิดว่า
เพื่อนของคุณบ้าไปแล้ว คุณอาจจะต้องหยุดการสนทนา กลางคัน
หรือไม่ให้แม้แต่โอกาสที่เขาจะพูดว่าเขามาจากสวรรค์
และถ้าเพื่อนของคุณยังคงจริงจังต่อการพูด และกล่าวต่อไปว่า
ก่อนที่อับราฮัมจะเกิด เขาเกิดมาก่อนแล้ว คุณรู้จักอับราฮัมดี
เขาเกิดมาก่อนอับราฮัม ชายคนหนึ่งมาจาก Ur และเกิดเมื่อ 400 ก่อน
เขาเห็นมาหมดแล้ว ทั้งนางฟ้าเทวดาที่แย่ที่สุดบน สรวงสวรรค์ที่ถูกขับไล่
และการเริ่มต้นของการเวลา แล้วต่อมาเพื่อนของคุณยังคงพูดต่อด้วยเรื่องสวรรค์
ที่เป็นบ้านของพระเจ้า ในลักษณะที่เขาคุ้นเคย
สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนดั่งเป็นบ้านของตัวเอง
ถ้าผมบอกคุณว่า โซฟาที่บ้านของผมสีน้ำตาล และคุณพูดว่า คุณรู้ได้ยังไง
ผมคงจะคิดว่า คุณบ้าหรือเปล่าที่ถามคำถามนี้ บ้านของผม ผมก็ต้องรู้สิว่า
โซฟาที่ผมมีนั้นสีอะไร และนั่นคือทางที่พระเยซูพูดถึงสวรรค์ ท่านกล่าวไว้ว่า
เขาจะไปที่นั่น เพื่อ เตรียมที่ทางให้กับพวกเรา
และหลังจากนั้นท่านจะกลับมาเพื่อนำพวกเราไป ท่านกล่าวไว้ว่า
ท่านต้องยอมสละชีวิตเพื่อไถ่บาป ให้กับพวกเรา
เพราะนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าปรารถนาให้เขาทำ คนที่สามารถพูดอะไรเช่นนี้ได้
คุณคงจะจับเขาขังไว้ใน โรงพยาบาล ศรีธัญญาหรือหลังคาแดงแน่ๆ
และคุณคงจะไม่เรียกเขาว่า เขาเป็นครูที่ดีหรือชาญฉลาดแน่นอน
แทบไม่ต้องคิดเลย นี่เป็นทางที่พระเยซูท่านได้กระทำไว้ประวัติศาสตร์
ท่านผู้เดียวที่ทำเช่นนี้ เราไม่เคยเจอ ไม่เคยได้ยินว่า มีศาสดาของศาสนาใดๆ
ทำและกล่าวอะไรต่างๆ เช่นนี้
เจ้าชายสิทธัตถะ พระพุทธเจ้าไม่เคยคิดว่า ท่านสมบูรณ์แบบ
ท่านดิ้นรนต่อสู้เพื่อแก่นของธรรมะ ซึ่งมุ่งหวังที่จะทำลายกิเลส
ที่จะทำให้เกิดบาป ท่านพยายามที่จะหาคำตอบ ทั้งอดอาหาร ทรมานตนเอง
แต่ก็ไม่เป็นผล ท่านค้นพบมรรค 8 ท่านพยายามให้สาวก ผู้ติดตาม ปฎิบัติตาม
โดยท่านพูดไว้ว่า มรรค 8 นี้ให้ผลกับเรา พวกเจ้าจงลองทำ พวกเจ้าอาจจะบรรลุผล
ท่านไม่เคยคิดว่า ท่านมีพลังอำนาจทั้งหมด ท่านบอกกับสาวกทั้งหมดว่า
ท่านไม่สามารถนำทางพวกเขาได้ต่อไป แล้วก็จากไป เพื่อหาทางบรรลุผลด้วยตัวเอง
ท่านไม่เคยรับว่าท่านมีพลังอำนาจทั้งหมด
ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของศาสนาทั้งปวง
เส้นทางการบรรลุผลเป็นแนวทางเดียวกันกับศาสดาของศาสนาอื่นๆ
เช่นเดียวกับมูฮัมหมัดไม่เคยคิดว่าเขาสมบูรณ์แบบ. เขาคือคนของพระเจ้า
อัลเลาะห์- ผู้ทำนาย-. เขาสามารถมองการณ์ล่วงหน้า
ซึ่งทำให้ประชาชนในแดนทะเลทรายชื่นชมในตัวท่านมาก
แต่ท่านไม่เคยที่จะกล่าวอ้างว่าตัวเองได้เคยไปอยู่บนสวรรค์ ไม่เคยไปอยู่
ณ
สถานที่ที่สมบูรณ์แห่งนั้น ท่านไม่เคยยอมสละชีพเพื่อไถ่บาปให้ใคร
พลังอำนาจของเขาเกี่ยวกับบนสวรรค์
และจากพระเจ้ามาจากการเผยวจนะของพระเจ้ามาสู่ท่านในภาพนิมิต
แต่พระเยซูไม่เคยกล่าวถึงภาพนิมิตดั่งเช่นมูฮัมหมัด
ซึ่งการถ่ายทอดของท่านมูฮัมหมัดจะกล่าวว่า พระเจ้ากล่าวว่า ..
แต่ในทางกลับกัน พระเยซูจะกล่าวว่า เราพูดว่า..
ประเด็นต่อไปก็คือ : ท่านออกมาจากสุสานเองจริงหรือไม่??
คุณจะไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ถ้าคุณทำเพียงแค่คิด
คุณจะต้องศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษา เพียงเพราะ
คนเหล่านั้นคิดว่า คนๆหนึ่งไม่สามารถกลับคืนมามีชีวิตหลังจากที่ได้ลาโลกไปแล้ว
และถ้ามีใครพูดว่า ใครบางคนทำได้ แสดงว่า คนที่พูดนั้นโกหก
คำถามคือ.. ถ้าคุณคิดจะศึกษา คุณจะหาคำตอบมาได้อย่างไร
ถ้าคุณต้องการจะตอบคำถามง่ายๆ อย่างเช่น เมื่อวันที่ 19 เมษายน ปี 1992
ดรสก๊อตได้สอนเรื่องการฟื้นคืนชีพของพระเยซูคริสต์ เป็นเวลา 1
ชั่วโมงที่โบสถ์ใน L.A.หรือไม่
คุณต้องเชื่อก่อนว่า
1) ดร.สก๊อตเป็นบาทหลวง เป็นครู
2) ดร.สก๊อตอยู่ที่โบสถ์ในวันนั้น
3) ดร.สก๊อตยังคงสอนอยู่ที่นั้น ณ วันนั้น
คุณจะต้องเชื่อประเด็นเหล่านี้ก่อน ไม่ต้องสนใจว่า
ผมสอนเพียงชั่วโมงเดียวหรือมากกว่า คุณต้องเห็นด้วยกับผมก่อนว่า ผมมีชีวิตอยู่
ณ ตรงจุดนั้น เวลานั้น และสอนที่นั่นในวันนั้น คุณไม่ต้องบอกว่า
คุณเห็นด้วยกับเรื่องที่ผมพูดว่ามันแย่ หรือว่า มันดียังไง
เพียงแต่ได้เชื่อว่าผมอยู่ตรงนั้น และปากของผมก็ขยับ
และพูดเกี่ยวกับเรื่องราวของการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู สิ่งต่างๆ เหล่านี้
เราเรียกว่า กรอบของการอ้างอิง
ถ้ามีใครสักคนพูดว่า ไม่มีทาง เราไม่เชื่อว่า ดร.สก๊อตตอยู่ที่นั่น
แล้วเราจะบ้ามานั่งถกปัญหากันทำไมว่า ผมสอนนานเท่าไหร่ จะเป็นการง่ายกว่ามากๆ
ถ้าจะเริ่มต้นพิสูจน์กันที่ผมอยู่ที่นั่นหรือไม่ แล้วต่อมาก็มาดูว่า
ผมพูดนานเท่าไหร่ 1 ชม. หรือเปล่า เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าผมสอนเพียงหนึ่งชั่วโมง
คุณต้องรู้ก่อนว่า ผมเริ่มต้นพูดเกี่ยวกับการฟื้นคืนพระชนม์ตอนไหน
เริ่มนับตอนที่ผมเริ่มจดปากกาลงบนกระดานไวท์บอร์ดหรือเปล่า หรือ
เมื่อตอนที่ผมขึ้นเวที ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน คำถามต่างๆ เหล่านี้
คงจะง่ายกว่าถ้าเรามาพิสูจน์กันตรงที่ว่า ผมอยู่ที่โบสถ์หรือเปล่า
คุณจะต้องศึกษาเกี่ยวกับการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเจ้าในทิศทางเดียวกัน
มีข้อเท็จจริงมากมายที่คุณจะต้องเชื่อก่อนที่คุณจะ คิด
และพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้
1. พระเยซูคริสต์มีจริงหรือเปล่า
เราจะมาพูดเรื่องการฟื้นคืนชีพของท่านทำไม ถ้าเราไม่เชื่อว่า ท่านมีชีวิตจริง
ถ้าคุณต้องการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณต้องเชื่อก่อนว่าท่านมีอยู่จริง
ความจริงข้อที่ 1 เรื่องพระเยซูเจ้ามีชีวิตจริงๆ คุณเห็นด้วยไหมว่า
อย่างน้อยมันน่าจะง่ายขึ้นเพื่อที่จะพิสูจน์ว่า ท่านมีชีวิตอยู่จริงๆ
แล้วท่านก็ลาโลกไป และกลับฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
มันจะง่ายขึ้นมากกับการพิสูจน์ คนซึ่งมีชีวิตจริงๆ ณ ตอนนั้น
แล้วเขาก็ได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น
ถ้าคุณไม่เชื่ออย่างนั้น
มันก็ไม่มีทางที่คุณจะมาคิดเรื่องปาฏิหารย์ที่เกิดขึ้นกับท่าน
ไม่มีประโยชน์ที่จะสนทนาเรื่องนี้กับ คนที่ไม่เชื่อ ว่าท่านมีชีวิตจริงๆ
ณ
ตอนนั้น คุณต้องเชื่อก่อนว่าเขามีชีวิต ท่านอยู่ตรงนั้น
แล้วต่อมาคุณจะสามารถพิสูจน์สิ่งต่างๆ ที่ท่านได้ทำไว้
ความจริงข้อที่ 2 ท่านได้ถูกประหารชีวิต ตามคำร้องขอของผู้นำชาวยิว
ทหารโรมันได้ประหารชีวิตพระเยซู ถ้าคุณไม่เชื่อเรื่องนี้
ก็ไม่มีทางที่จะมาพูดถึงการฟื้นคืนพระชนม์ การประหารชีวิตนี้
ถ้าคุณเชื่อตามนี้จะทำให้ง่ายขึ้นมากกับการพิสูจน์ว่า พระเยซูเจ้า
ได้ฟื้นคืนชีพกลับมาหลังจากที่ท่านได้ถูกประหารไปแล้ว
ความจริงข้อที่ 3 เชื่อว่าท่านได้เสียชีวิตบนไม้กางเขน ต้องมีความเชื่อนี้ก่อน
เพราะบางคนคิดว่า ท่านเพียงแค่สลบไป แล้ว หลังจากนั้นท่านก็ตื่นขึ้นมา
แล้วมีคนช่วยนำท่านออกมาจากสุสาน ตามทฤษฎีที่บางคนคิดไว้
ถึงแม้ทฤษฎีจะเป็นความจริง บางคนคงจะต้องคิดว่า
พระเยซูคริสต์ได้เสียชีวิตแล้วจริงๆ
ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะพยายามนำร่างของท่านออกมาจากสุสานทำไม
ความจริงข้อที่ 4 ท่านถูกฝังไว้ในสุสานที่มีคนรู้จัก
เมื่อตอนที่ร่างของท่านได้ถูกนำไปไว้ที่สุสาน หน้าสุสานนั้นมีหินก้อนใหญ่
ปิดปากสุสานไว้ และตามคำสั่ง จะมีทหารรักษาสุสานนี้
จึงไม่มีใครสามารถนำร่างของท่านไปได้ และผู้คนโดยทั่วไปก็รู้ดีว่า
สุสานนั้นอยู่ที่ไหน และสามารถไปถึงที่นั่นได้
ความจริงข้อที่ 5 ผู้คนได้บอกกล่าวกันต่อ ๆ มาถึงการเสียชีวิตของท่าน
แล้วท่านก็ฟื้นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้งหลังจากถูกประหาร ชีวิตไปแล้ว
ผมไม่ได้กำลังจะพูดถึงจุดที่ว่า เขาฟื้นขึ้นมาจริงๆ ผมเพียงแต่กำลังพูดว่า
ผู้คนพูดกันต่อๆ มาว่า ท่านกลับมามีชีวิต อีกครั้งหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว
สุสานที่ฝังร่างของท่านนั้นว่างเปล่า และพระเยซูก็ได้กลับขึ้นไปบนสรวงสวรรค์
หลังจากที่ ท่านได้ใช้เวลา 1 2 สัปดาห์หลังความตายกับพวกเขาเหล่านั้น
ถึงตอนนี้ ถ้าคุณไม่เชื่อถึงสิ่งที่เขาได้ยินกันมา สิ่งที่ผมจะทำในวันนี้
คือ
การสอนเรื่องที่ว่า พระเยซูท่านได้ฟื้นคืน พระชนม์ขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง
เรื่องที่ว่า สุสานนั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งร่างของท่าน เรื่องที่ว่า
พระเยซูท่านได้กลับขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์
หลังจากที่ได้ใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์กับเพื่อนๆ
ของท่านและสาวกผู้ติดตามซึ่งมีชีวิต ณ ตอนนั้น ถ้าคุณไม่เชื่อว่า เรื่องต่างๆ
เหล่า ได้รับการสอนกันมาตั้งแต่สมัยนั้น นี่คงจะง่ายขึ้นสำหรับการพิสูจน์ว่า
มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ สิ่งที่สาวกได้สอนทุกคนไว้หลังจาก
ที่พระเยซูท่านสิ้นพระชนม์ และต่อมาก็เป็นผมที่จะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า พระเยซู
ท่านได้ฟื้นชีวิตขึ้นมาจริงๆ
ความจริงข้อที่ 6 ผู้นำชาวยิวสนใจที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า
การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูนั้นไม่เป็นความจริง โดยปกติ แล้ว ผู้นำชาวยิว
ผู้ซึ่งเป็นสาเหตุให้พระเยซูถูกประหารชีวิตบนไม้กางเขน ผู้ซึ่งเกลียดชังพระเยซู
ก็ย่อมจะมีความสนใจที่จะพิสูจน์ เรื่องนี้มากกว่าคนอย่างเราๆ
ที่มีชีวิตหลังจากยุคนั้นมาถึง 2000 ปี ถ้าผู้นำศาสนาเหล่านี้
ผู้ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายของพระเยซู
โดยการกล่าวหาว่าท่านพยายามที่จะซ่องสุ่มผู้คน
และกล่าวว่าเรื่องที่ท่านอ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า และเรื่องที่ว่า
ท่านได้อ้างว่า ตัวเองจะกลับฟื้นชีวิตขึ้นมาหลังจากความตาย และต่อมา
ท่านก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านได้ฟื้นกลับขึ้นมาจริงๆ .. พวกผู้นำเหล่านั้น
คงต้องหางานใหม่ ถ้าพวกเขาไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อบิดเบือนข้อนี้
จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขา จะให้ความสนใจกับเรื่องนี้
มากกว่าคนส่วนใหญ่เพื่อจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า
ทฤษฎีที่ว่าเรื่องการฟื้นคืนชีพของพระเยซูนั้น ไม่เป็นความจริง
ความจริงข้อที่ 7 เพื่อนของท่านและสาวกผู้ติดตาม ถูกจัดการอย่างเลวร้าย
เหล่าเพื่อนๆ และสาวกผู้ทำการสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้
ได้ถูกกล่าวขานว่าเป็นพวกโกหก
ต่อมาก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวขโมยที่ขโมยร่างพระเยซูไปจากสุสาน และต่อมาพวกเขา
จำนวนมากก็ถูกฆ่าตาย เรื่องราวต่างๆ
ที่เกิดขึ้นนี้ได้ถูกเขียนไว้ในพระคัมภีร์ถึงความเลวร้ายและความทุกข์ทรมานที่พวกเขาได้รับ
เนื่องจากการถ่ายทอดเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเจ้าให้ผู้คนได้รู้
หลายศตวรรษผ่านไป คุณจะสามารถรับรู้
หาอ่านได้ถึงความเลวร้ายที่ชาวโรมันได้กระทำต่อชาวคริสต์ ด้วยเหตุผลต่างๆ
นานา
แต่ทุกๆ
แหล่งข้อมูลได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันถึงความเลวร้ายที่พวกนั้นได้กระทำต่อชาวคริสต์เพื่อจะหยุดพวกเขาทันที
เพื่อไม่ให้ มีการพูดถึง หรือถ่ายทอดเรื่องราวการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู
คำพูดต่างๆ ของท่านที่กล่าวกับพวกเขาไว้หลังจากที่ ท่านฟื้น ขึ้นมาช่วง 1
2
สัปดาห์ก่อนที่ท่านจะกลับขึ้นไปบนสรวงสวรรค์ สิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ
ที่พระเยซูได้ทำให้ทุกคนประจักษ์ พวกเขา
ทั้งหลายถูกชาวโรมันปฎิบัติอย่างเลวร้ายเพียงเพราะ ผู้นำชาวยิวเหล่านั้น
มีชื่อเสียง และการเคารพนับถือจากประชาชนเป็นเดิมพัน
ซึ่งไม่อาจจะยอมให้สูญเสียไปได้
ความจริงข้อที่ 8 สุสานนั้นว่างเปล่า ถ้าข้อมูลทั้งหมดจะนำไปสู่ความจริง
โดยปกติ ถ้า ผู้นำชาวยิว ผู้ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิด การประหารชีวิต
จะมีความสนใจเป็นพิเศษกับการพิสูจน์ว่า เรื่องที่ว่ามาไม่เป็นความจริง เพราะ
หน้าที่การงานและการดำเนินชีวิต ของพวกเขาเป็นเหมือนสิ่งเดิมพัน และ ถ้าพระเยซู
ท่านถูกฝังไว้ในสุสานที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โดยที่คุณเองก็สามารถเดินไป
ที่นั้นได้ พวกเขาก็คงจะไปที่สุสานนั้นทันทีมีมีการพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
แล้วโชว์ร่างของพระเยซูเจ้าเพื่อให้เห็นว่า ไม่มีการฟื้นคืนชีพ อย่างที่พูดกัน
แต่ พวกเขาไม่สามารถพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นได้ เพราะสุสานนั้นว่างเปล่าจริงๆ
สุสานนั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรกับผู้คนในตอนนั้น
ร่างของพระเยซูต่างหากที่ผู้คนพูดถึงและให้ความสำคัญ แล้ว ร่างของท่านก็หายไป
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนในยุคต่อมายังคงตั้งข้อสงสัยว่า
สุสานใดนั้นที่ี่ร่างของพระเยซูท่านเคยประทับอยู่ เพราะที่ผ่านมา
ไม่เคยมีใครให้ความสำคัญกับมัน
เพราะสุสานนั้นเป็นเพียงสุสานร้างที่ไร้ซึ่งร่างใดๆ
ถึงตอนนี้ ความจริงข้อที่ 8
นี้จะช่วยทำให้ข้อพิสูจน์เกี่ยวกับการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์นั้นง่ายขึ้น
ถ้า คุณไม่เชื่อในความจริง ข้อที่ 8 นี้
คุณก็ไม่สามารถร่วมวงสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้
รวมถึงทฤษฎีที่จะกล่าวถึงเกี่ยวกับการฟื้นคืนพระชนม์ การสอนเกี่ยวกับ
เรื่องนี้ มีการพูดกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อท่านได้สิ้นพระชนม์
ผู้คนได้คิดและไตร่ตรอง นำมาซึ่งข้อคิด ทฤษฎีหลากหลาย
ประการเพื่อที่จะอธิบายความเป็นไปได้ของเรื่องนี้
สาเหตุที่ผมสอนเรื่องนี้ทุกๆ วันอีสเตอร์ ก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า
คุณสามารถเป็นคนช่างคิด และไตร่ตรองอะไรได้ ด้วยตัวท่านเอง
และยังคงเชื่อในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เหมือนที่ผมเคยพูดไว้ว่า
คุณไม่ต้องทิ้งสมอง ทิ้งความคิดของคุณ
ไว้ในรถที่คุณจอดไว้เมื่อคุณก้าวเขามาในโบสถ์ คุณสามารถคิดเอง
โดยไม่ต้องให้ใครชักนำ
ศรัทธาในพระเจ้า ได้มาจากการฟังเรื่องราวของท่านในคัมภีร์ไบเบิ้ล
เราไม่สามารถบังคับให้ทุกคนเชื่อในพระเจ้า แต่ถ้าคุณสามารถ
แสดงให้พวกเขาเห็นถึงความจริงของการฟื้นคืนพระชนม์ จะมีบางสิ่งบางอย่าง
เกิดขึ้นในใจของพวกเขา จนกระทั่งเขาตระหนัก ได้เองว่า พระเจ้ามีจริง
และท่านก็ถือกำเนิดลงมาบนโลกในฐานะเพียงแค่คนๆ หนึ่ง
และท่านก็เสียชีวิตด้วยการไถ่บาปให้กับ พวกเรา
และกลับฟื้นขึ้นมาหลังจากที่ถูกประหารชีวิตไปแล้ว ต่อมา
ท่านก็ได้บอกกล่าวบางอย่างไว้กับ คนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ ณ เวลานั้นว่า
ท่านกำลังจะกลับขึ้นไปยังสรวงสวรรค์เพื่อเตรียมดินแดนให้กับพวกเรา
และจะกลับมาเพื่อพวกเราอีกครั้ง
สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับกลุ่มคนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ คือ ถ้าผมมี 15
คำถามให้กับพวกเขา และ ให้พวกเขาค้นหาคำตอบ ซึ่งพวกเขาก็จะใช้เวลาไม่ถึงแม้แต่
15 ชั่วโมงในช่วงชีวิตของเขาที่จะหาคำตอบและพิสูจน์ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง
ถ้าเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์เป็นความจริง
มันจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ คุณคงจะต้องเป็นคนโง่มากคนหนึ่ง
ในจำนวนคนโง่ทั้งหมดที่ไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดถึงเรื่องนี้เพียงแค่ 30
ชั่วโมงในช่วงชีวิตของคุณ มีคนช่างคิดมากมายในโลกที่ พยายามจะพิสูจน์เรื่องนี้
และตอนนี้พวกเขาก็แน่ใจแล้วว่า มันเกิดขึ้นจริงๆ นี่แหละคือเหตุผลว่า
ทำไมผมถึงกำลังสอนและพูด เรื่องนี้ข้อเท็จจริงในเรื่องการฟื้นคืนชีพนั้นเป็นที่น่าเชื่อถืออย่างมาก
ซึ่งคนที่ไม่ต้องการที่จะเชื่อในเรื่องนี้ พยายามที่จะหาทฤษฎีมากมาย
เพื่อจะมาพิสูจน์ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง
แต่แล้วทฤษฎีเหล่านั้นก็ไม่สามารถมาทำให้คุณเชื่อได้ ถ้าเทียบกับข้อเท็จจริง
ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดข้างต้น เรามาดูกันว่า ทฤษฎีที่เขาอ้างกันขึ้นมามีอะไรบ้าง
ทฤษฎีข้อที่ 1 สาวก หรือเพื่อนของพระเยซขโมยร่างของท่านออกมา
ทฤษฏีข้อที่ 2 ผู้นำชาวยิวขโมยร่างของท่านออกมา
ทฤษฏีข้อที่ 3 ผู้นำชาวโรมันขโมยร่างของท่านออกมา
ทฤษฎีข้อที่ 4 แมรี่ มาร์ธา และซาโรม 3 คนแรกที่รู้ว่าพระเยซูได้ฟื้นคืนพระชนม์
ไปผิดสุสาน คนต่อ ๆ มาที่ทั้ง 3 บอกกล่าว เรื่องนี้ ก็ตามไปดูว่าร่างของพระเยซูยังทรงอยู่ในสุสานไหม
ก็ไปผิดสุสาน
แล้วต่อมาคนที่เอาเรื่องไปบอกพวกผู้นำชาวยิว กับ ผู้นำชาวโรมันรวมถึงตัวผู้นำทั้งทางโรมัน
และยิว ผู้ซึ่งรับผิดชอบรับรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการสวรรคตของพระองค์ก็ไปผิดสุสาน
ทฤษฎีข้อที่ 5 ทั้งหมดเป็นภาพลวงตา หรือแค่ฝันไป หลายคนรักและเชื่อว่า พระเยซู
กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาหลังความตายจริงๆ ภาพที่ท่านปรากฏตัวต่อคนกว่า 500 คน
หลังจากที่ท่านได้ถูกฝังไว้ในสุสาน ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ภาพจินตนาการของพวกเขา
พวกเขาคิดตรงกัน เห็นภาพเหมือนกันว่า
พระเยซูกลับมาหลังจากที่ท่านได้ถูกประหารบนไม้กางเขนแล้ว
พระเยซูได้อยู่ร่วมดื่ม ร่วมรับประทานอาหารกับบางคนในจำนวนนั้น
ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้นเช่นกัน
ทฤษฎีข้อที่ 6 พระเยซู ได้รับการรักษา เยียวยาภายในสุสาน
หลังจากที่ท่านโดนทั้งเฆี่ยน ทั้งตี โดนประหารชีวิต บนไม้กางเขน
จนได้รับการพิสูจน์ขั้นสุดท้ายว่า ท่านสิ้นพระชนม์แล้ว
และร่างก็ถูกฝังไว้ในสุสานที่ทุกคนรู้จัก แต่จริงๆ แล้ว ท่านยังไม่สิ้นพระชนม์
ความเย็นภายในสุสานทำให้ท่านมีอาการดีขึ้น
สามารถลุกขึ้นมาผลักหินใหญ่ที่ปากสุสานออกไปได้
สามารถแก้ผ้าที่พันร่างของตัวเองไว้ได้
และสามารถเดินผ่านยามรักษาการณ์ประจำการณ์ที่นอนหลับอยู่ ณ ที่นั้นได้
ทฤษฎีข้อที่ 7 เพื่อนๆ ของท่านและเหล่าสาวก โกหก .. เรื่องทั้งหมด
เป็นเพียงเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นเท่านั้น พวกเขาใช้ 2 3
ปีในชีวิตของเขาติดตามคนๆหนึ่งจริงๆ คนผู้ซึ่งพวกเขาค้นพบว่าจริงๆ
แล้วคนผู้นั้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้าแต่อย่างใด จึงไม่ต้องการให้ใครรู้
และมารู้ภายหลังว่าพวกเขาเป็นคนโง่เขลา ดังนั้นเมื่อพระเยซูถูกประหารชีวิต
เขาจึงสร้างเรื่องเกี่ยวกับ การฟื้นคืนชีพนี้ขึ้นมาภายใน 7 สัปดาห์ และต่อมา
ก็ออกมาป่าวประกาศให้ประชาชนละแวกนั้นได้รับรู้
ทฤษฏีข้อที่ 8 พระเยซูฟื้นชีพขึ้นมาจริงๆ และเรื่องราวต่างๆ
ที่เพื่อนของท่านและเหล่าสาวกพูดทั้งหมดเป็นความจริง เพื่อนๆ
และเหล่าสาวกของพระเยซู พูดถึงสิ่งที่พวกเขาได้ร่วมปฏิบัติ และสิ่งที่พวกเขาเห็นจริงๆ
แค่ข้อมูลต่างๆ ที่คุณมีเหล่านี้ ความจริงในประวัติศาสตร์ซึ่งเราจะต้องตัดสินใจว่าเกี่ยวกับพระเยซูว่า
ท่านเป็นเพียงคนบ้าคนหนึ่ง จอมโกหก หรือว่าเป็นพวกลวงโลกหรือท่านเป็นอย่างที่ท่านกล่าวอ้างมาจริงๆ
ว่า พระเจ้าส่งท่านมา
ทฤษฎีส่วนใหญ่ฟังดูดีมีเหตุผลด้วยตัวของมันเอง
อย่างทฤษฎีข้อแรกที่ว่าด้วยเพื่อนๆ ของพระเยซูท่าน หรือ
สาวกผู้ติดตามเป็นผู้ขโมยร่างของท่านไป
ซึ่งพวกผู้นำชาวยิวเป็นคนกล่าวอ้างขึ้นมา
แต่เมื่อคุณเชื่อในข้อมูลที่กล่าวมานั้น ข้อมูลเหล่านี้
จะนำคุณไปสู่การตัดสินใจที่คุณจะต้องคิดตามอีกครั้ง
ซึ่งประกอบด้วยประเด็นใหญ่ๆ 2 ประการ
ประการแรก เพื่อนๆ และสาวกของพระเยซู โกหก
เพื่อนๆ และสาวก เป็นคนนำร่างของท่านไปตามทฤษฏีข้อที่ 1 และ
พวกเขาก็เป็นแค่พวกขี้โกหก ตามทฤษฎีข้อที่ 7
พวกผู้นำชาวยิวเป็นคนนำร่างของท่านไป ตามทฤษฎีข้อที่ 2 ข้อเท็จจริงเรื่องนี้
พวกผู้นำชาวยิว เป็นพวกหนึ่งที่กังวล
เกี่ยวกับเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์มากกว่าใคร
และอยากที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง พวกเขาจะ
พยายามทำให้ถ้ำฝังศพนั้นว่างเปล่าไปทำไม และถ้าพวกเขาทำ
พวกเขาเองนั่นแหละที่ต้องออกมาบอกเรื่องพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ อืมม ..
เดี๋ยวนะครับ พวกเขาน่ะหรือที่จะมาบอกว่าพวกเขาเป็นคนนำร่างของพระเยซูออกจากถ้ำ
ก็ในเมื่อประวัติศาสตร์ไม่เคยพูดถึงข้อนี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว
สิ่งที่พวกเขาพยายามบอกกับทุกคนคือ พวกเพื่อน ๆ
และเหล่าสาวกต่างหากเป็นคนนำร่างของพระเยซูไป
เหล่าสาวกมิได้พูดถึงแค่เรื่อง ถ้ำฝังศพที่ว่างเปล่า
หรือการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู พวกเขายังพูดถึงเรื่องการกิน การดื่มกับท่าน
และได้เห็นท่านกลับขึ้นสู่สรวงสวรรค์กับตา แค่การพูดเรื่องทั้งหมดนี้
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านฟื้นคืนพระชนม์นั้น ยังคง
ทำให้เหล่าสาวกและเพื่อนๆ ของท่านเป็นจอมโกหกอยู่ดี
ตามทฤษฎีข้อที่ 3 เหล่าผู้นำชาวโรมันเป็นคนขโมยร่างของพระเยซูไป ผู้นำชาวยิว
มีอิทธิพลมากกับรัฐบาลของชาวโรมัน ซึ่งพวกเขา
ได้รับอนุญาตให้ทำการประหารพระชนม์ชีพของพระเยซู
และพวกเขาก็ต้องรับรู้ด้วยถ้าชาวโรมันจะนำร่างของพระเยซูออกไปจากถ้ำ แต่ถึงแม้
พวกโรมันจะเป็นคนเอาร่างของท่านไปจริงๆ ก็ไม่ สามารถช่วยในการอธิบายถึงการดื่ม
การกิน การพูดคุยที่พวกเพื่อนๆ และเหล่าสาวกอ้างถึงได้ ดังนั้น
ประเด็นนี้ก็ยังไม่ได้ช่วยอะไร พวกเพื่อนๆ
และเหล่าสาวกก็ยังคงเป็นพวกจอมโกหกอยู่
กลุ่มหญิงสาวที่ไปที่ถ้ำฝังศพก่อนใคร และรู้เรื่องที่ท่านกลับฟื้นคืนพระชนม์
ไปผิดที่ ( ตามทฤษฎีข้อที่ 4 ) ถ้ำนั้นเป็นถ้ำที่ทุกคนรู้จัก และ
สามารถไปได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น แน่นอนที่พวกผู้นำชาวยิวจะต้องไปถูก
รู้อย่างแน่นอนว่าถ้ำสุสานซึ่งมีร่างของพระเยซูอยู่ที่ใด
แล้วแสดงให้ทุกคนรู้ว่า ร่างของท่านยังคงอยู่ในถ้ำ ไม่มีการเคลื่อนย้าย
หรือเกิดปาฏิหารย์แต่อย่างใด
ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา หรือจินตนาการ หรือแม้แต่แค่ฝันไป ( ทฤษฎีข้อที่
5 )
หลุมฝังศพเป็นตัวแสดงให้เห็นว่า นั่นไม่ใช่ เพียงแค่ความฝันของใคร
ถ้าทั้งหมดเป็นเพียงภาพฝัน ร่างของท่านก็ควรที่จะยังคงอยู่ในถ้ำสุสาน
พระเยซูได้รับการรักษาในสุสาน ( ทฤษฎีข้อที่ 6 )
พระเยซูได้เคยพูดถึงการฟื้นคืนกลับมาหลังจากที่ท่านได้สิ้นพระชนม์ไป
และยังได้พูด ถึงการกลับขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ ดังนั้น
ประเด็นนี้อาจจะช่วยอธิบายว่า ท่านกลับมามีชีวิตอย่างไร
แต่ไม่สามารถอธิบายถึงว่า ท่านกลับขึ้นสู่ สรวงสวรรค์อย่างไร ดังนั้น
เหล่าสาวกก็ยังคงเป็นกลุ่มคนลวงโลกอยู่ดี
ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมองยังไง ถ้าคุณพิจารณาถึงทฤษฎีทั้ง 8 ประการนี้
ซึ่งจะง่ายขึ้นมากกับการพิสูจน์เรื่องพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ ขึ้นมาหลังความตาย
มีเพียง 2 ประเด็น เพียง 2 ทางเลือกเท่านั้น ที่คุณจะตัดสินใจ
1) พวกเพื่อนและเหล่าสาวก พูดโกหก หรือ
2) พวกเขา พูดความจริง
นี่คือข้อที่คุณจะต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ว่า
เหล่าสาวกของท่านสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตัวเอง
ทั้งหมดเป็นเพียงการโกหก หรือ พวกเขาพูดความจริง พูดถึงประสบการณ์จริงๆ
อย่างผู้ซื่อสัตย์
เมื่อเรามาถึงจุดนี้ จุดที่จะบอกว่า เหล่าสาวกเป็นผู้ซื่อสัตย์
ผู้พูดในสิ่งที่ตนเห็นจริงๆ หรือเป็นเพียง กลุ่มคนลวงโลก ที่สร้าง
เรื่องขึ้นมาเพื่อรักษาชื่อเสียงของพวกตนไว้ มีเพียงเหตุผล 4 ประการเท่านั้น
ที่ผมจะบอกให้พวกคุณฟังว่า ทำไมผมจึงไม่สามารถ กล่าวหาพวกเขาได้ว่าเป็น
พวกลวงโลก
เหตุผลที่ 1 เหล่าสาวกและเพื่อนๆ
ของพระเยซูทำให้ชีวิตของพวกเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ไปสู่หนทางที่ดีขึ้น
ปีเตอร์ Peter หนึ่งในเพื่อนของพระเยซูผู้ซึ่งไม่เคยมีความรับผิดชอบ
หลายต่อหลายครั้ง ถ้ามีใครขอให้เขาทำอะไร สุดท้ายแล้ว
เขาจะไม่เคยทำอะไรให้ใครเลย เมื่อพระเยซูถูกจับกุม
เขาวิ่งหนีเอาตัวรอดด้วยความกลัว เขาปฏิเสธ และไม่ยอมรับว่าตัวเองนั้น
รู้จักกับพระเยซูในยามที่ท่านถูกจับกุม
แต่หลังจากที่พระเยซูคริสต์ท่านได้ฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมา หลังจากการประหาร
เขาเป็น คนหนึ่งที่ออกเทศนา เทศน์ให้กลุ่มคนที่ไม่เชื่อในเรื่องนี้ หลังจากนั้น
เขาก็กลายเป็นที่รู้จัก และเขาตายด้วยความกล้าหาญ ด้วยการ กล่าวว่า
ตัวเขาเองนั้นไม่มีคุณค่าพอที่จะตายเสมือนพระเยซู
และขอให้กลับหัวของเขาลงเมื่อเขาถูกประหาร มีบางอย่างที่เปลี่ยน ชีวิตของเขา
และนี่เป็นจุดหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขาสอนผู้คนถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู
จอห์น เป็นผู้หนึ่งที่ถูกเรียกว่า บุตรของพายุ ทุกคนเรียกเขาเช่นนั้นเพราะ
เขาจะตะโกนเรียกเสียงฟ้าร้อง ให้ดังลงมาใส่บุคคล ที่ต่อต้านเขา
เขาเป็นทั้งคนเห็นแก่ตัว และอยากมีอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวเขาเอง
แม้แต่เคยส่งให้แม่ของเขาเอง เข้าไปกล่าวขอ แก่พระเยซู
เพื่อที่เขาจะได้มาซึ่งที่ๆ ดีที่สุดบนสรวงสวรรค์ และอยู่ข้างกายพระองค์
หลังจากนั้น ระหว่างที่ เขาเริ่มบอก กล่าวเรื่องราวที่พระเยซู ทรงฟื้นพระชนม์
ทุกคนเห็นการเปลี่ยนแปลงของเขาอย่างชัดเจน เขากลายเป็นที่รู้จัก ของทุกคนในนาม
ผู้ส่งมอบความรัก ช่างเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา
บางสิ่งบางอย่างได้เกิดขึ้น และเปลี่ยนชีวิต ของเขา
โทมัส เพื่อนคนหนึ่งของพระเยซู ซึ่งทุกคนรู้จักเขาดีว่า
เขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยเชื่ออะไร เขาจะตั้งคำถามกับทุกสิ่งทุกอย่าง
และตั้งตนอยู่ในความเป็นจริง เมื่อพระเยซูบอกกล่าวเพื่อนๆ ของท่านว่า
ท่านได้เดินทางผ่านประเทศดินแดนที่มีความอันตราย แห่งหนึ่ง
โทมัสได้กล่าวกับคนอื่นๆ ว่า พวกเขาน่าจะไปกับท่านนะ จะได้ตายพร้อมๆ กันไปเลย
เมื่อพระเยซู กล่าวถึงเรื่องที่ท่าน
กำลังจะกลับไปสรวงสวรรค์เพื่อเตรียมที่ทางให้กับพวกเขา และท่านได้กล่าวต่อว่า
ที่ที่เราไป พวกเจ้ารู้ดี และพวกเจ้าก็คงจะรู้ถึง หนทางที่จะไปที่นั่นด้วย
ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ กำลังคิดถึงสถานที่ดังกล่าว
ซึ่งพระเยซูกล่าวถึงและกำลังจะไป โทมัสได้กล่าว ขึ้นว่า เราไม่รู้ว่า
ท่านกำลังจะไปที่ไหน แล้วก็ไม่รู้ว่า เราจะไปถึงที่นั่นได้ยังไง
นี่แค่ตัวอย่างเล็กเพื่อให้คุณวาดภาพว่า โทมัสเป็นยังไง
ใครกันคือคนที่สงสัยเรื่องพระเยซูกลับมีชีวิตอีกครั้งหลังจากที่ถูกประหาร
โทมัสนี่แหละ เขาเป็นคนพูดว่า
เขาจะไม่เชื่อเด็ดขาดว่าพระองค์กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
จนกว่าเขาจะได้สัมผัสมือของพระองค์ และเท้าของพระองค์ที่ถูกตอกตะปูบน ไม้กางเขน
และร่องรอยข้างกายท่านที่ถูกเฆี่ยนตี และในตอนนั้นเองที่พระเยซูปรากฎ
พระองค์ต่อหน้าเขา และบอกเขาให้เข้ามา สัมผัสมือและข้างกายของท่าน
โทมันร้องไห้โฮ เหมือนเขาได้พิสูจน์แล้วว่าบุคคล ที่ปรากฏต่อหน้าเขา คือ
พระเยซู พระผู้เป็นเจ้า ของเขา หลังจากวันนั้น เขาไร้ซึ่งความสงสัย
แต่กลับกลายเป็นคนที่มุ่งมั่น ศรัทธา ต่อพระองค์
ความจริงที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ โทมัส
ได้บอกกล่าวเรื่องราวนี้ในดินแดนที่ห่างไกล และยากลำบากที่จะไปถึงในโลก
เขาเดินทางไปถึงหุบเขาหิมาลัย และประเทศอินเดียเพื่อถ่ายทอดเรื่องนี้
และทุกคนเรียกเขาว่า ผู้ศรัทธา เขายอมตาย เพื่อที่จะยังยืนยันว่า
เรื่องที่เขาพูดเป็นความจริง พระเยซูสิ้นพระชนม์ และได้กลับฟื้นคืนขึ้นมา
มีชีวิตอีกครั้ง
อุบัติภัยหรือความหายนะครั้งยิ่งใหญ่ ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคน แต่การโกหก
แทบจะไม่เปลี่ยนชีวิตใครให้ดีขึ้น
การเปลี่ยนที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นก็คือบุคลิกของคน
ชีวิตเหล่าสาวกกับเพื่อนๆของพระเยซู ต่างกลับกลายและเปลี่ยนแปลง
ไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งผมไม่คิดว่า การวางแผนเพื่อการโกหก
และการพูดจาลวงโลกจะทำให้ชีวิตพวกเขาเป็นแบบนั้น
มีหลักฐานเพื่อแสดงความจริงมากมายเกี่ยวกับเหล่าสาวก
มาร์คถ่ายทอดเรื่องราวไว้ในพระคัมภีร์ เขาเขียนถึงชาวต่างชาติ
ผู้ซึ่งไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวคำที่ว่า บุตรของมนุษยชาติ
เมื่อเขาเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซู เขามีข้อความที่กล่าวว่า พระเยซู
เรียกตัวท่านเองว่า บุตรของมนุษยชาติ
มากกว่าหนังสือเล่มใดใดที่กล่าวถึงพระเยซู ถ้ามาร์คเป็นคนขี้โกหกคนหนึ่ง
รู้ไว้อย่างหนึ่ง ด้วยว่า เขากำลังโกหกเรื่องของพระเยซู
และกำลังพยายามหลอกลวงประชาชนเกี่ยวกับพระเยซู แล้วทำไมเขาถึงได้ใช้คำว่า
บุตรของมนุษยชาติ แทนตัวพระเยซู ในเมื่อเขาพยายามจะจูงใจให้ทุกคนเชื่อว่า
พระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า ถ้าเขาเป็นคนขี้โกหก
เขาก็น่าจะเปลี่ยนคำเรียกนี้เป็น บุตรของพระเจ้า จะฟังดูดีกว่า
แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น นี่เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ที่แสดงให้เห็นว่า
เหล่าสาวกของพระเยซูเป็นผู้สัตย์ตรง
พระเยซู ได้เรียกแทนตัวท่านเองว่า บุตรของมนุษยชาติ จริงๆ เพราะ ตอนนั้น
ท่านได้สนทนาอยู่กับชาวฮิบรูหรือชาวยิวผู้หนึ่ง ซึ่งรู้จักหนังสือของ Enoch
อีนอช และหนังสือของแดเนียล ซึ่งบุตรของมนุษยชาติ
คือคำอธิบายความเป็นบุตรของพระผู้เป็นเจ้า
ผู้ซึ่งมาเพื่อบุตรของท่านและตระเตรียมที่ทางบนสวรรค์เพื่อพวกเขา
เหตุผลที่ 2 ผลลัพธ์ของการบอกเรื่องราวนั้น คือความตาย
เหล่าสาวกของพระเยซูถูกฆ่าตายเพียงเพราะพวกเขาได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ
ที่เกิดขึ้นกับพระเยซู พวกเขาทุกคนตายยกเว้น จอห์น
เพียงเพราะพวกเขาอ้างว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์และกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมา Bartholomew
เขาผู้นี้ถูกเฆี่ยนตายในอาร์มาเนีย โทมัสถูกประหารด้วยดาบของพราหมณ์
ปีเตอร์ถูกประหารชีวิตด้วยกับกลับหัว เซนต์แอนดรูว ถูกประหารบนไม้กางเขน
เซนต์แอนดรูว ลุกค์ถูกแขวนคอโดยเหล่าพระ
มารค์ถูกลากถูไปกับพื้นถนนอเลกซานเดรียจนตาย คนเหล่านี้ต้องชดใช้ด้วยชีวิต
ของพวกเขาเพียงเพื่อต้องการโกหกหรือ ผมไม่คิดเช่นนั้น
เขายอมตายเพียงเพื่อต้องการจะบอกว่า พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ หลังการประหาร
โดยที่ตัวเองต้องโดนทรมาน
เหตุผลที่ 3 พวกเขาต้องตายอย่างเดียวดาย
ข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดของ St. Thomas Aquinas เซนต์โทมัส อคัวแนส
เรื่องความจริงของการฟื้นพระชนม์ และความซื่อสัตย์ตรงของเหล่าสาวกที่มีต่อ
พระเยซู คือ เหล่าสาวกตายอย่างเดียวดาย ลองตามมาดูภาพนี้กัน
ผมสามารถ คิดถึงภาพของคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะปกป้องชื่อเสียงของเขา
พวกเขาพยายามติดตามคนๆ หนึ่งซึ่งบอกกับ พวกเขาว่า ตัวเขาเป็นเส้นทางสู่สวรรค์
เขาเป็นคำตอบของทุกปัญหาบนโลก เขาคือพระเจ้าที่เปี่ยมด้วยอำนาจและเทียมเท่า
กลุ่มคน เหล่านี้ควรจะไว้ใจเขาเพื่อที่จะมีชีวิตที่เป็นนิรันดร์
และติดตามเขาไปทุกหนแห่ง เขาเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง และอื่นๆ
อีกมากมายที่เขากล่าวไว้ ผมสามารถวาดภาพได้ว่า กลุ่มคนนี้จะเสียใจมากแค่ไหน
ถ้ารู้ว่าเขาได้ติดตามคนผิด
คนที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวอ้างหลังจากที่พระเยซูได้ถูกประหารชีวิตไป
ผมสามารถเห็นภาพของคนกลุ่มนี้พยายามที่จะสร้าง เรื่องขึ้นมาเพื่อให้ประชนคิดว่า
พระเยซูคือพระเจ้า ซึ่งท่านมีชีวิตแม้ว่าท่านจะถูกประหารชีวิตไปแล้วก็ตาม
ผมสามารถเห็นคน กลุ่มนี้พยายามบอกคนอื่นๆ ว่า
พระเยซูได้กลับฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมาหลังความตาย
และร่วมเสวยพระกระยาหารกับพวกเขา อยู่ร่วมกับพวกเขา และต่อจากนั้น
ท่านก็เสด็จกลับขึ้นสู่สรวงสวรรค์
และกำลังเตรียมที่ทางเพื่อพวกเขาผู้ซึ่งรักและไว้ใจท่าน
ผมสามารถเห็นคนกลุ่มนี้อยู่รวมกันและร่วมกันกล่าวว่า
ถึงตอนนี้คงไม่มีใครบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องโกหก หรือเป็นเพียงเรื่อง
ที่เราสร้างกันขึ้นมา ด้วยความกดดันของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
จะไม่มีใครพูดความจริง เพราะถ้าเขาทำ คนอื่นในกลุ่มจะรู้
ไม่มีใครกล้าจะเป็นคนแรกที่จะทำลายสัญญาที่มีให้กันไว้ในกลุ่ม
โดยบอกความจริงว่า เรื่องทั้งหมด พวกเขาโกหก ผมสามารถ
เห็นภาพนี้ได้อย่างชัดเจนถ้าพวกเขาอยู่รวมกัน ณ ที่เดียว
ไม่ใช่อยู่ห่างไกลกันและกันออกไป
และจำไว้อย่างนึงว่า ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีเครื่องส่งเอกสาร
ไม่มีรถ ไม่มีเครื่องบิน ไม่มีการคมนาคม หรือ การติดต่อสื่อสารใดๆ
เหมือนที่เรามีวันนี้ ณ ตอนนั้น
ถึงตอนนี้ เรามาแยกดูกันว่า เพื่อนของพระเยซูอยู่กันที่ไหนบ้าง Bartholemew
อยู่อะมาเนีย โทมัสอยู่อินเดีย ปีเตอร์อยู่โรม
พวกเขาไม่ได้ติดต่อสื่อสารถึงกันและกันเลย ไม่มีใครรู้ว่า
ใครอยู่ที่ไหนกันบ้าง และถ้าพวกเขาเริ่มที่จะสร้างเรื่องโกหกขึ้น
มันคงจะเป็นการง่ายกว่ามาก ถ้าเขาจะสร้างขึ้นมาอีกสักเรื่องเพื่อโกหกอีกครั้ง
ย่อมจะต้องดีกว่าที่จะต้องมาโดนทรมานจนตาย
ถ้าแค่สิ่งที่คุณจะต้องทำในระหว่างที่คุณถูกทรมานโดยบอกไปว่า
พระเยซูไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์มา เรื่องทั้งหมดเราแต่งมันขึ้นมา
พระศพของท่านยังคงอยู่ในถ้ำสุสาน
และเขาก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง แค่นั้น พวกเขาก็จะปล่อยคุณไป
นี่ คือสิ่งที่พวกลวงโลก จอมโกหกจะทำ
และก็จะไม่มีใครในกลุ่มรู้ว่าคุณบอกความจริงไป
ถ้าคุณได้มีโอกาสเจอใครสักคนในกลุ่ม คุณก็แค่เล่าให้เพื่อนฟังว่า
คุณไปอยู่ที่เมืองนั่นเมืองนี่ คุณทำนั่นทำนี่ ถ้าลองได้โกหกแล้ว
มันก็ไม่ยากเกินไปที่จะ แต่งเรื่องเพิ่มขึ้นมาอีกสักหน ..
พวกเขาเสียชีวิตอย่างเดียวดายนะ ไม่มีใครอยู่กับเขา
ไม่มีแม้แต่ใครสักคนที่อยู่ใกล้เขา พวกเขา แต่ละคนต่างรู้ดีว่า
เขาอาจจะไม่ได้เจอกันและกันอีกเลยในชีวิตต่อจากนั้น เมื่อยามที่พวกเขาถูกทรมาน
เขาสามารถเอาตัวรอด ได้เพียงแค่บอกปฎิเสธไปว่า
เรื่องที่พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์นั้นไม่เป็นความจริง แต่พวกเขาเลือกที่จะตาย
เพียงเพื่อต้องการจะ ยืนยันว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริง
ท่านเป็นอย่างที่ท่านอ้างไว้ แล้วท่านก็กลับมาหลังความตาย
ท่านได้กลับมาพูดคุยกับพวกเขา และดื่มกินกับพวกเขาอีกครั้ง และที่สำคัญ
ทำนได้กลับมาเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขา มันเป็นการ เปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
ในชีวิตพวกเขาให้มิต้องกลัวกับความตาย
ความตายไม่สามารถหยุดยั้งพระเยซูของพวกเขาได้ และความตาย ก็จะไม่สามารถหยุดยั้ง
พวกเขาไว้เช่นกัน เพราะถ้าพวกเขาไว้ใจ
และเชื่อในสิ่งที่พระเยซูท่านได้กล่าวไว้ว่า ท่านจะกลับไปเพื่อ
เตรียมสถานที่ไว้ให้พวกเขา และจะกลับมารับพวกเขาไป
Thomas Aquinas กล่าวไว้ว่า มันเป็นเรื่องของจิตวิทยา เป็นไปไม่ได้ว่า
คนกลุ่มนี้ ที่แยกย้ายจากกันไป แต่ละคนจะยอม
ตายเพียงเพื่อจะขอถ่ายทอดเรื่องราวนี้ และแต่ละคนก็ตายอย่างเดียวดาย
แล้วจะไม่มีใครสักคนของกลุ่ม ยอมที่จะลุกขึ้นมาบอกว่า เฮ้ย!!
มันไม่ใช่เรื่องจริง
พวกเขาทั้งหมดตายอย่างเดียวดาย ไม่มีใครลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงเรื่องราวของพวกเขา
ไม่มีหลักฐานชิ้นไหนใน 200 ปีที่ผ่านมา ที่ผู้คนพยายามจะพิสูจน์ และกล่าวได้ว่า
เรื่องนี้เป็นเรื่องเท็จ คุณจะไม่สามารถพบบันทึกใดใดในโลก ซึ่งจะมาบอกว่า
ใครสักคน ในกลุ่มนี้เคยแม้แต่จะคิดเปลี่ยนแปลงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ดังนั้น ผมได้มาถึงข้อสรุปของเรื่องนี้แล้ว ไม่มีใครในกลุ่มพูดโกหก
ผมจำได้ว่าผมได้สนทนากับอาจารย์ท่านหนึ่งของผมที่มหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาพูดกับผมว่า จีน , ผมมั่นใจ
คนกลุ่มนี้เชื่อในสิ่งที่พวกเขาพูด ข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งในทฤษฎีทั้ง 8
ข้อนั้นต้องผิดแน่ๆ ถึงตอนนี้ ผมเชื่อว่า คุณรู้ว่า ทฤษฎีทั้ง 8
ข้อนั้นง่ายขึ้นมากที่จะพิสูจน์ และถ้ามันง่ายอย่างนั้นจริงๆ
ผมก็บอกกับทุกคนได้เลยว่ามันเป็นเรื่องจริง , พระเยซูออกมาจากถ้ำสุสาน และกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ถ้าจุดนั้นเป็นเรื่องจริง ต่อมาส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องจริง และ
ผมก็มีจุดเริ่มต้นที่จะศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า ถึงตอนนี้ผม เข้าใจได้แล้วว่า
คริสต์ศาสนาคืออะไร ถ้าผมเชื่อว่าพระเยซูคริสต์
ท่านก้าวออกมาจากถ้ำสุสานหลังจาก 3 วันที่ท่านถูกประหาร ก้าวผ่านหินใหญ่หน้าถ้ำ
กลับมาพบกับเหล่าสาวกของท่าน ร่วมดื่ม กินอาหาร และพูดคุยถึงสถานที่ที่ท่าน
จะตระเตรียม ให้แก่พวกเขา และท่านก็กลับคืนสู่สรวงสวรรค์
ผมก็เชื่อว่าทุกอย่างท่านเป็นผู้กำหนดให้มันเกิดขึ้นมา
ฉะนั้นผมก็สามารถเชื่อได้ว่า พระเจ้าได้กำหนดว่าท่านจะถือกำเนิดผ่านทางแมรี่
และแมรี่จะมีบุตรชายชื่อ นาซาเรธ ร่างนี้เป็นร่าง
เดียวกันที่ถูกกำหนดให้เราไว้ใจและเชื่อใจในตัวเขา
และเป็นร่างเดียวกันที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตเราถ้าเราไว้ใจในตัวท่าน
การเกิดใหม่ คือเมื่อพระเจ้าได้สถิตอยู่ในตัวเรา
ท่านในตัวของเรานั้นจะเป็นเสมือนของขวัญจากพระเจ้าถึงผู้ที่เชื่อและไว้ใจใน
ตัวท่าน เชื่อในสิ่งที่ท่านได้ทำไว้เพื่อเราทุกคน
ในยามที่ท่านจุติลงมาบนโลกมนุษย์ในนาม พระเยซู
นี่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในคริสต์ศาสนา พระเยซูสถิตอยู่ในตัวเรา
และเรามีความหวังในตัวท่านว่า ท่านเป็นผู้ที่ท่านกล่าวไว้ว่า ท่านเป็น
และท่านจะทำในสิ่งที่ที่ท่านพูดไว้ว่าจะทำ ผมคงไม่ต้องเป็นพวกทรงเจ้า
เข้าทรงใดๆ เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่า ศาสนาคริสต์คืออะไร
ผมสามารถใช้เวลาในชีวิตของผม ติดตามคำกล่าวของท่าน พันธะสัญญาที่ท่าน
ได้ให้ไว้เพื่อทำให้ทุกคน ไว้ใจ เชื่อใจในตัวท่าน
แต่ละครั้งผมจะหยิบยกคำสัญญาแต่ละอัน การกระทำแต่ละครั้ง
เพื่อยืนยันด้วยความมั่นใจใน สิ่งที่ท่านได้กล่าวและกระทำไว้
แก่นสารนี้เปลี่ยนแปลงชีวิตผมได้มาก มากเท่ากับวัตถุกัมมันตภาพรังสีที่ผ่านเข้ามาในตัวคุณ
คุณไม่สามารถมองเห็นมันได้ แต่มันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ
พระเจ้าสถิตในตัวเรา และจะผูกพันกับจิตวิญญาณของตัวเราเองเพิ่มขึ้นทุกวัน
และนั่นคือ ทำไมจิตวิญญาณคือการแสดงออกถึงความรู้สึก
และทำไมจิตวิญญาณถึงได้ถูกเรียกขานว่าเป็นผลไม้ของจิตใจ
มันมีชีวิตและเติบโตขึ้นในตัวเราผู้ซึ่งรักษาศรัทธาและดำเนินให้มีอยู่ต่อไป
ความศรัทธา ที่มีต่อคำกล่าวของพระองค์ ซึ่งมาจากรากฐานของข้อพิสูจน์ที่ว่า
ท่านกลับฟื้นพระชนม์หลังความตาย มันทำให้ผมมีศรัทธา ที่จะเชื่อว่า
พระองค์จะทำอีกหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่พระองค์ได้พูดไว้
ซึ่งนั่นก็คือการกลับมาอีกครั้งเพื่อบุคคลที่เชื่อ และไว้ใจในตัวท่าน...
|