ผมได้อ่านบทความ คิดอย่างเป็นระบบกับภัยจากสายน้ำ ของ ดร.เสรี ศุภราทิตย์
แห่งศูนย์วิจัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ในคอลัมน์ หมายเหตุประชาชน ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่
31 สิงหาคม 2548 หน้า 8 แล้วเกิดโดนใจจนอยากแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ความคิดเห็นนี้มาจากประสบการณ์โดยตรง
และจากภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งสอดคล้องกับบทความดังกล่าว
ความตอนหนึ่งของบทความกล่าวว่า พื้นที่บางแห่งไม่เคยเกิดก็เกิดและมีความรุนแรงมากขึ้น
จากประสบการณ์พื้นที่ที่ไม่เคยเกิด น้ำท่วมแต่ก็เกิดน้ำท่วมเพราะในอดีตเคยเกิดน้ำท่วมมาแล้ว
แต่คนรุ่นปัจจุบันไม่รู้ดังข้อมูลต่อไปนี้
1. แม่น้ำปาย เคยท่วมใหญ่เมื่อปี 2516 ส่วนวันที่ 13 สิงหาคม 2548 เป็นปีที่น้ำท่วมรองลงมา
จนถนนสายเลี่ยงเมืองแม่ฮ่องสอน บริเวณบ้านปางหมู ต.ปางหมู อ.เมืองแม่ฮ่องสอน
ได้รับความเสียหายอย่างหนัก คืนวันที่ 12 สิงหาคม 2548 ผมข้ามไม่ได้ (ผมทำงานที่แม่ฮ่องสอน)
สองข้างทางเป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวและงาที่อุดมสมบูรณ์ ต่างก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นเดียวกัน
เพราะบริเวณดังกล่าวอยู่ในรัศมีน้ำท่วมของแม่น้ำปาย ...แล้ววันหนึ่งน้ำก็เอาคืน
2. แม่น้ำที่ทำความเสียหายแก่ตลาดอำเภอปาย แม่ฮ่องสอนนั้นไม่ใช่น้ำป่าจากแม่น้ำปาย
แม่น้ำปายทำความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้างประเภทรีสอร์ท แม่น้ำที่ทำความเสียหายแก่ตลาดอำเภอปายเป็นแม่น้ำสายเล็กๆ
ที่ชาวบ้านบอกว่าคาดไม่ถึง ข้อเท็จจริงคือ ตัวตลาดอำเภอปาย นั้นในอดีตเป็นทางผ่านของแม่น้ำดังกล่าว
แต่ปัจจุบันเทศบาลได้สร้างทางขวางลำน้ำและวางท่อน้ำจนไม่เห็นร่องรอยของแม่น้ำดังกล่าวเลย
ข้อมูลจาก Oral tradition คือเมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
...แล้ววันหนึ่งน้ำก็เอาคืน
3. แม่น้ำยวม มีต้นกำเนิดจากบ้านป่าตอง บริเวณทุ่งบัวตองไหลผ่านอำเภอขุนยวมไปยังพื้นที่อำเภอแม่ลาน้อยและลงสู่อำเภอแม่สะเรียง
จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ำนี้เคยท่วมใหญ่เมื่อปี 2544 คนรุ่นอายุ 40 ปี
บอกว่าไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ แต่เมื่อถามคนรุ่นอายุ 60 ปีบอกว่าเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว
ปีนี้น้ำได้ทำความเสียหายแก่พื้นที่เพาะปลูกมากเพราะชาวบ้านบอกว่าพื้นที่ที่พวกเขาบุกเบิกเพื่อเพาะปลูกนี้คาดไม่ถึงว่าน้ำจะท่วมถึง...แล้ววันหนึ่งน้ำก็เอาคืน
4. ข้อมูลจากทุกๆ ฝ่ายยืนยันตรงกันว่าน้ำท่วมเชียงใหม่ปีนี้ถือว่าเป็นน้ำท่วมที่ใหญ่ที่สุดในรอบ
40 ปี ดังนั้นแสดงว่าถ้านับถอยหลังจากปี 2508 เชียงใหม่เคยมีเหตุการณ์น้ำท่วมเช่นนี้มาแล้ว
แต่ชาวอำเภอจอมทองจังหวัดเชียงใหม่คนหนึ่งอายุ 56 ปียืนยันว่า สมัยเป็นเด็ก
น้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกในเขตอำเภอจอมทองสูงกว่านี้ ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่าทุกจุดที่น้ำท่วมปีนี้ในอดีตเคยท่วมมาแล้ว
เพราะมันอยู่ในรัศมีที่น้ำท่วม....แล้ววันหนึ่งน้ำก็เอาคืนตามความเชื่อของคนท้องถิ่น
สรุปประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่ของแม่น้ำทั้ง 3 สายดังนี้
| ชื่อแม่น้ำ |
ปีที่น้ำท่วมใหญ่ในอดีต |
ปีที่น้ำท่วมใหญ่ครั้งล่าสุด |
ระยะทิ้งห่าง |
| แม่น้ำยวม |
2488 |
2544 |
56 |
| แม่น้ำปิง |
2508 |
2548 |
40 |
| แม่น้ำปาย |
2516 |
2548 |
32 |
ถ้าท่านศึกษาประวัติของแม่น้ำแต่ละสายจะมีลักษณะเช่นนี้
หลังน้ำลดลงชาวนาและชาวสวนจะปลูกพืชต่างๆ ในบริเวณที่น้ำท่วม เพราะพื้นที่ดังกล่าวจะอุดมสมบูรณ์ด้วยปุ๋ยธรรมชาติที่เกิดจากการตกตะกอน
และเมื่อน้ำหวนกลับมา และทำความเสียหายก็อย่าไปโทษน้ำเลย เพราะมนุษย์ไปแย่งที่น้ำ
ไม่ใช่น้ำแย่งที่มนุษย์
อีกตอนหนึ่งของบทความกล่าวว่า กรณีศึกษาดังกล่าวยังชี้ชัดว่าแม่น้ำก็มีชีวิต
มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เราเรียกว่า DYNAMIC ผมมีประสบการณ์ตรงกับบทความตอนนี้
กล่าวคือผมมีประสบการณ์กับแม่น้ำยวมโดยตรงในระยะเวลา 8 ปี ระยะเวลาแค่
8 ปี ผมได้เห็นกระแสน้ำเปลี่ยนแปลงถึง 2 ครั้ง บางแห่งของแม่น้ำที่ตื้นเขินกลายเป็นร่องน้ำลึก
และที่เคยเป็นร่องน้ำลึกก็ตื้นเขิน และบางแห่งน้ำจะเปลี่ยนกระแสทางเดินไปเลย
แม่น้ำมีลักษณะเป็น DYNAMIC จริง ๆ
น้ำท่วมเชียงใหม่ปีนี้หลายฝ่ายอ้างว่า เพราะมีการทำลายป่า เพราะมีการรุกที่ริมฝั่งแม่น้ำ
ผมอยากรู้จริงๆ ว่า แล้วอดีตที่น้ำท่วมเล่า สาเหตุเกิดจากอะไร? ผมขอรวบรวมประสบการณ์ที่ได้พบ
และประสบการณ์ของชาวบ้านหลายๆ ประสบการณ์ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วม
อาจมีประสบการณ์นอกเหนือจากนี้ก็ได้ ประสบการณ์ที่ผมใคร่ขอถ่ายทอดมีดังนี้
1. ฝนตกหนัก ถ้ามีคำตอบเพียงแค่นี้ก็เป็นคำตอบแบบกำปั้นทุบดินตามทัศนะของ
ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ดังนั้นฝนตกหนักเป็นเพียงหนึ่งปัจจัยเท่านั้น น้ำท่วมเชียงใหม่ปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า
ฝนตกที่อำเภอเชียงดาวถึง 200 มิลลิเมตร
2. ฝนตกอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ฝนจะตกหนักแต่ถ้าไม่ตกอย่างต่อเนื่อง จะไม่ทำให้น้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วม
ถ้าฝนตกหนักพอประมาณแต่ตกอย่างต่อเนื่องแล้วจะทำให้เกิดน้ำท่วมได้ คืนวันที่
12 สิงหาคม 2548 ผมนอนที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน คืนนั้นฝนตกเกือบทั้งคืน
แม่น้ำยวมท่วมใหญ่ปี 2544 เพราะฝนตกหนักพอประมาณ แต่ตกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่
11 สิงหาคม เวลา 16.00 น. จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม เวลา 09.00 น.
3. แม่น้ำมีสาขา ธรรมชาติของแม่น้ำทุกสายจะมีสาขา และสาขาแต่ละสายจะมีสาขาย่อยลงไปอีกหลายชั้น
แม่น้ำที่ท่วมและทำความเสียหายบ่อยๆ มักเป็นแม่น้ำที่มีสาขามาก ยิ่งแม่น้ำยาวเท่าไรก็ยิ่งมีสาขามากเท่านั้น
เพราะเมื่อฝนตกลงมาน้ำจากสาขาต่างๆ จะไหลมารวมกันสู่แม่น้ำสายหลัก จะทำให้เกิดน้ำท่วมได้
4. ฝนตกทั่วทั้งสาขา ถึงแม้ฝนตกหนัก ตกอย่างต่อเนื่องและแม่น้ำมีสาขามาก
แต่ถ้าฝนตกเพียงบางจุดของสาขา แล้วน้ำก็จะไม่ท่วม แต่ถ้าปัจจัยตั้งแต่ข้อ
1-4 เกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อไร เมื่อนั้นน้ำจะท่วมใหญ่อย่างแน่นอน
5. แม่น้ำมีสิ่งกีดขวาง สิ่งกีดขวางในที่นี้แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ สิ่งกีดขวางที่มนุษย์สร้างขึ้น
และสิ่งกีดขวางที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สิ่งกีดขวางที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่นการรุกที่แม่น้ำ
การสร้างฝาย ฯลฯ สิ่งกีดขวางที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ล้มข้างลำน้ำ
หินและดิน พังทลายขวางลำน้ำ 6. ป่าไม้ถูกทำลาย เมื่อน้ำท่วมที่ภาคเหนือ
เรามักจะได้ยินเรื่องป่าไม้ถูกทำลาย แล้วในอดีต ที่ป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์
แต่น้ำท่วมเล่า เราจะตอบคำถามนี้ได้อย่างไร น้ำท่วมภาคอีสานและภาคใต้ สาเหตุเกิดจากอะไร?
การที่ป่าไม้ถูกทำลายนั้นจะทำให้น้ำท่วมอย่างฉับพลัน ไม่ได้หมายความว่า
เมื่อมีป่าไม้ที่สมบูรณ์แล้วน้ำจะไม่ท่วม ถ้าปัจจัยทั้ง
6 ข้อเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อไรน้ำจะท่วมแน่นอน เพราะป่ามีจุดอิ่มตัวในการอุ้มน้ำ
แต่ธรรมชาติได้สร้างความสมดุลระหว่างฝนกับป่าไม้อย่างน่าอัศจรรย์ กล่าวคือโอกาสที่จะเกิดเหตุปัจจัยทั้ง
6 พร้อมกันนั้นยากมาก