issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
ต้นกำเนิดแห่งสายประคำ
โรสแมรี

ในศตวรรษที่ 9 ที่ประเทศไอร์แลนด์ ได้มีการค้นพบเอกสารอ้างอิงถึงฤาษีท่านหนึ่ง (มิได้ระบุชื่อ) กล่าวว่าฤาษีท่านนี้และคนภายในคณะของท่านจะร่ายบทสวดจากบทเพลงสดุดี 150 บททุกวัน จนสัตบุรุษที่มาร่วมพิธีมิสซาเกิดความเลื่อมใสศรัทธาและอยากจะสวดตามแบบอย่างท่านบ้าง แต่เป็นเพราะว่าสัตบุรุษสมัยนั้นอ่านหนังสือไม่ค่อยเป็น แถมบทสวดก็ยาวเป็นหลายสิบหน้า เกินสามารถที่พวกเขาจะจดจำได้หมด ด้วยเหตุนี้ ฤาษีท่านนี้จึงคิดหาวิธีเพื่อให้สัตบุรุษใจศรัทธาเหล่านั้นได้สวดภาวนาตามแบบอย่างท่าน ท่านจึงเอาเชือกเส้นหนึ่งมาขมวดปม ร้อยไม้แบนๆเล็กๆประมาณห้าสิบแผ่นติดกันยาวพอสมควร เป็นจำนวนเท่ากับ 1 ใน 3 ของบทสวด 150 บท สอนให้พวกเขาสวดบท "ข้าแต่พระบิดา" โดยนำมาจากบทเบรวีอารุม ซึ่งเป็นหนังสือทำวัตรที่พวกนักบวชได้ใช้สวดกันเป็นประจำ

ก่อนหน้านั้น สัตบุรุษต้องหยิบก้อนหินคนละกำมือเข้าวัด เมื่อสวดจบบทหนึ่งก็หย่อนก้อนหินลงกระเป๋าไปทีละก้อนจนครบห้าสิบบท แต่เมื่อมีการประดิษฐ์เชือกขมวดปมร้อยแผ่นไม้ จึงเริ่มหันมานิยมใช้แทนก้อนหิน ไม่นานสายประคำก็แพร่กระจายไปตามพื้นภาคต่างๆในแถบยุโรป เริ่มแรกเดิมทีได้มีการใช้บทวันทามารีอาเพียงบทเดียว และหลังจากนั้นจึงค่อยเพิ่มบทข้าแต่พระบิดาเข้าไปทีหลัง ต่อมา มีพวกนักเทวศาสตร์แต่งเพลงเทิดพระเกียรติพระเยซูเจ้าและพระนางมารีอา เป็นเพลงสรรเสริญสั้นๆตัดทอนมาจากบทเพลงสดุดี และได้เขียนให้แด่แม่พระทีหลังเป็นจำนวน 150 บท และมีการนำมาใช้สวดกับสายประคำร้อยแผ่นไม้ 50 บท เลยได้ชื่อว่า "ช่อดอกไม้" หรือ "ช่อกุหลาบ"

การสวดสายประคำมีวิธีสวดด้วยกันหลายแบบ ในระหว่างศตวรรษที่ 13 มีการสวดกันถึง 5 แบบ คือ
1. สวดเฉพาะข้าแต่พระบิดา 150 บท
2. สวดเฉพาะวันทามารีอา 150 บท
3. สวดบทเพลงสรรเสริญพระเยซูเจ้า 150 บท
4. สวดบทเพลงสรรเสริญแม่พระ 150 บท
5. สวดบทเพลงสดุดี 150 บท (ที่บรรดาฤาษีใช้สวด)

ในปี 1365 ฤาษีคณะคาทูเซียนท่านหนึ่งได้เอาแบบที่หนึ่งกับแบบที่สองมาผสมกัน ในปี 1409 ฤาษีคณะคาทูเซียนอีกท่านหนึ่งได้แต่งข้อรำพึงถึงชีวิตพระเยซูเจ้าและแม่พระเพื่อใช้สวดประกอบเป็นข้อรำพึงทุกเม็ด

หลังจากนั้นก็มิได้กำหนดกฎเกณฑ์ที่แน่ชัดว่าจะใช้วิธีใด เพราะบางคนก็ชอบแบบต่างๆไม่เหมือนกัน จนมาถึงปี 1470 ฤาษีคณะโดมินิกันชื่อ อเลน เดอ รูแปร์ ได้ตั้งกลุ่มผู้รักการสวดสายประคำ โดยมีคณะธรรมทูตมาเป็นผู้เทศน์อบรมให้ พวกเขาร่วมกันสวดบท "วันทามารีอา" 150 บท พร้อมข้อรำพึงในแต่ละบท และเริ่มนิยมใช้กันตั้งแต่นั้นมา ปี 1483 ฤาษีคณะโดมินิกันท่านหนึ่งได้เขียนหนังสือ "สดุดีแด่แม่พระ" โดยย่อข้อรำพึงทั้ง 150 บทให้เหลือเพียง 15 บทดังปรากฏอยู่ในรหัสธรรมที่เราใช้สวดกันในปัจจุบัน ยกเว้น 2 ทศสุดท้ายที่ไม่เหมือน คือในข้อรำพึงแม่พระเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และแม่พระทรงสวมมงกุฎเป็นราชินีเมืองสวรรค์ ได้ใช้บทรำพึงเกี่ยวกับวันพิพากษาหรือวันสิ้นพิภพ

ดังนั้น ในศตวรรษที่ 15 การสวดสายประคำพร้อมข้อรำพึง 150 ข้อจึงได้หมดความนิยมไป และการพิมพ์ภาพลงบนเนื้อไม้เป็นรูปเหตุการณ์ต่างๆเพื่อช่วยให้เกิดความสะดวกแก่คนที่อ่านหนังสือไม่ออกก็ได้หมดความนิยมลงไปพร้อมกัน ด้วยเหตุที่การที่จะต้องพิมพ์ภาพต่างๆถึง 150 ภาพลงบนแผ่นไม้นั้นมีราคาแพงมาก ที่เหลือไว้ให้เราเห็นก็มีแค่ลวดลายดอกกุหลาบบนเม็ดที่ใช้สวดบทข้าแต่พระบิดาเท่านั้น เหตุนี้ คริสตชนจึงหันมาสวดแบบข้อรำพึงเพียง 15 บทและได้ยึดไว้เป็นรหัสธรรมแห่งสายประคำศักดิ์สิทธิ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ทุกวันนี้ การสวดสายประคำแบ่งออกเป็น 3 ภาค

ภาคยินดี
ข้อ 1.เทวทูตถือสารมาแจ้งแด่พระนางมารีอา
ข้อ 2.แม่พระเสด็จเยี่ยมนางเอลิซาเบ็ธ
ข้อ 3.พระเยซูเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์
ข้อ 4.แม่พระถวายพระเยซูในพระวิหาร
ข้อ 5.แม่พระพบพระเยซูในพระวิหาร

ภาคสิริมงคล
ข้อ 1.พระเยซูเสด็จกลับคืนชีพ
ข้อ 2.พระเยซูเสด็จขึ้นสวรรค์
ข้อ 3.พระจิตเจ้าเสด็จลงมา
ข้อ 4.แม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์
ข้อ 5. แม่พระทรงสวมมงกุฎเป็นราชินีสวรรค์

ภาคโศกเศร้า
ข้อ 1.พระเยซูทรงเข้าตรีทูต
ข้อ 2.พระเยซูทรงถูกเฆี่ยน
ข้อ 3.พระเยซูทรงสวมมงกุฎหนาม
ข้อ 4.พระเยซูทรงแบกไม้กางเขน
ข้อ 5.พระเยซูถูกตรึงและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง |

15 กันยายน 2000
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000